วีรพงษ์ รามางกูร : จะตายห่าอยู่แล้ว

“จะตายห่ากันหรือไง” เป็นผรุสวาจาในยุคปัจจุบัน “ยุ่งตายห่า” เป็นอมตวาทะของท่านอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร โค้ว ตง หมง คุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดำรง ลัทธพิพัฒน์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ตีรวนให้สภาผู้แทนราษฎรไม่ยอมฟังคำตัดสินของประธาน ทำให้สภาเกิดอลเวง แต่ประธานประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ท่านก็สามารถทำให้สภาประชุมต่อไปได้จนจบระเบียบวาระ แม้ว่าจะถูกสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตีรวนอย่างหนัก

มาถึงขณะนี้วาทะของท่านประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือโค้ว ตง หมง เจ้าพ่อแห่งบางขนากก็กลับมาอีก แต่ไม่ได้กลับมาเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว แต่กลับมาในวงการเมืองศรีธนญชัยของไทย

“จะตายห่ากันหรือไง” เป็นวาทะของผู้นำของไทยปัจจุบัน เมื่อถูกถามเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ กกต. โดยไม่มีความผิดเพราะมาตรา 44 คุ้มครองให้

ความยุ่งยากสับสนวุ่นวายอันเกิดจากการ “ตระบัดสัตย์” ของหัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหาร หรือประธาน คสช. หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง ส่วนแม่น้ำอีก 4 สายที่ตั้งขึ้นโดยเนติบริกร ผู้หมดเครดิต ไม่เหลือความเชื่อถือในฐานะนักกฎหมาย หมดสิ้นไปเพราะได้ขายวิญญาณของตนให้อสูรไปแล้ว

แรกเริ่มเดิมที เมื่อทำการรัฐประหารได้ก็ให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะมาอยู่เพียงชั่วคราว หากจัดการเขียนรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งแล้วก็จะกลับไปสู่กรมกองอันเป็นหน้าที่หลักของตน แต่ก็ไม่เคยรักษาสัจจะวาจา ตระบัดสัตย์มาเรื่อยๆ จนอยู่มาเกือบ 5 ปีแล้ว เกินกว่าเทอมของสภาผู้แทนตามปกติเสียอีก

สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และที่อื่นที่เขาเป็นอารยะ ไม่ยอมเจรจาด้วยในเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ไปอเมริกากับยุโรปก็ไปเป็นแขกธรรมดาเหมือนนักท่องเที่ยว ไม่ได้เจรจาอะไร ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงอะไร ไปให้เขาถามว่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ 24 แน่นะ เขาพูดอย่างไม่เกรงใจ หวังว่าจะนำประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว

ที่ไปก็ไปตามคำเชิญของประธานาธิบดีมาครง ของฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองการยุติของสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรที่ชนะสงคราม ไม่ใช่ในฐานะประเทศไทย ถ้ารัชกาลที่ 6 ท่านไม่ได้ทรงตัดสินพระทัยเข้าร่วมกับพันธมิตรเขาก็คงไม่เชิญในฐานะผู้ชนะสงคราม แล้วก็เลยไปเยอรมนีให้เขาเตือนว่าต้องกลับไปมีประชาธิปไตยโดยเร็ว

คราวนี้คงเลื่อนจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะได้ยินคำมั่นสัญญาไปทั่วโลกเป็นครั้งที่ 6 แล้ว จะตระบัดสัตย์ต่อไปก็คงไม่ไหวแล้ว

สาเหตุที่บ้านเมือง “จะตายห่า” ก็เพราะการไม่รักษาคำมั่นสัญญา บอกว่าเมื่อยึดอำนาจแล้ว
กวาดบ้านกวาดช่องแล้วจะกลับ ตอนนี้คิดจะอยู่ต่ออีก 4-5 ปีเป็นอย่างน้อย โดยรัฐบาลเผด็จการได้จัดตั้งพรรคการเมืองลงแข่งขันและจะอยู่ในอำนาจเต็ม มี ม.44 ใช้ในขณะหาเสียงเลือกตั้งและตอนเลือกตั้ง

ในยามปกติ เมื่อมีการยุบสภาหรือรัฐบาลลาออกเพื่อมีการเลือกตั้ง รัฐบาลที่อยู่ก็จะเป็นรัฐบาลรักษาการทำได้ในบางอย่าง ทำไม่ได้ในบางอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เอาเปรียบพรรคการเมืองที่เป็นคู่ต่อสู้ แต่รัฐบาลเผด็จการที่มาจากการยึดอำนาจด้วยปากกระบอกปืน จับคนไปปรับทัศนคติแบบพรรคคอมมิวนิสต์ทำเมื่อยึดอำนาจได้

สมัยนี้การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงทำยากขึ้น เพราะประเทศอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น อังกฤษ สิงคโปร์ ออกกฎหมายให้การรับสินบนนั้นผิดและการให้สินบนก็ผิด อย่างกรณีบริษัทอเมริกันที่ให้สินบนผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ต้องติดคุกติดตะราง บริษัทโรลส์ลอยซ์ที่บริษัทการบินไทยก็ใช้ การปิโตรเลียมก็ใช้ และรัฐวิสาหกิจไทยอื่นๆ ก็ใช้ บริษัทโรลส์ลอยซ์ให้สินบนว่าจ่ายให้กับผู้ใดบ้างในประเทศไทย ทั้งที่จ่ายตรงและจ่ายผ่านตัวแทนที่เป็นบริษัทไทย เพียงแต่ สตง.ไม่เปิดเผยว่าผู้รับเป็นใครบ้างเรื่องจึงเงียบหายไป แต่ในระยะยาวคงจะปิดไม่ได้ เพราะคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เขียนในรัฐธรรมนูญว่าคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่มีอายุความ เราคงจะได้เห็นอะไรดีหลังจากกลุ่มอำนาจนี้หมดอำนาจไป

เมื่อจะมีการเลือกตั้งและรัฐบาลไม่ต้องเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดหลายประการ รัฐบาลมีอำนาจเกินขอบเขตเพราะมีมาตรา 44 เอาไว้ใช้ในการปกครอง ปัจจุบันประเทศไทยจึงไม่ได้เดินตามหลัก “นิติรัฐ” แต่เป็นการปกครอง “ตามอำเภอใจ” หรือ arbitrary rule ไม่ต้องเดินตามกฎหมาย rule of law แต่ปกครองโดย rule by law กล่าวคือออกกฎให้ตนกระทำอะไรก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เพราะตนเป็นคนออกกฎหมายมาใช้เอง บางทีออกกฎหมายวันนี้พรุ่งนี้ก็ทำเลย ส่วน สนช.หรือวุฒิสภา เป็นสภาฝักถั่ว ตั้งไว้ให้ดูดีและเป็นการหารายได้ให้กับพรรคพวกโดยจ่ายจากภาษีอากรของประชาชนเท่านั้นเอง


ลองคำนวณดูว่า 5 ปีใช้จ่ายเป็นเงินเท่าไหร่ คุ้มกับผลงานที่ได้กระทำหรือไม่

เมื่อรัฐบาลโดยคณะรัฐประหารหรือ คสช. ที่ยังกุมอำนาจรัฐอยู่โดยมาตรา 44 ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ก็เป็นของธรรมดาที่สมาชิกสภาผู้แทนผู้ขายวิญญาณ ผู้รับอามิสสินจ้างและได้ข่าวว่าคราวนี้มากด้วยถึง 100 ซึ่งไม่น่าเชื่อ คงซักครึ่งเดียวสำหรับเกรด A และครึ่งของเกรด A สำหรับเกรด B ไม่ได้ว่าใครโดยเฉพาะทุกฝ่ายก็คงเหมือนกัน เพียงแต่ที่มาของเงินต่างกันเท่านั้นเอง ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักคณิตศาสตร์ที่จะต้องคำนวณให้เลขาธิการพรรค เลขาธิการพรรคก็เสนอหัวหน้าพรรค หัวหน้าพรรคก็นำเสนอเจ้าสัวผู้สนับสนุนพรรค เป็นเหมือนกันทั้งพรรครัฐบาลทหารและพรรครัฐบาลพลเรือนที่เตรียมตัวเป็นฝ่ายค้าน

สำหรับผู้สมัครผู้แทนราษฎร ก็ต้องพยายามเป็น ส.ส.ของพรรครัฐบาล หัวหน้าพรรคชาติไทยเคยปรารถนาว่าเป็นฝ่ายค้านนั้น “อดอยากปากแห้ง” เป็นฝ่ายค้านนานไม่ได้ หรือไม่ก็ด้วยเงื่อนไขอื่น เช่น มีคดีความ ถ้ามาร่วมอยู่ในพรรครัฐบาล รัฐบาลก็จะดูแลเรื่องความผิดและคดีความให้

สมัยหนึ่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องมีพรรคของตนเอง เพราะพรรคการเมืองกระจัดกระจาย เมื่อทหารกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกฯเป็นคนเลือกพรรคเข้าร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมีพรรคของตนเอง มีแค่รัฐมนตรีของตนเอง 8 ถึง 10 คนคุมกระทรวงสำคัญๆ

แต่สมัยนี้มีพรรคใหญ่เกิดขึ้นคือพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยยืนจังก้าอยู่ จึงไม่เหมือนสมัยก่อน พรรคทหารสมัยก่อนไม่มีแต่สมัยนี้ต้องมีเพื่อเอาไปรวมกับสมาชิกวุฒิสภา วุฒิสภาลงมาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แต่มาร่วมลงคะแนนผ่านร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ ไม่ได้ แล้วนายกรัฐมนตรีทหารที่มาจากเสียงของวุฒิสภาจะต่อท่อจะบริหารประเทศอย่างไร “ยุ่งตายห่า” เมื่อต้องการเสียงสมาชิกสภาผู้แทนก็ต้องจ่ายทุกครั้งที่ลงมติ สมัยก่อนยกมือครั้งนึงก็ต้องให้ลำไย 1 ชะลอม (ลำไย 1 ชะลอมหมายถึง 500,000 บาท) และสูงขึ้นเรื่อยๆ จน ส.ส.คนสุดท้ายต้องได้ 3 ชะลอม และบิดาของ ผบ.ทบ.ปัจจุบันนี้เป็นผู้รับผิดชอบ ว่าต้องให้ได้เสียงให้ครบ จะปล่อยให้อภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้

แต่ตอนนี้มีพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ จะทำอย่างเดิมได้หรือไม่ แม้ว่าจะได้กี่ชะลอมก็ตามเพราะมีวินัยพรรคค้ำคออยู่ ไม่เหมือนแต่ก่อน เมื่อมีวินัยพรรคค้ำคออยู่อย่างนี้ สู้ยอมให้ดูดไปอยู่พรรครัฐบาลให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ต้องรับเป็นชะลอมก็ได้ รับเป็นกล่องล่วงหน้าไปเลย แต่ที่รับล่วงหน้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ทรยศ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่าจะให้สมาชิกออกจากพรรคเพราะไม่โหวตตามพรรคไม่ได้ “ยุ่งตาย” แต่ก็มีกลไกตรวจสอบถ้าทรยศก็คงอยู่ไม่ได้

สมัยหนึ่งมีการจัดตั้งเพื่อจะยกเอาหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2535 หลังจากคณะรัฐประหารเชิญพลเรือนมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับความยินยอมและเป็นที่ยอมรับของประชาชน หัวหน้าคณะ รสช.หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยอมรับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไปไม่รอด ต้องกลับมาตั้งต้นกันใหม่

การที่สื่อมวลชนถามแทนประชาชนว่าจะตระบัดสัตย์เลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกหรือไม่ เรื่องการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่อง “ซังกะบ๊วย” อย่างที่คนไม่มีมันสมองคิด เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่อง “จะตายห่ากัน” ทั้งประเทศ เพราะความสูญเสียมหาศาลที่เกิดขึ้นมันวัดออกมาเป็นจำนวนมากมาย ทั้งที่วัดเป็นตัวเงินได้และที่วัดเป็นตัวเงินไม่ได้ ความล้าหลังที่พาประเทศถอยกลับไปเป็นประเทศอนารยะ ป่าเถื่อน ไม่เป็นอารยะ เหมือนกับว่าคนไทยโง่เง่าเต่าตุ่น ปกครองตนเองไม่ได้ ต้องให้ทหารลากปืนมาจี้ขมับจึงจะปกครองกันได้ มิฉะนั้น “จะตายห่ากันหมด” รวมถึง “ไอ้คนพูด” อย่างหยาบคายที่ส่อถึงสกุลรุนชาติที่มาของตนด้วย

บ้านเมืองที่ “จะตายห่า” อย่างที่ผู้นำรัฐบาลพูดอยู่อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะไม่เดินตามกฎเกณฑ์ของชาติและของประชาคมโลกเขาเดินกัน ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่เคารพกฎบัตรสหประชาชาติ แต่มีมนุษย์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ใช้เงินภาษีของประชาชนถืออาวุธ และไม่ยอมอยู่ใต้สถาบันการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน ยึดเอาอำนาจการปกครองโดยหาเหตุผลความชอบธรรมใดๆ ไม่ได้เลย โดยการสร้างสถานการณ์ร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ปฏิเสธการเลือกตั้ง เพราะรู้ว่าถ้าต้องลงเลือกตั้งตัวก็แพ้เลือกตั้ง ไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย เพราะเป็นพรรคที่ไม่มีผลงาน เป็นพรรคที่หัวหน้าพรรคใช้วาทศิลป์หาเสียงเอาชนะการเลือกตั้งอย่างเดียว

การมีผู้ปกครองเป็น “เผด็จการ” ทหารไม่ใช่เรื่อง “ซังกะบ๊วย” เพราะเผด็จการจะทำอะไรก็ได้ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่เป็นที่สบอารมณ์ เพราะนักการเมือง “ขี้เลีย” ไม่ได้เปรียบเท่าที่ควรถ้าแบ่งเขตแบบเดิม แม้จะมีมติไปแล้ว กำลังจะพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาอยู่แล้วก็สามารถใช้มาตรา 44 หยุดไว้ก่อนได้ แล้วประชาชนจะไม่ตายห่าได้อย่างไร ตัวเองยังกลัว “จะตายห่า” ถ้าพรรคที่ตัวหนุนหลังอยู่ได้ที่นั่งน้อยเกินไป ทั้งๆ ที่มีวุฒิสมาชิกที่ตนแต่งตั้งตั้งท่ายกมือเป็นฝักถั่วให้อยู่แล้ว อย่างนี้ประชาชนจะไม่ตายห่าได้อย่างไร “ตายห่าอยู่แล้ว”

วันนี้บ้านเราไม่ได้ปกครองด้วยหลักกฎหมาย หรือ “นิติรัฐ” rule of law แต่ปกครองตามอำเภอใจ อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าขัดต่อกฎหมายหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจก็ใช้มาตรา 44 ทำอะไรก็ได้รวมทั้งออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองไว้ล่วงหน้า ซึ่งเผด็จการรุ่นก่อนๆ ยังไม่มีใครทำ ขัดต่อหลักการปกครองและหลักนิติรัฐอย่างตรงไปตรงมา สงสาร “เนติบริกร” ที่ต้องกลืนน้ำลายลงท้องไปเรื่อยๆ

ประชาชนรากหญ้า กำลังจะตายห่าอยู่แล้ว..

บทความก่อนหน้านี้สมเด็จพระสังฆราชทรงจุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปปางถวายเนตร
บทความถัดไปล่มทั้งญี่ปุ่น! เครือข่าย SoftBank ขัดข้อง ทำมือถือ-เน็ตล่ม ป่วนทั่วประเทศ