เราจะรักกันอย่างไรในโลกสมัยใหม่? สวัสดิการสังคมไทยเป็นระบบอะไร? : โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร

สวัสดิการสังคมเป็นวิธีหนึ่งที่จะสร้างความรักกันในชาติ ขณะนี้การเมืองเริ่มปรับสู่โหมดรัฐสภา จึงพูดกันมากเรื่องสวัสดิการสังคมว่า แนวทางของไทยจะไปทางไหน การรู้ว่าระบบสวัสดิการไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร จะช่วยให้คิดต่อได้เป็นระบบขึ้น

สวัสดิการสังคมเพิ่มความรักกันในชาติได้เพราะเป็นวิธีจัดการกับความเสี่ยงในชีวิตของปัจเจกและครอบครัวในสังคมสมัยใหม่ เช่น ขาดรายได้เมื่อสูงอายุ ไม่มีใครจ้าง จะมีบำนาญมาจากไหน เจ็บป่วยจะทำอย่างไร คนทุพพลภาพจะช่วยตนเองได้อย่างไร หญิงเป็นแม่-เลี้ยงเดี่ยว ใครจะดูเด็กเล็กจำนวนมากที่เป็นอนาคตของประเทศ ผู้ที่ปรับตัวตามกระแส 4.0 ไม่ทัน อายุก็มาก เงินก็ไม่มีจะไปฝึกอบรม จะทำอย่างไร ระบบสวัสดิการจึงเป็นเสมือนกระปุกออมสินของสังคม และยังมีบทบาทเพิ่มความสามารถทำให้ผู้คนปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะนำมาทั้งผลบวกและลบ แต่ให้ทุกคนอยู่เหนือน้ำได้ ไม่ตกขบวนรถไฟ และสังคมโดยรวมก้าวต่อไปด้วยกันได้

เมื่อพูดถึงระบบสวัสดิการสังคมในโลก ไม่ได้มีหนึ่งเดียว มีหลายประเภท หลายระบบ เพราะแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศมีวัฒนธรรมและประสบการณ์ในเรื่องนี้แตกต่างกันไป

กลุ่มประเทศยุโรปเหนือเช่นเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ขบวนการสตรี ชาวนาและผู้ใช้แรงงานได้ผลักดันให้มีพรรคการเมืองที่สนับสนุนระบบสวัสดิการสังคมใช้หลักการพลเมืองทุกคนมีสิทธิถ้วนหน้า (universal) เข้าแข่งขันจัดตั้งรัฐสวัสดิการเมื่อได้เป็นรัฐบาล ประสบความสำเร็จประชาชนเห็นคุณค่ายอมให้เก็บภาษีแพง คนงานและนายจ้างร่วมจ่ายเป็นเงินสมทบประกันสังคมด้วย ประเทศกลุ่มนี้ รัฐบาลให้บริการสังคมครอบคลุมที่สุด และดีที่สุด

ที่เยอรมนี และญี่ปุ่น เชื่อว่ารัฐในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ควรเข้าไปมีบทบาทแทรกแซงในเศรษฐกิจ เพื่อให้สังคมดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ไม่อยากให้เป็นภาระแก่ฝ่ายธุรกิจเอกชนมากจึงเน้นไปที่การร่วมจ่ายในระบบประกันสังคม ที่เยอรมนีซึ่งเริ่มแรกพัฒนามาจากกองทุนสังคมโดยสมาคมแรงงานซึ่งคนทำงาน นายจ้างและรัฐเข้าร่วมจ่าย และใช้เงินจากกองทุนสังคมนี้จ่ายเป็นสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล บำนาญ เงินประกันการว่างงาน ต่อมารัฐขยายให้กับกลุ่มอาชีพต่างๆ อาจมีผสมผสานกับระบบประกันของเอกชนบ้าง ระบบนี้พึ่งภาษีไม่สูงเท่าแบบที่หนึ่ง จุดอ่อนข้อหนึ่งของระบบนี้คือ ลักลั่นกันมากระหว่างกลุ่ม โดยรัฐมักให้กลุ่มข้าราชการพลเรือนและทหารได้สวัสดิการดีที่สุด

ที่สหรัฐใช้แนวทางเสรีนิยม ไม่อยากให้รัฐมีบทบาทมาก รัฐให้สวัสดิการแบบต่ำที่สุด รัฐและสังคมไม่ประสงค์จะรับภาระ จึงส่งเสริมให้ใช้ตลาดเป็นผู้ร่วมขายบริการสวัสดิการผ่านธุรกิจการประกันต่างๆ รัฐเองจะจัดสวัสดิการสังคมจากเงินภาษีในระดับน้อยมากๆ ใช้การตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ (means test) พิสูจน์ว่าจนมากจริงและจำเป็นต้องได้สวัสดิการจากรัฐ แต่ให้เพียงขั้นพื้นฐาน และมักมีคุณภาพด้อย จนอาจทำให้คนรับรู้สึกไม่ดี บ้างพยายามจ่ายเองโดยใช้บริการเอกชนที่คุณภาพดีกว่าและไม่ทำให้รู้สึกไม่ดีแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูง บริษัทขนาดใหญ่ก็ใช้บริการบริษัทประกัน ระบบเสรีนิยมนี้ รัฐใช้จ่ายน้อยเก็บภาษีไม่มาก แต่เสี่ยงถ้าบริษัทรับประกันของเอกชนไม่มีมาตรฐานและการกำกับไม่ดีพอ และเนื่องจากบริษัทประกันมุ่งหากำไรจึงเน้นไปที่คนรวยซึ่งยอมเสียค่าบริการแพง คนจนไม่อาจจ่ายได้ จึงลำบากมากกว่า

ที่อังกฤษสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จัดอยู่ในกลุ่มเสรีนิยมแต่แตกต่างจากสหรัฐ หนักไปทางแนวคิดพ่อปกครองลูก อยากให้คนทำงานและทหารป้องกันประเทศมีสุขภาพดีกันทั่วถ้วน จึงขยายระบบสวัสดิการออกไปให้เกินระดับต่ำสุด โดยกำหนดระดับมาตรฐานและใช้หลักการที่ว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะได้รับบริการสุขภาพอย่างถ้วนหน้าไม่ว่าจนหรือรวย กรณีอื่นๆ เช่น ที่อยู่อาศัย ใช้ means test ที่อังกฤษแม้ระบบสวัสดิการเปลี่ยนไปมากจากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ด้านสุขภาพยังใช้หลักการนี้อยู่ ระบบนี้ต้องมีการปฏิรูปภาษี หรือผสมกับระบบร่วมจ่ายที่เหมาะสม

ที่ว่ามานี้แตกต่างกันไปและมีการปรับเปลี่ยนมาตลอด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยอิทธิพลของชนชั้นนำ วัฒนธรรม ศาสนา การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร ทฤษฎีการเมือง และอุดมการณ์ ขบวนการทางสังคม บทบาทของหญิงในตลาดแรงงาน โลกาภิวัตน์ ฯลฯ

โดยปกติระบบจะเปลี่ยนช้าๆ แต่การปฏิรูปต้องมีเป็นครั้งคราวในทุกประเทศ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนและความเสี่ยงเปลี่ยน เพื่อให้สวัสดิการสังคมเป็นส่วนหนึ่งของพลังบวกในเศรษฐกิจ แต่ละสังคมจึงต้องเข้าใจมิติความเป็นมา และลักษณะของระบบในประเทศตนเอง พร้อมทั้งระดับที่สังคมจะรับการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายได้

ของไทยเป็นอย่างไร

ระบบสวัสดิการไทยยังปรับแปลง ยังไม่ลงตัว แนวคิดของกลุ่มต่างๆ ยังขัดแย้ง ยื้อกันไปมา ระหว่างสองแนวคิดคือ

หนึ่ง แนวคิดสวัสดิการถ้วนหน้า ลดความเสี่ยงในชีวิตทำให้ปัจเจกมีคุณูปการต่อสังคมได้เต็มที่ และเป็นสิทธิของทุกคน ซึ่งมีนัยว่าเป็นหน้าที่ของรัฐต้องจัดการให้มี

กับอีกแนวคิดที่สองที่เห็นว่า การสงเคราะห์เป็นทั้งหน้าที่และโอกาสทำบุญของสมาชิกสังคมที่โชคดีกว่า ร่ำรวยกว่า โดยรัฐไม่ต้องมายุ่ง และยังไม่ต้องเพิ่มภาระภาษี

ในทางปฏิบัติจริง แนวคิดการสงเคราะห์อาจได้ผลในกรณีชัดแจ้ง เช่น การช่วยคนทุพพลภาพ และกรณีความเสี่ยงเฉพาะ เช่น ขาดโรงพยาบาล โรงพยาบาลมีเตียงไม่พอ

แต่ประเด็นความขัดกัน น่าจะอยู่ที่ว่าในบ้านเรา ผู้เผชิญความเสี่ยงนอกระบบราชการ (สวัสดิการดี) มีมาก และเป็นเรื่องของโครงสร้าง ทำให้การสงเคราะห์ไม่สามารถลดหรือจัดการกับความเสี่ยงได้ดีที่สุด เช่น ปัญหาผู้สูงวัย เมื่อโครงสร้างอายุประชากรเปลี่ยนเร็วจนกลายเป็นสังคมสูงวัยก่อนที่จะรวย ปัญหาเด็กเล็กขาดผู้ดูแล ปัญหาความไม่เท่าเทียมและความยากจนที่ตกผลึกจนตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น สะสมเป็นผลเสียต่อสังคมโดยรวม ซึ่งผู้คนก็มองเห็น

ผลคือ ยอมให้รัฐเข้ามาจัดการบ้าง แต่ไม่ครอบคลุม

ดังนั้นในกรณีของความเสี่ยงด้านโรคภัยไข้เจ็บ แนวคิด “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของท่านอาจารย์ป๋วย และ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และกลุ่มหมอชนบทจึงได้มีโอกาสเกิดเป็นระบบสุขภาพถ้วนหน้าในบ้านเราได้ แม้จะมีแรงต้านที่จะลดทอนลงไปก็ตาม แต่ในเรื่องอื่นๆ มักเป็นแบบสงเคราะห์เป็นหลัก เช่น บัตรคนจน

ระหว่างแนวคิดแบบการสงเคราะห์และแบบถ้วนหน้าสองแนวนี้ ก็มีแนวคิดการพึ่งกันในครอบครัว ซึ่งก็ยังสำคัญมากๆ แต่จะมีขีดจำกัดมากขึ้นในโลกสมัยใหม่

มีบทบาทของขบวนการผู้ใช้แรงงาน ซึ่งตั้งแต่ทศวรรษ 2480-90 ได้ผลักดันให้มีระบบประกันสังคมแก่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสำเร็จเป็น พ.ร.บ.ประกันสังคมเมื่อปี 2530 เน้นไปที่คนงานในระบบ คนงานนอกระบบไม่มีสัญญาว่าจ้างยังไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม อย่างเป็นเรื่องเป็นราวและครอบคลุม

มีองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ นักวิจัย (เอ็นจี โอ) ผลักดันการขยายระบบสวัสดิการสำหรับเศรษฐกิจและประชากรนอกระบบเป็นแบบร่วมจ่าย

สำหรับคนทั่วไป ชาวบ้าน ชุมชน มีที่ช่วยกันเองผ่านกลุ่มออมทรัพย์แบบต่างๆ การเล่นแชร์ ฯลฯ

คงต้องมีการปรึกษาหารือพูดคุยและอภิปรายกันอีกมากว่า เราจะรักกันอย่างไรในโลกสมัยใหม่ ระบบสวัสดิการสังคมของไทยจะไปทางไหน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon