จากประชานิยมสู่ไทยนิยม ประชารัฐ และ วิเศษนิยม

“ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลได้วิจารณ์นโยบายประชานิยมมาโดยตลอด แต่กลับออกนโยบายประชานิยมมาเช่นกัน (….) เรื่องนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้บอกแล้วว่าโครงการนี้ไม่ใช่ประชานิยม แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อาจจะเป็นวิเศษนิยมกระมัง (หัวเราะ)”

รัฐบาลนี้ให้ความสนใจกับเรื่องของการประดิษฐ์ประดอยคำเป็นพิเศษ ก่อนที่เราจะมาพูดเรื่องของเนื้อหาของนโยบาย สิ่งที่สำคัญคืออาการที่รัฐบาลชอบแสดงออก โดยการพยายามรื้อแล้วสร้างคำใหม่ๆ จากคำเดิมที่เคยมีในรัฐบาลก่อนๆ โดยเฉพาะคำว่า “ประชานิยม” ซึ่งเป็นคำฮิตติดปากในสมัยของระบอบทักษิณ มาสู่คำใหม่ๆ เช่น ไทยนิยม ไทยนิยมยั่งยืน ประชารัฐ มาจนถึงเรื่องของวิเศษนิยม

คำว่าประชานิยมนั้นเป็นคำที่น่าสนใจ และอยู่คู่กับบ้านเมืองเรามานานมากกว่าหนึ่งทศวรรษ แม้ว่าคำดังกล่าวมักจะมาในรูปของการให้นิยามและการวิจารณ์จากนักวิชาการ ปัญญาชน และขบวนการต้านระบอบทักษิณในยุคสมัยนั้นว่าเป็นนโยบายที่ส่งผลในแง่ลบ เป็นการซื้อเสียงผ่านการเอาใจประชาชนโดยไม่คำนึงถึงผลในระยะยาว

แต่เอาเข้าจริงผู้คนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ก็มีไม่น้อย และรัฐบาลที่เสนอประเด็นเหล่านี้ก็ได้รับเลือกตั้งก็เข้ามาโดยตลอด แม้ว่าจะรักษาตำแหน่งของตนไม่ได้ถึงสามครั้ง และจบลงจากการชุมนุมประท้วงที่นำไปสู่ตุลาการภิวัฒน์ และ/หรือการทำรัฐประหาร

ในทางรัฐศาสตร์นั้น การพิจารณาเรื่องประชานิยมไม่ได้ให้ความสำคัญแต่ในเรื่องของนโยบายของประชานิยม แต่ให้ความสนใจไปในเรื่องของ “การเมืองประชานิยม” (populist politics) ที่มีความกว้างขวางครอบคลุมกว่าเรื่องของนโยบายประชานิยม ด้วยว่าสนใจทั้งฐานความคิดเบื้องหลัง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการเมืองประชานิยม รวมไปถึงการเปรียบเทียบการเมืองประชานิยมในพื้นที่ที่แตกต่างหลากหลายกัน หรือที่เรียกอีกอย่างว่าเราสนใจประชานิยมในฐานะรูปแบบของปฏิบัติการทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง (a form of political practice)

ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ การเมืองประชานิยมนั้นไม่ได้เน้นไปที่การวัดประเมินนโยบายประชานิยมและผลกระทบทางเศรษฐกิจของนโยบายประชานิยม รวมทั้งการประเมินความเสียหายของบ้านเมือง และการล่มสลายของนโยบายประชานิยม แต่สนใจเรื่องของความสำคัญ และความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองประชานิยม กับการเมืองแบบประชาธิปไตย

การหาความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองแบบประชานิยม และการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้น จะไม่ทำให้เราติดกับการประเมินง่ายๆ ว่า ประชานิยม “อย่างน้อย” ก็ให้ประโยชน์กับประชาชน และทำให้เรา “ต้องยอมรับ” ว่าประชานิยมอย่างน้อยก็สะท้อนความต้องการของประชาชน และเมื่อเป็นเรื่องที่ประชาชนได้ประโยชน์เพราะเลือกรัฐบาลประชานิยมเข้ามา

ดังนั้น ประชานิยมก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย และประชาธิปไตยยังไงก็ดีกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

 

มาถึงวันนี้เรามีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากวิถีประชาธิปไตย แต่อ้างถึงประชาชนโดยตลอด แถมยังมีนโยบายที่คล้ายคลึงกับนโยบายประชานิยมหลายด้าน จนเป็นที่เข้าใจกันไปแล้วว่า จะเรียกว่าประชานิยมหรือไม่ก็ตาม แต่นโยบายที่คล้ายคลึงกับประชานิยมราวกับเป็ดกับห่านแบบนี้ ก็สามารถเกิดขึ้นจากระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยได้เช่นกัน (อย่างน้อยวัดที่องค์ประกอบของการมีหรือไม่มีการเลือกตั้ง) แถมยังไม่ได้รับการต่อต้านจากเหล่าชนชั้นกลางเมืองผู้เต็มไปด้วยเหตุผลและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และการปฏิรูปประเทศเหมือนที่เคยเป็นมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ

การพิจารณาเรื่องการเมืองแบบเป็ดๆ ห่านๆ เอ้ยการเมืองแบบประชานิยม (populist politics) มักจะเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า ประชานิยมนั้นไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมืองที่ทำความเข้าใจง่ายๆ ในแบบที่อยู่ในระนาบเดียวกับการทำความเข้าใจอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้าย-ขวา หรือเผด็จการ-ประชาธิปไตย หรืออธิบายง่ายๆ บนระนาบทางความคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม-รัฐนิยม หรือเสรีนิยม-รัฐสวัสดิการ หรือเอกชนนิยม-รัฐนิยม หากแต่การเมืองแบบประชานิยมทั้งในฐานะของขบวนการทางการเมือง ระบอบการเมือง และภาวะผู้นำแบบประชานิยม ล้วนแล้วแต่มีแก่นแกนของคุณค่าและลักษณะวาทกรรมบางอย่างร่วมกันสักห้าประการ

1.เชื่อว่าประชาชนนั้นมีความรู้และภูมิปัญญาพอที่จะตัดสินใจทางการเมืองได้เอง และความรู้ของประชาชนนั้นมาจากสามัญสำนึกที่เรียนรู้มาจากการทำงานจริงทำมาหากินจริง ไม่ใช่มาจากทฤษฎีหรือตำรับตำราและปัญญาชน หรือกล่าวง่ายๆ การเมืองประชานิยมจะมีลักษณะ ต่อต้านปัญญาชนและพวกขุนนางนักวิชาการ อีกทั้งสนับสนุนประชาธิปไตยที่ให้อำนาจกับประชาชนมากๆ อาทิ การอธิบายว่าทุกเรื่องนั้นควรตัดสินใจโดยประชาชนเอง (เช่น ถ้าอะไรไม่ดีหรือผิดพลาดเกิดขึ้น ก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า)

2.การเมืองประชานิยมจะอิงกับผลประโยชน์ของชาติมากกว่าความเป็นสากล จะเห็นว่า ไม่ว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ” ไปถึง “ไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง” หรือ จาก “ไทยรักไทย” ถึง “ไทยนิยม” ซึ่งทั้งหมดนั้นนอกจากเรื่องของความเป็นชาติแล้วยังหมายถึงประชาชนในชาตินั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในนามของ “คนไทย” ที่ต้องไม่แตกแยก หรือแม้กระทั่ง “มวลมหาประชาชน” เป็นต้น

3.พวกชนชั้นนำที่ปกครองพวกเราอยู่เป็นพวกที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและคดโกงทางคุณธรรม และความขัดแย้งระหว่างประชาชน/มวลชนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ แต่เป็นเรื่องของการเผชิญหน้ากันระหว่างความดีกับความชั่วร้าย ในการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำกับมวลชนนั้นเป็นเรื่องของสงครามที่จะต้องมีกับศัตรู และบ่อยครั้งศัตรูนั้นก็เป็นคนต่างชาติ หรืออาจตีความว่า แม้จะอ้างว่าเป็นคนชาติเดียวกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชาวต่างชาติจะได้ประโยชน์มากกว่าคนในประเทศ

4.เอาเข้าจริงการเมืองแบบประชานิยมก็มีลักษณะต่อต้านการเมืองในตัวเอง คือมองว่า เมื่อสงครามระหว่างความถูกต้องดีงาม และความชั่วร้ายนั้นจบลง คือเมื่อชนชั้นนำในฐานะศัตรูของประชาชนนั้นถูกกำจัดหรือส่งออกไปให้พ้นจากการเมืองแล้ว สังคมอุดมคติก็จะเกิดขึ้นและสังคมดังกล่าวก็ไม่มีเรื่องทางการเมืองอีกต่อไป ..

ดังนั้น การเมืองแบบประชานิยมก็ไม่จำเป็นต้องมีการพูดถึงการพัฒนาสถาบันทางการเมือง ไม่ต้องพูดถึงการพัฒนาทางการเมือง สิ่งที่ต้องการก็คือผู้นำที่เข้มแข็ง และด้วยเหตุผลที่ว่า การพึ่งพาตัวผู้นำนั้นกลายเป็นเรื่องหลักในการเมืองแบบประชานิยม อีกทั้งเรื่องของความนิยมในตัวบุคคลนั้นมีลักษณะที่ขึ้นลงได้ง่าย และไม่ค่อยจะยั่งยืน การเมืองแบบประชานิยมนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจรัฐในการจำกัดสิทธิประชาชนในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างที่อาจจะท้าทายตัวระบอบการเมืองแบบประชานิยม และตัวผู้นำแบบประชานิยม นี่จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำไมระบอบการเมืองแบบประชานิยมถึงถูกมองว่ามีลักษณะเผด็จการ

ในอีกด้านหนึ่ง เราอาจจะเริ่มเห็นว่า หากเราไม่ได้มองว่าประชานิยมเป็นเพียงการเมืองที่เน้นนโยบายเศรษฐกิจลดแลกแจกแถมแบบธรรมดา แต่มีอุดมการณ์การเมืองบางอย่างกำกับอยู่ การเมืองแบบประชานิยมเป็นการเมืองที่ต่อต้านกับระบบอำนาจแบบแนวดิ่งที่มีชนชั้นนำ และมวลชน/ประชาชน และมองว่าการเมืองเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของชนชั้นนำ และจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นอยู่เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อนั้นบ้านเมืองจะไม่แตกแยก การเมืองประชานิยมจึงไม่ใช่การเมืองแบบที่ใช้อำนาจจากชนชั้นนำมาปกครองประชาชนในนามของการยุติความขัดแย้ง แต่การยุติความขัดแย้งต้องมาจากการยุติการอยู่ในอำนาจของพวกชนชั้นนำต่างหาก

ในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการเมืองแบบชาตินิยมนั้นจะพบว่า ประชานิยมในยุคแรกๆ จะให้ความสำคัญไปที่การทำงานของผู้นำประชานิยมกับแรงสนับสนุนจากเครือข่ายขบวนการชาวนา ขบวนการแรงงานและขบวนการทางสังคมอื่นๆ เพื่อต่อกรกับบรรดาชนชั้นนำที่อยู่ในอำนาจ ขณะที่ประชานิยมในยุคหลังมักเป็นเรื่องที่ผู้นำการเมืองแบบประชานิยมพึ่งพาสื่อสมัยใหม่และอาจจะมีลักษณะประนีประนอมกับแนวคิดแบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ หรืออาจจะมีแนวโน้มต่อต้านอเมริกาได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นจากกรณีของอาร์เจนตินาในยุคเปรอง ชิลีในยุคฟูจิโมริ และเวเนซุเอลาในยุคของชาร์เวช ตามลำดับ

ส่วนในกรณีของเอเชียนั้น ส่วนสำคัญในการเกิดการเมืองแบบประชานิยมก็มาจากเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 ที่ทำให้เกิดผู้นำหน้าใหม่ๆ นอกวงอำนาจเดิมเข้ามาในพื้นที่การเมืองในนามของการเป็นตัวแทนของประชาชนที่ไม่ใช่แค่จนและมีจำนวนมาก แต่จนและมีจำนวนมากเพราะเป็นเหยื่อของระบบที่ทำให้พวกเขาจนและมีจำนวนมากด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะการเมืองนั้นวนเวียนอยู่ในมือของชนชั้นนำในอำนาจแบบเดิม ซึ่งอาจจะอยู่ได้ด้วยการเลือกตั้งหรือไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่มีเครือข่ายอำนาจในวงที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง หรือชนชั้นนำที่อาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอาจจะยินยอมให้มีการเลือกตั้งตราบเท่าที่การเลือกตั้งนั้นไม่ไปสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจและความชอบธรรมของการมีอำนาจของชนชั้นนำเหล่านั้น

การเมืองประชานิยมจึงต้องมีภาพของคนนอกวงอำนาจที่ทำเพื่อประชาชน และคำว่าประชานิยมเองก็อาจจะถูกมองได้ทั้งทางบวกผ่านฝ่ายสนับสนุนประชานิยม คือการอ้างว่า หัวใจคือประชาชน หรือมองในแง่ลบจากฝ่ายวิจารณ์ว่าเป็นพวกเอาใจประชาชนโดยไม่คำนึงถึงชาติบ้านเมือง

การศึกษาการเมืองแบบประชานิยมพยายามเข้าใจว่าที่มาของการเมืองประชานิยมในเชิงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และโครงสร้าง/บริบททางการเมือง โดยเฉพาะอะไรทำให้ความยากจนและกฎการปกครองด้วยจำนวนนั้นเป็นเรื่องราวหลักของการเมือง

ที่สำคัญอะไรคือการที่จะร้อยเอาทุกข์ของทุกคนรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และหันมาเลือกหรือสนับสนุนผู้นำแบบประชานิยมได้ กล่าวคืออะไรทำให้ “ประชาชน” เป็นหนึ่งเดียวกันได้

ขณะที่จุดจบของประชานิยมในหลายที่นั้นเกิดขึ้นได้จากความเป็นจริงทางการเมืองที่ว่า เมื่อการเมืองแบบประชานิยมได้ชัยชนะความเป็นจริงจะเผยออกมาว่า สิ่งที่เคยเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นมันไม่จริง หรือเป็นไปไม่ได้ ความขัดแย้งแบบเดิมๆ ก็ยังดำรงอยู่ หรือผู้นำประชานิยมไม่สามารถแก้ปัญหาที่ตนเคยนำเสนอเอาไว้ได้ และเอกภาพของประชาชนนั้นหายไป

หรืออาจเป็นไปได้ว่า ในอีกด้านหนึ่งการต่อต้านการเมืองแบบประชานิยมก็อาจจะไม่ได้มาจากการถกเถียงหรือหักล้างด้วยความรู้ แต่อาจหมายถึงการสร้างทางเลือกของความเป็นหนึ่งเดียวด้วยความเป็นหนึ่งเดียวแบบใหม่ และการสร้างสภาวะการเผชิญหน้าแบบใหม่

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประชานิยม กับประชาธิปไตยมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งตรงที่ว่า ประชานิยมนั้นมิใช่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธประชาธิปไตย หรือเป็นเพียงประชาธิปไตยคุณภาพต่ำที่มีไว้ให้เหยียดหยามเพื่อจะเชิดชูความสมบูรณ์แบบของประชาธิปไตยในรูปแบบอื่น

แต่เราควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับประชานิยมในฐานะเงาสะท้อนหรือภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน ประชานิยมส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาประชาธิปไตยที่มีมาก่อนนั้น ที่ชนชั้นนำได้ประโยชน์จากประชาธิปไตยในแบบเก่า และละเลยเจตจำนงของประชาชน หรือปัญหาของประชาชนจำนวนมากในบ้านเมืองที่ประชาธิปไตยก่อนหน้านั้นทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ฃ

ที่สำคัญ การศึกษาประชานิยมทำให้เราเห็นทั้งประชาชน ผู้นำประชานิยม และโครงสร้างอำนาจแบบเก่าที่อาจจะยึดกุมประชาธิปไตยไว้เอง หรือหาประโยชน์จากประชาธิปไตยโดยการยินยอมให้ประชาธิปไตยบางระดับเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง เช่น การกระจายอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ

อีกด้านหนึ่ง ประชานิยมก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยในตัวของมันเอง เพราะประชานิยมไม่สนใจเรื่องของการพัฒนาสถาบันทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย และทำให้ประชาธิปไตยเปราะบางลงด้วยการกลายเป็นเผด็จการเน้นตัวบุคคลได้ง่าย หรือเน้นไปที่การสร้างวิธีคิดว่าโลกนี้มีแต่ประชานิยมเท่านั้นที่เป็นความเป็นไปได้ของประชาธิปไตย

แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความง่ายๆ ในแง่เล่นคำว่าประชาธิปไตยหรือประชานิยมก็เป็นเผด็จการรูปแบบหนึ่ง แต่หมายความว่า การกลายตัวเป็นเผด็จการของประชาธิปไตยนั้นส่วนหนึ่งเกิดมาจากการละเลยหลักการบางข้อของประชาธิปไตย เช่น หลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน การสกัดขัดขวางฝ่ายค้านและการเห็นต่าง การแทรกแซงสื่อ และทางเลือกอื่นๆ ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองนอกเหนือการเลือกตั้ง

สำหรับกรณีของคำถามที่ว่าระบอบทักษิณเป็นประชานิยมหรือไม่ ผมว่าคำตอบทางวิชาการมีความหลากหลาย ข้อถกเถียงหลักไม่ได้อยู่แต่เรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจว่า “คนอย่างทักษิณ” ที่อาจารย์นิธิเคยตั้งคำถามไว้ หรือ “ที่มาที่ไปของระบอบทักษิณ” ที่อาจารย์เกษียรตั้งคำถาม หรือ “ประชานิยมที่มีฐานรองรับจากชนชั้นกลางใหม่” ที่อาจารย์อภิชาติชี้ให้เห็น

งานเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงที่มาของการขึ้นสู่อำนาจของทักษิณ และคำอธิบายว่าการเมืองของชนชั้นนำแบบเดิมเป็นอย่างไร และตั้งคำถามว่าการต้านประชานิยมเป็นเพราะประชานิยมนั้นเป็นของไม่แท้ หรืออำนาจของชนชั้นนำเดิมและโครงสร้างสังคมแบบเดิมนั้นแข็งแกร่งกว่า งานของคนอื่นๆ ก็พยายามถกเถียงว่าประชานิยมแบบของทักษิณสร้างบทเรียนอะไรให้โลกนี้บ้าง เช่น โครงการที่ถูกมองว่าเป็นประชานิยมอาจจะไม่ได้เจ๊งไปหมด และบางอย่างก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอำนาจและโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่อาจย้อนกลับได้เช่นกัน เช่น เรื่องของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของฉันทามติทางการเมือง แต่เป็นบทเรียนที่โลกศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียของระบบ

ขณะที่การล้มระบบทักษิณด้วยวาทกรรมขายชาติและต้านโกง และการจัดตั้งขบวนการแบบโต้กลับ ก็ยังเป็นเรื่องที่มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ อย่างงานล่าสุดของอาจารย์อุเชนทร์ (การเมืองภาคประชาชน-สำนักพิมพ์มติชน) เป็นต้น

ที่เขียนมาอย่างยืดยาวและไม่อยากจะฟันธงว่านโยบายของรัฐบาลนี้เป็นประชานิยมหรือไม่ เพราะรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคุณค่าและข้อจำกัดของการเมืองแบบประชานิยมซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่พาเราออกไปจากวังวนของการเลือกประชานิยมในฐานะประชาธิปไตย กับวิเศษนิยมในฐานะอะไรก็ไม่รู้

เรื่องสำคัญกว่าการหัวเราะวาทกรรมวิเศษนิยมก็คือ การเก็บเกี่ยวบทเรียนของประชานิยมและวิเศษนิยมในฐานะภาพสะท้อนของประชาธิปไตยและเผด็จการต่างหาก

(หมายเหตุ : บางส่วนพัฒนาต่อมาจากการอ่าน K.Mizuno and P.Phongpaichit. Eds. 2009. Populism in Asia. Japan: Kyoto University Press.)

บทความก่อนหน้านี้สำเร็จล้มเหลว ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากนิด้าโพล
บทความถัดไปคมคำ 7 พ.ย. 61 : สุวัจน์ ลิปตพัลลภ