เดินหน้าชน : กระชับเกมสู่เป้าหมาย : โดย สัญญา รัตนสร้อย

ในระยะเริ่มแรกของการกำเนิดพรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร. จนถึงการผนวกรวมกลุ่มสามมิตรที่มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำอย่างเป็นทางการ

กวาดอดีต ส.ส.และนักการเมืองจากบรรดาเพื่อนพรรคการเมือง ที่ว่ากันว่าเป็นระดับ “แม่เหล็ก” ดึงคะแนนเสียงเข้าสู่พรรค

ทั้งจากความพร้อมของตัวบุคคล หล่อเลี้ยงให้ พลังแฝงจากฝ่ายกุมอำนาจ รวมไปถึงชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับ พปชร.จะโกย ส.ส.ได้เป็นกอบเป็นกำภายหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม แม้ไม่ถึงครึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งสภา 500 คน แต่เพียงพอจะเป็นพรรคที่มีเสียงอันดับหนึ่ง

และชอบธรรมเพียงพอในการเป็นแกนนำรวบรวมพรรคการเมืองใหญ่น้อยจัดตั้งรัฐบาล

ถึงอย่างนั้นเมื่อการเมืองเข้าโหมดการเลือกตั้งเต็มตัว ความคาดหวังกับสิ่งเกิดขึ้นจริงกลับให้ภาพความแตกต่าง

ตรวจสอบผลโพลจากหลายสำนัก แม้จะพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังคงเป็นที่ชื่นชอบจากกลุ่มตัวอย่างสำรวจ ให้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

แต่กับจำนวน ส.ส.เขต ผลสำรวจชี้ไปยังพรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับหนึ่ง ระดับ 130-140 บวกกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ระดับ 80-90 บวก ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ขณะที่พลังประชารัฐมาเป็นอันดับสาม ในระดับ 70-80 บวก ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เห็นแก่ความชอบธรรม เปิดทางให้พรรคที่ได้ ส.ส.เขตอันดับหนึ่ง ได้สิทธิรวบรวมพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลก่อน

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ พปชร.ต้องออกแรงเดินเครื่องเต็มตัวหนักขึ้น เก็บแต้มให้ได้มากที่สุด

กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษก พปชร.ประกาศว่าพรรคต้องได้ ส.ส.อย่างน้อย 150 เสียง

ด้านหนึ่งถูกแปรมาเป็นการปรับภาพลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ในช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียง จากความดุดันสไตล์ทหารให้นุ่มนวลขึ้น เพิ่มรูปลักษณ์ “โอตะโอตู่” เข้าได้กับทุกกลุ่มมวลชน

ด้านหนึ่งจัดวางคิวลงพื้นที่ตรวจราชการ พบปะประชาชน เกาะไปตามเส้นทางลงพื้นที่หาเสียงของ พปชร.

13 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะเดินทางไปตรวจราชการยังจังหวัดขอนแก่น และนครราชสีมา พปชร.ก็มีตารางเดินสายหาเสียงที่ จ.ขอนแก่น และนครราชสีมาในวันที่ 10 มีนาคม

16 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดไปจังหวัดเชียงราย ขณะที่ พปชร.ลงหาเสียงในวันที่ 11 มีนาคม

20 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ลงติดตามตรวจราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ตามหลัง พปชร.ที่เดินทางไปหาเสียงจังหวัดนครศรีธรรมราชวันที่ 12 มีนาคม

และทีเด็ดทีขาดที่ไม่อาจมองข้าม กำลังหนุนจาก 250 ส.ว. อันมีที่มาสองส่วน

ส่วนแรกจากการสมัครและคัดเลือกกันเอง 200 คน เสนอให้ คสช. คัดเหลือ 50 คนมาทำหน้าที่ ส.ว.

ส่วนที่สองจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รมว.กลาโหม และรองหัวหน้า คสช. เป็นประธาน กับกรรมการที่ไม่เปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ เสนอรายชื่อ 400 คน ให้ คสช. เลือกให้เหลือ 194 คน บวกกับผู้บัญชาการทหาร-ตำรวจที่จะได้เป็น ส.ว.โดยตำแหน่งอีก 6 คน รวมเป็น ส.ว. 200 คน

น่าสนใจก็คือ ทั้ง 250 รายชื่อ ส.ว. กำหนดไว้ว่า คสช.จะต้องประกาศภายใน 3 วันภายหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

มีความเป็นไปได้ว่า ภายใน 3 วันนี้รายชื่อ ส.ว. 244 ส.ว. (อีก 6 คนเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง) มีสิทธิสะวิงปรับเปลี่ยนได้ตลอด ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต บวกกับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค

หากเกมในสนามเลือกตั้งเป็นไปตามเป้าหมาย โอกาสผสมผสานบุคคลให้มีความหลากหลายมาเป็น ส.ว.ก็มีมากขึ้น ลดเสียงครหาเกิดมาเป็น “กองหนุน”

กลับกันถ้าผลลัพธ์ออกมาในทางตรงกันข้าม มีความจำเป็นอย่างมากต้องมีเสียง ส.ว.เป็นเอกภาพหนึ่งเดียว หน้าตาของ ส.ว.ก็อาจเป็นไปอีกแบบ

เพื่อเป้าหมายสุดท้ายไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

สัญญา รัตนสร้อย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon