อนิจจัง อำนาจ : พลิกผัน แปรเปลี่ยน : จาก 24 มีนาคม

วันที่ 25 พฤษภาคมนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นวันนัดประชุมเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ใครได้เป็นประธาน ใครได้เป็นรองประธาน

นี่มิได้ตัดสินเฉพาะ “สภา” หากเป็นสัญญาณไปยัง “รัฐบาล”

แม้จะมีการเคลื่อนไหวบางอย่างอันสะท้อน “พลังดูด” ไปยังพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไปยังพรรคเพื่อชาติ เพื่อสร้าง “คณิตศาสตร์ การเมืองใหม่”

1 เพิ่มจำนวนด้านพรรคพลังประชารัฐ 1 ลดจำนวนด้านแนวร่วมต้านการสืบทอดอำนาจ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าตลอดวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะเสนอใครชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ว่ามองจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่ามองจากพรรคเพื่อไทย

ตัวแปรอย่างมีนัยสำคัญเป็นการเคลื่อนไหวและนำเสนอมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก่อให้เกิดภาวะงันชะงักภายในพรรคพลังประชารัฐโดยอัตโนมัติ

ความไม่แน่นอน ยังดำรงอยู่อย่างเด่นชัด

ปมเงื่อนที่ไม่ควรมองข้ามและมีความสำคัญเป็นอย่างสูงอยู่ตรงที่การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกอย่าง “ลับ”

มิใช่โดยการยื่นขานชื่ออย่างเปิดเผย

ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดการแปรเปลี่ยน แนวโน้มของความพลิกผันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมองจากด้านของพรรคพลังประชารัฐ

ไม่ว่าจะมองจากทางด้านของ 245 เสียง

การเสนอตัวเข้ามาของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเริ่มจาก นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ตามมาด้วย นายชวน หลีกภัย กระทั่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังกลายเป็นกลยุทธ์

เป็นกลยุทธ์ในการต่อรอง “อำนาจ”

คล้ายกับว่าอำนาจนั้นอยู่บนรากฐานของระบบโควต้าในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เสนอเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญเข้าไปด้วย

การต่อรองนี้ยิ่งเพิ่มความซับซ้อน

หากถามว่าทำไมสถานการณ์การต่อรองจึงปั่นป่วนไปทุกระดับตั้งแต่กรณีตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

คำตอบ 1 เพราะเสียงแต่ละฝ่ายก้ำกึ่งกัน

คำตอบ 1 ซึ่งลึกซึ้งลงไปอีก เพราะการวางหมาก สร้างเงื่อนไขจากที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จึงก่อให้เกิดความเหน็ดเหนื่อย

แม้จะเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา” ก็ตาม

พลันที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือก 136 เสียง พลันที่พรรคพลังประชารัฐได้รับเลือก 115 เสียง ก็เด่นชัดแล้วว่าใครเป็นพรรคอันดับ 1

ยิ่งมีอีก 80 กว่าเสียงของพรรคอนาคตใหม่ ยิ่งทำให้เหนื่อย

เหนื่อยกระทั่งต้องใช้ “อภินิหาร” ทางกฎหมาย ลด ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เพิ่ม ส.ส.ให้กับ 11 พรรคเล็ก

กระนั้น เส้นทางก็ยังมิได้ราบรื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขา

การเกิดพันธมิตรในแนวร่วมต่อต้านการสืบทอดอำนาจ 245 เสียงคือปราการหนึ่ง การเกิดพันธมิตรในแนวร่วมพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย 103 เสียงคือปราการหนึ่ง

ยืนยันว่าอำนาจมิได้อยู่ที่ 115 เสียงของพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะมีรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ทอดเงาทะมื่น แม้จะมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนเรียงเคียงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

แต่ก็มิได้เหมือนกับที่มีอยู่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

บทความก่อนหน้านี้ผกก.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังหนุน 3 กองร้อย หลังพบการข่าว กลุ่มคนเตรียมป่วนประชุมเลือกปธ.รัฐสภา
บทความถัดไป‘ธนาธร’ ยัน​ พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งประธาน ไม่มีปัญหา​ ‘ปิยบุตร’ ย้ำ​ พรรคไร้งูเห่า