วิธีรับมือกับอาการวัยทองในเพศชาย

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว คนไทยอายุยืนขึ้น แต่เกิดน้อยลง ผู้ชายที่อายุยืนจึงเข้าสู่วัยทองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อสุขภาพที่ดี มีความจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัยทองในเพศชาย

ข้อเท็จจริงของวัยทองในเพศชายเทียบกับวัยทองในเพศหญิง

1.ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับวัยทองในเพศหญิงก้าวหน้าไปไกล ความรู้เกี่ยวกับวัยทองในเพศชายยังมีจำกัด

2.ผู้ชายทุกคน เมื่อสูงอายุ ค่าฮอร์โมนเพศชาย เทสทอสเตอโรน (Total testosterone) จะค่อยๆ ลดลง แต่ไม่กลายเป็นศูนย์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงในหญิงวัยทอง

3.ขณะที่อาการวัยทองในเพศหญิงค่อนข้างเด่นชัดพบถึงร้อยละ 75 โดยครึ่งหนึ่งของคนที่มีอาการจะเป็นมาก จนต้องพบแพทย์ อาการวัยทองในเพศชายไม่เด่นชัด

4.อาการวัยทองในเพศหญิง วินิจฉัยได้ง่าย อาการเด่นชัดคือร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ในช่วงใกล้หมดประจำเดือน หรือหมดประจำเดือนไปแล้ว การเจาะเลือดสามารถยืนยันการวินิจฉัย แต่อาการวัยทองในชาย วินิจฉัยได้ยาก ไม่สามาารถบอกว่าค่าฮอร์โมนเพศชายลดลงเท่าไหร่ จึงเข้าเกณฑ์วินิจฉัยชายวัยทอง

5.การรักษาวัยทองในเพศหญิงด้วยฮอร์โมนเพศหญิงมักได้ผลดี แต่ในเพศชายได้ผลไม่แน่นอน

วัยทองในเพศชายต่างจากในเพศหญิงอย่างไร

วัยทองในเพศหญิงเกิดจากการหยุดทำงานของรังไข่ ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงหมดไปทันที อายุเฉลี่ย 48-51 ปี โดยแบ่งเป็น

อาการวัยทองระยะสั้น มีอาการระบบประสาทแปรปรวน หงุดหงิด เครียด ซึมเศร้า ร้อนวูบวาบ

อาการวัยทองระยะกลาง มีการเสื่อมของระบบผิวหนัง และเยื่อบุ ได้แก่ ผิวแห้ง คันผิว ช่องคลอดแห้ง       แสบช่องคลอด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบขัด

อาการวัยทองระยะยาว มีอาการของระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจขาดเลือด หัวใจวาย และมีปัญหาจากกระดูกพรุน

แม้อาการวัยทองในเพศหญิงตอบสนองการรักษาด้วยฮอร์โมนเพศหญิงเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงอาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย เช่น มะเร็งเต้านม จึงใช้ฮอร์โมนเพศหญิงรักษาเฉพาะอาการวัยทองระยะสั้นและระยะกลาง ไม่รักษาระยะยาว เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับวัยทองในเพศชายมีการศึกษาน้อยกว่า มีความเข้าใจน้อยกว่า แม้จะให้คำจำกัดความของวัยทองเพศชายว่า เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศชาย แต่อาการก็มีต่างๆ กัน อายุที่เกิดวัยทองก็ไม่แน่นอน ระดับฮอร์โมนเพศชายที่ลดลงก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน

งานวิจัยพบว่า ตั้งแต่ผู้ชายอายุ 20 ปี จนถึง 80 ปีเฉลี่ยค่าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรนลดลง 100 ng/dL หรือลดลงร้อยละ 0.4 ต่อปี ในคนหนุ่มระดับฮอร์โมนเพศชายเปลี่ยนแปลงไปทั้งวัน ค่าฮอร์โมนสูงสุดอยู่ที่ 8 โมงเช้า ต่ำสุดตอนสองทุ่ม แต่ในชายสูงวัยระดับฮอร์โมนทั้งวันไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ใช้ค่าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรน น้อยกว่า 325 ng/dL เป็นค่าที่ต่ำ พบฮอร์โมนเพศชายต่ำในผู้ชาย อายุ 60, 70, 80 ปี ร้อยละ 20, 30, 50 แต่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า ค่าต่ำเท่าไหร่จึงจะมีอาการ   วัยทอง เพราะชายบางคนฮอร์โมนอยู่ในระดับต่ำก็ไม่มีอาการ

อาการของวัยทองในเพศชาย ไม่ได้แบ่งเป็นระยะเหมือนวัยทองหญิง ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

1.อาการเซ็กซ์เสื่อม เป็นอาการที่พบได้บ่อย สัมพันธ์กับค่าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรน น้อยกว่า 325 ng/dL    มี 3 ประการคือ อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวตอนเช้า (Poor morning erection) ความต้องการทางเพศน้อย (Low sexual desire) และอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว (Erectile dysfunction)

2.กระดูกพรุน กระดูกหัก

3.มีไขมันมาสะสมที่หน้าท้อง สะโพก ต้นขา มวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง

4.โลหิตจาง

5.มีปัญหาทางอารมณ์ ที่พบมากคือร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ

6.มีปัญหาความจำ และสมาธิ

7.เกิดโรคอ้วนลงพุง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด

การรับมือกับอาการวัยทองในเพศชาย

1.ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต อาการทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในชายสูงวัยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการจากวัยทอง แต่มักเกิดจากความเครียด ต้องหาวิธีลดความเครียด เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ บำเพ็ญประโยชน์ หางานอดิเรกทำ พักผ่อนหย่อนใจ นวดตัว สปา ร้องเพลง พูดคุยปรับทุกข์ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว เป็นต้น

2.พบแพทย์ หากสงสัยว่าเป็นอาการชายวัยทอง โดยเฉพาะมีอาการเซ็กซ์เสื่อม ควรพบแพทย์เพื่อเจาะหาค่าฮอร์โมนเทสทอสเตอโรน ในเวลา 8-10 โมงเช้า อย่างน้อยสองครั้ง หากค่าต่ำกว่า 200 ng/dL และตรวจไม่พบโรคของลูกอัณฑะ และโรคต่อมใต้สมอง ก็อาจเป็นอาการวัยทองได้

3.รักษาวัยทองตามอาการ แพทย์มักใช้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาต้านความเครียด ยานอนหลับ วิตามินต่างๆ

4.รักษาด้วยฮอร์โมนเพศชาย หากรักษาตามอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยฮอร์โมนเพศชายซึ่งอาจจะทำให้ อาการเซ็กซ์เสื่อม อารมณ์หงุดหงิด ภาวะซึมเศร้าดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น แต่ไม่ได้ดีขึ้นทุกราย ไม่ควรให้ฮอร์โมนเพศชายระดับสูง จนฮอร์โมนในเลือดมีค่าสูงกว่า 4-500 ng/dL เพราะอาจมีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคของต่อมลูกหมาก โรคหลอดเลือดและหัวใจ ทั้งควรรักษาระยะสั้น เพราะหากรักษาระยะยาว อาจมีผลเสีย เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่อมลูกหมาก โรคหัวใจและหลอดเลือด ฯลฯ

บทความก่อนหน้านี้นาทีชีวิต ช่วยนศ.ราชภัฏพระนครสูญหายได้ครบ หลังเช่าเรือคายัคไปหาดทรายขาวถูกคลื่นซัด
บทความถัดไปเดินหน้าชน : ศักราชใหม่ปิโตรฯ