เมื่อซิฟิลิสกลับมาระบาด

รายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี พ.ศ.2562 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบจำนวนผู้ป่วยซิฟิลิสสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เป็นสัญญาณถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และโรคกามโรคอื่นๆ รวมถึงเอชไอวี/เอดส์ มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นเช่นเดียวกัน สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะมีคนติดเชื้อเป็นจำนวนมาก และไม่เคยผ่านการตรวจคัดกรองโรคนี้ทำให้แพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว กลุ่มที่ติดเชื้อมากที่สุดเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาถึงมหาวิทยาลัย อายุ 15-24 ปี คิดเป็นร้อยละ 36.9 ซึ่งมีแนวโน้มมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น เพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุ 13 ปี ขณะที่มีอัตราการไม่ใช้ถุงยางอนามัยประมาณร้อยละ 30 ในสิบปีมานี้ อัตราติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มถึง 5 เท่า จาก 2.29 ปี 2552 เป็น 11.91 ต่อประชากรแสนคนในปี 2561 นั่นคือประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อซิฟิลิสมากกว่า 7,700 คน

ประวัติของโรคซิฟิลิส เชื่อว่าโรคนี้มีในชนเผ่าพื้นเมือง ก่อนค้นพบทวีปอเมริกา จากการขุดหัวกะโหลกมาตรวจสอบพบร่องรอยการติดเชื้อซิฟิลิส แต่การระบาดครั้งใหญ่ เชื่อว่าเกิดในปี พ.ศ.2038 เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศส ยกทัพไปตีเมืองเนเปิลส์แห่งอิตาลี กองทัพประกอบด้วยนายทหารหลายเชื้อชาติ จำนวน 25,000 คน เชื่อว่า มีลูกเรือของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (ซึ่งอาจจะติดเชื้อซิฟิลิส) ด้วย หลังจากเมืองแตกเกิดการระบาดของซิฟิลิสในหมู่ทหาร แพทย์ชาวอีตาลี ได้รายงานโรคกามโรคนี้ว่าร้ายแรงกว่าโรคเรื้อน มีผื่นแผลที่น่าเกลียดเป็นหนองเฟะทั่วตัว กล่าวโทษว่ากองทัพฝรั่งเศสเป็นผู้นำมา

เมื่อกองทัพฝรั่งเศสกลับยุโรปก็นำโรคนี้กลับไปด้วย ต่อมามีการอพยพย้ายถิ่นฐาน โรคนี้ก็ตามไป แพร่กระจายทั่วทวีป แต่แรกไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร เมื่อเป็น เกิดบาดแผลอัปลักษณ์น่าเกลียด จนคนป่วยไม่กล้าเข้าสังคม จึงมีชื่อแล้วแต่กลุ่มคนจะเรียก (ประณาม) เช่น ชาวอิตาลี เยอรมัน อังกฤษ เรียกโรคฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสเรียกโรคเนเปิลส์ (Neapolitan) ชาวรัสเซียนเรียกโรคโปแลนด์ ชาวโปแลนด์เรียกโรคเยอรมัน ชาวเดนมาร์กโปรตุเกสเรียกโรคสเปน ชาวตุรกีเรียกโรคคริสเตียน เป็นต้น

ในศตวรรษที่ 16 เรียกโรคซิฟิลิสว่า ลู วินิรา (Lue venera) แปลว่า สิ่งรบกวนที่มาจากเพศสัมพันธ์ส่วนชื่อโรคซิฟิลิสนั้น ได้มาจาก นพ.Girolamo Fracastoro กวีชาวอีตาเลียน เขียนหนังสือ 3 เล่ม เล่าเรื่องเด็กเลี้ยงฝูงแกะของพระราชาชื่อ ซิฟิลุส ดูหมิ่นเทพเจ้าอพอลโล เทพแห่งแสงอาทิตย์ ว่าทำลายฤดูใบไม้ผลิ แผดเผาเหล่าต้นไม้ให้แห้งตาย จนฝูงแกะต้องอดอยาก ทวยเทพโกรธจึงสาปแช่งประชาชน ให้เกิดโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนน่าเกลียดรุนแรง แม้แต่พระราชาเองก็ติดโรคนี้ ได้อธิบายลักษณะอาการของโรคนี้อย่างชัดเจน ตั้งชื่อว่า โรคซิฟิลิส ตามชื่อของซิฟิลุสที่ภายหลังต้องสังเวยชีวิตให้เทพเจ้าเป็นการขอโทษ ทั้งบอกวิธีรักษาว่าจะหายขาดต้องรักษาด้วยสารปรอท และน้ำมันที่สกัดมาจากต้นพาโลซานโต้

การรักษานั้นสร้างความทุกข์ทรมานไม่น้อย สารปรอทเป็นสารพิษ ในรูปน้ำมันทาจะทำให้เกิดแผลเหวอะหวะ ในรูปกินรูปฉีด จะขับเหงื่อขับปัสสาวะน้ำลายฟูมปากปวดท้อง คนไข้หลายรายทนได้ แต่บางรายเกิดพิษปรอท ทำลายระบบประสาท หรือเป็นปอดบวม เสียชีวิต นอกจากนั้น ยังนำสารพิษอื่นๆ มาใช้รักษาเช่น เกลือบิสมัส สารหนู ในรายที่ซิฟิลิสขึ้นสมองก็รักษาโดยฉีดเชื้อมาลาเรียเข้าไปให้เกิดไข้สูงไปทำลายซิฟิลิส ส่วนมาลาเรียรักษาด้วยยาควินินซึ่งมีแล้วในสมัยนั้น วิธีรักษาที่ว่ามานี้ได้ผลพอสมควร

โรคซิฟิลิสคืออะไร

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีลักษณะเป็นเกลียวสว่าน (Spirochete bacteria) ชื่อ เทร็ปโปนีมา ปัลลิดัม (Treponema pallidum) ผู้ค้นพบเชื้อที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ นักสัตววิทยา และแพทย์ผิวหนังชาวเยอรมัน Schaudinn และ Hoffmann ใน พ.ศ.2448

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส มี 3 ประการ

1.ตรวจดูจากอาการ

2.ตรวจพบเชื้อเทร็ปโปนีมา ปัลลิดัม ที่ก้นแผล

3.ตรวจนํ้าเหลือง ของผู้ป่วยเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคซิฟิลิส ซึ่งมีสองแบบคือ

3.1 ตรวจคัดกรอง ด้วยการทดสอบนอนเทร็ปโปนีมา (Non Treponemal test) เช่น VDRL(Venereal Diseases Research Laboratory), RPR (Rapid plasma reagent) เนื่องจากราคาไม่แพง ได้ผลตรวจเร็ว แต่หากให้ผลบวกต้องตรวจยืนยัน

3.2 ตรวจยืนยัน ด้วยการทดสอบเทร็ปโปนีมา (Treponemal test) เช่น TPHA (Treponema Pallidum Haemagglutination Assay), FTA-ABS (Fluorescent Treponema Antibody Absorption Test) หากให้ผลบวก แสดงว่าติดเชื้อซิฟิลิส

อาการของโรคซิฟิลิส

1.ซิฟิลิสระยะเริ่ม (Early Syphilis) แบ่งเป็น

1.1.แผลริมแข็ง (Chancre) เมื่อรับเชื้อซิฟิลิสโดยการสัมผัส ภายใน 3-90 วัน (เฉลี่ย 21 วัน) จะเกิดแผลริมแข็ง มักเป็นแผลเดี่ยวขนาด 1-2 เซนติเมตรที่อวัยวะเพศ เนื่องจากไม่เจ็บ ส่วนหนึ่งจึงไม่พบแพทย์ แผลหายได้เองภายใน 3-6 สัปดาห์

1.2 ออกดอกเข้าข้อ ร้อยละ 25 ที่ไม่ได้รักษาแผลริมแข็ง ซิฟิลิสเข้าหลอดเลือด จะเกิดไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว ผมที่หัวและขนคิ้วร่วงเป็นหย่อมๆ เกิดการอักเสบของ ตับ ไต ตา ระบบประสาท มีผื่นจำนวนมากทั่วตัวและที่ฝ่ามือฝ่าเท้า อาจเป็นตุ่มนูน เป็นปื้น หรือตุ่มหนองก็ได้ หากผื่นออกที่อวัยวะเพศ เรียก Condyloma lata แผลมีเชื้อซิฟิลิสสูงมาก เผยแพร่เชื้อได้ง่าย

1.3 ระยะท้าย (Late) ถ้าไม่ได้รักษา ร้อยละ 25-40 จะเกิดการอักเสบของหลอดเลือด ระบบประสาท หัวใจล้มเหลว เป็นอัมพาต ปวดประสาท ที่พบน้อย แต่เป็นลักษณะเฉพาะ คือเกิดรอยโรคที่ผิวหนัง กระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ เป็นแผลแข็งมีเนื้อตายตรงกลางเรียกกัมมา (Gumma) หายแล้วเกิดแผลเป็นทำให้น่าเกลียดน่ากลัว

2.ซิฟิลิสระยะแฝง (Latent Syphilis) ไม่รู้ติดเชื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีอาการผิดปกติอะไร แต่เจาะน้ำเหลือง VDRL และ TPHA ได้ผลบวก ปัจจุบันส่วนใหญ่เจอระยะนี้

การรักษาโรคซิฟิลิส เมื่อมีการค้นพบเพนนิซิลิน ในปี พ.ศ.2486 ได้นำมาใช้เป็นยาหลักในการรักษา วิธีรักษาด้วยสารพิษกลายเป็นตำนานทางการแพทย์ไป พบว่าเชื้อนี้ไวต่อเพนนิซิลินมาก ไม่มีรายงานดื้อยาจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ.2543 โรคซิฟิลิสสงบ เหมือนจะหายไปจากโลกนี้ แต่ต่อมาสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้ซิฟิลิสระบาดเป็นครั้งๆ ในบางกลุ่ม เช่นบางปีระบาดในกลุ่มชายรักชาย ปีนี้ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น

สาเหตุที่ซิฟิลิสกลับมาระบาด ทั้งๆ ที่ยาที่ใช้รักษายังมีประสิทธิภาพดี มีดังนี้

1.เด็กรุ่นใหม่ติดเชื้อซิฟิลิสง่ายเพราะ ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน จึงไม่มีภูมิต้านทานเหมือนคนสมัยก่อน

2.ไม่รักเดียวใจเดียว เมืองไทยมีความเสี่ยงนอกใจกันทั้งในหญิงและชายติดอันดับโลก

3.มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งป้องกันได้มากกว่าร้อยละ 90

4.เทคโนโลยีการสื่อสารเข้าถึงง่าย อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ทำให้หาคู่นอนและเปลี่ยนคู่นอนง่าย

5.การติดเหล้า ติดสารเสพติดทุกชนิด สนับสนุนเซ็กซ์สำส่อน เพิ่มการติดซิฟิลิส

6.การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด เพิ่มความเสี่ยงในการการติดโรคซิฟิลิส

7.ภูมิต้านทานลดลง จากชีวิตที่ไม่สมดุล ไม่ได้พัก เครียด ไม่ได้ออกกำลังกาย กินอาหารไม่ครบหมู่

วิธีป้องกันโรคซิฟิลิส

1.รักเดียวใจเดียว ไม่มีเพศสัมพันธ์แบบ One night stand ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งซึ่งป้องกันการติดเชื้อซิฟิลิสได้มากกว่าร้อยละ 90

2.ไม่ดื่มเหล้า ไม่ใช้สารเสพติด

3.หมั่นสังเกตตุ่มก้อนแผลที่อวัยวะเพศ หัวนม ริมฝีปาก ทวารหนัก หากมี อาจจะเป็นแผลริมแข็งจากการติดเชื้อซิฟิลิส แม้ไม่เจ็บ ไม่มีอาการอะไร อย่ารอให้หายเอง ควรพบแพทย์

4.ก่อนแต่งงานควรเจาะเลือดตรวจหาซิฟิลิส และเอชไอวี ทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชาย

5.เมื่อมีการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม หูดหงอนไก่ เริม ฯลฯ คำแนะนำคือควรเจาะเลือดตรวจหาซิฟิลิส และเอชไอวีด้วย

6.ในกรณีที่พบแผลริมแข็ง พบเชื้อซิฟิลิสที่ก้นแผล มีผื่นซิฟิลิส หรือเจาะน้ำเหลืองยืนยันว่าเป็นเชื้อซิฟิลิส ควรรักษาตามแพทย์แนะนำ เจาะเลือดตรวจติดตามจนกว่าจะหายขาด

7.ฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ เจาะเลือดตรวจน้ำเหลืองหาซิฟิลิสสองครั้งตามมาตรฐาน ครั้งแรกทันทีที่ฝากครรภ์ ครั้งที่สอง ตั้งครรภ์ประมาณ 28-32 สัปดาห์

8.ในหญิงตั้งครรภ์ หากเป็นโรคซิฟิลิส ควรรักษาให้ทันท่วงที ด้วยยาเพนนิซิลิน ซึ่งไม่มีอันตราย กับการตั้งครรภ์ ทั้งสามารถป้องกันและรักษาการติดเชื้อของทารกในครรภ์ได้

9.หากพบผู้ติดเชื้อซิฟิลิส ควรติดตามคู่นอนทั้งหมดมาตรวจร่างกายและตรวจน้ำเหลือง หากเป็นจะได้รักษาให้หายขาด ช่วยลดการระบาดของเชื้อ

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
chanwalee@srisukho.com

บทความก่อนหน้านี้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อ่อน-ฝนอ่อนด้วยชั่วคราว จะตกใหม่หลัง 21 พ.ค.
บทความถัดไปนิวส์โน้ต : ‘ตื๊อ’ครองโลก?