การเมืองไทยพัฒนาแล้ว

เมื่อผู้เขียนกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา อันเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของอินเดีย ได้ฟังคำทำนายที่ซุบซิบกันอยู่ในสังคมอินเดียว่า คนในวรรณะทั้ง 4 จะแย่งอำนาจกัน

มันเป็นเรื่องแปลก คำทำนายซุบซิบกันมาหลายร้อยปี เรื่องการแย่งอำนาจกันทางชนชั้นมิได้มีเฉพาะสังคมอินเดียเท่านั้น แต่ในสังคมยุโรปตะวันออกปฏิบัติกันเลย

ประเทศรัสเซียในอดีตที่ความยากจนมีทั่วโลก น่าจะเป็นผลของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ประชาชนอดอยาก ไม่มีขนมปังกิน พวกเขาก็เดินขบวน เพื่อขอขนมปังกิน แต่กลับได้กินลูกปืนแทน

ในช่วงดังกล่าว ที่รัสเซีย คนยากจนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว จากลัทธิสังคมนิยมของคาร์ลมาร์ก เลนินได้นำคนจนลบล้างระบบเก่า ด้วยอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ คือพรรคของคนยากจน หรือพรรคกระยาจกในหนังจีน คนกลุ่มนี้คิดว่าการจะให้คนจนอันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มามีอำนาจรัฐ ด้วยการเลือกตั้งนั้นเป็นไปไม่ได้

เลนินมีลูกศิษย์ 2 คน คนหนึ่งคือ สตาลิน คนที่สอง คือทอร์สกี้

สตาลินได้อำนาจต่อจากเลนิน

สตาลินผู้กุมอำนาจในรัสเซีย ทำลายทุกคนในประเทศ ที่ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ อันเป็นลัทธิเพื่อคนชั้นกรรมาชีพ ไม่เว้นแม้กระทั่งสหายร่วมอุดมการณ์คือทอร์สกี้ ผู้เป็นหัวหน้าพรรคบอลเชวิค นี่น่าจะเป็นเพราะความริษยากัน ผลสุดท้ายทอร์กี้ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียได้ ต้องหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ในอเมริกาใต้ แต่สหายสตาลินก็สั่งให้สายลับไปฆ่าจนได้

นี่คือจุดจบของนักการเมือง ที่เริ่มต้นการเมืองด้วยการทำลายล้างกัน

จากนั้นรัสเซียก็ปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เท่านั้นยังไม่พอ รัสเซียยังแจกลัทธิคอมมิวนิสต์ไปสู่นานาประเทศ สหายเหมาเจ๋อตุงก็รับลัทธิมา ตั้งกองทัพประชาชน ตั้งศาลประชาชน ตั้งสภาประชาชน โดยประกอบไปด้วยคนผู้ยากไร้ ที่มาเข้าร่วมกับกองทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ด้วยการฆ่าคนมีเงิน ฆ่าเจ้าของที่ดิน ยึดที่ดินของคนรวย มาแจกให้คนจน จนทำให้ประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยพรรคชนชั้นพรรคกรรมาชีพจนถึงทุก

วันนี้ เท่าที่ได้ฟังมา ชนชั้นทั้ง 4 นี้ จะแย่งอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา ทุกวันนี้เป็นไง ! ยุโรปตะวันออก กลับเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบการเลือกตั้งไปแล้ว

นั่นคือสัญลักษณ์ของทุนนิยม

แม้แต่จีน เวียดนาม และลาว ระบบการปกครองยังใช้ระบบที่เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ แต่มีการเลือกตั้งภายในพรรค สำหรับลาววิเศษไปกว่านั้น คือมีการให้ประชาชนเลือกผู้แทนที่ทุจริตออกจากตำแหน่งด้วย ประเทศเหล่านี้ ระบบเศรษฐกิจกลายเป็นทุนนิยมไปแล้ว

จากนี้ขอให้หันไปมองประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่จุดชนวนให้ผู้เขียนได้เห็นความแย่งอำนาจของชนชั้นในสังคม อยากจะบอกว่าชนชั้นปกครองทุกสังคมในโลกมีอาวุธ (ทหาร) เป็นฐานเพื่อแสวงหาอำนาจ และรักษาอำนาจ พวกนักวิชาการทุกสังคมในโลกมีฝีปากแสดงเหตุผลให้ทุกชนชั้นรู้ความผิดถูก พ่อค้า มีเงินเพื่อแสวงหาอำนาจ และใช้เงินรักษาอำนาจ

คนผู้ใช้แรงงาน มีมวลชนเป็นฐานอำนาจ

ทุกวันนี้ เราเห็นคนมีเงินในอินเดียซึ่งมีเงินมากประสบความสำเร็จในการได้อำนาจรัฐหรือไม่ ทุกวันนี้เราเห็นแล้ว ประเทศอินเดียคนส่วนใหญ่ของประเทศ คือชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ได้อำนาจรัฐแล้ว พวกเขามิใช่ได้อำนาจมาเพราะรวมตัวกันทำลายล้าง แต่พวกเขาได้มาเพราะหย่อนบัตรเลือกตั้ง

การได้อำนาจรัฐของอินเดียทุกวันนี้ เขาคงไม่เสียเลือดและน้ำตาของประชาชนเลย เราควรเอาเป็นตัวอย่างไหม

ชื่อบทความที่ตั้งไว้ข้างบน ที่ว่า การเมืองไทยพัฒนาแล้วนั้น มาจากคำพูดของนักการเมืองในพรรคอนาคตใหม่นี่เอง

หลายคนคงจำกันได้ เมื่อผู้มีอำนาจประกาศรายชื่อวุฒิสภา ทุกคนเห็นตรงกันว่า มีแต่พวกพ้องทั้งนั้น โดยที่สุดน้องชายของตัว มิได้เกรงใจหรือกระดากเลย จึงมีคำพูดลอยมาจากพรรคนี้ว่า กล้าท้าทายประชาชน เขากล้าท้าทายประชาชนทั้งประเทศหรือ? ไม่! เขากล้าท้าทายประชาชนที่รักระบบการเลือกตั้ง ไม่ปฏิเสธหรอกที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่สนับสนุนผู้มีอำนาจปัจจุบัน เมื่อเทียบเคียงกันแล้ว ถ้าประชาชนที่เลือกพรรคที่หนุนรัฐบาลมีมากกว่า ก็ควรที่รัฐบาลจะอยู่ต่อ แต่ถ้าประชาชนที่หนุนพรรคตรงกันข้ามมากกว่า หรือเกือบเท่ากัน แต่รัฐบาลอาศัยเสียงวุฒิสภาแล้วได้อำนาจรัฐไปครอง ต้องถือว่าผู้ปกครองบ้านเมือง ปฏิบัติผิดหลักธรรมของการปกครองที่ว่า ผู้ปกครองบ้านเมือง ต้องใช้ธรรมเป็นอำนาจ

ขอขยายความว่า ผู้สั่งการตามกฎหมาย ชื่อผู้ใช้ธรรมเป็นอำนาจ แต่ถ้าสั่งการด้วยเงื่อนไขการนับคะแนน การสั่งการด้วยเสียงส่วนใหญ่ ชื่อว่าผู้ใช้ธรรมเป็นอำนาจ แต่ถ้าสั่งการด้วยเสียงส่วนน้อย นั่นคือ

ผู้ปกครองใช้อธรรมเป็นอำนาจ ความเสียหายจะตามมา ยังมีอีกคือผู้มีอำนาจสร้างกติกาให้เอื้อประโยชน์แก่ตัวเอง นี่คือการพัฒนาอย่างหนึ่ง คือพัฒนาจากการใช้ปืนยึดอำนาจ หันมาใช้การเอาเปรียบหาอำนาจ ยังมีอีก บางพรรคประกาศลั่นว่า ไม่หนุนเผด็จการมีอำนาจต่อ แต่เมื่ออยากร่วมรัฐบาล เพื่อมีโอกาสใช้งบประมาณ ก็ยื่นเงื่อนไข ว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ เงื่อนไขนี้เขาอ้างเพื่อไม่ให้ชาวบ้านด่าเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร เขาก็รู้ว่ามันแก้ไมได้

การแก้รัฐธรรมนูญต้องอาศัยกำลังมวลชนเท่านั้น

ตามทฤษฎี DIALOG ของเฮเก็ล ที่ว่าด้วยการพัฒนาของสังคม เมื่อผู้มีอำนาจทำอย่างนี้ คือทำบางอย่างไม่ถูก ประชาชนก็จะมีปฏิกิยา ตอบสนอง ขอให้ดูการพัฒนาเริ่มมาจากสมัยทักษิณ เมื่อผู้มีอำนาจเห็นว่า ประชาชนนิยมทักษิณมากไป เขากลัวตัวจะหมดอำนาจ จึงสร้างทฤษฎีเสียของขึ้นมา เพื่อทำลายทักษิณ มุ่งให้ประชาชนหันหลังให้ทักษิณ แต่ดูเหมือนทำลายไม่ลง ดูเหมือนกลับจะมีคนเป็นแนวร่วมมากขี้น แล้วขณะนี้มันพัฒนามาถึงแนวร่วมที่ประกาศก้องว่า จะต่อต้านเผด็จการด้วยชีวิต

นั่นคือหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เขาคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

คราวหนึ่ง ผู้เขียนได้เขียนบทความกล่าวถึงการแย่งชิงประชาชน ของกลุ่มที่มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ และกลุ่มที่มีเงินเป็นฐานอำนาจ ว่า คนทั้งสองกลุ่มกำลังแย่งกันช่วยเหลือชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านหย่อนบัตรมอบอำนาจให้ตัวได้อำนาจต่อไป เผอิญช่วงนั้น นายธนาธรกำลังเปิดเผยตัวใหม่ๆ ผู้เขียนจึงกล่าวถึงเขาว่า เมื่อเขาเป็นคนมีเงิน ก็คงเข้ามาเพื่อให้ชาวบ้านมอบอำนาจรัฐให้ตัวเหมือนคนอื่นๆ แต่แล้วผู้เขียนต้องกลับใจ เพราะได้ยินคำประกาศของเขาที่ว่า ถ้ามีการปฏิวัติเขาจะสู้ด้วยชีวิต จากนั้นได้ยินคำที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำ ว่าผืนแผ่นดินในประเทศไทยทั้งหมดที่มี มีคนรวยเพียง 10% ถือครองที่ดินถึง 70% ส่วนอีก 30% ของที่ดินที่เหลือ คนในประเทศ อีก 90% เป็นผู้ได้สิทธิ

คนไทยจะทิ้งคนคนนี้ได้อย่างไร เมื่อเขาตั้งพรรค เขาเอาคนใหม่ทั้งหมด ไม่เอาผู้แทนเก่าเลย ทุกคนในประเทศรู้จักเขา เขาได้ผู้แทนถึง 81 คน เมื่อเลือกตั้งซ่อม ฝูงชนเทคะแนนให้ถึงเจ็ดหมื่น นี่คือการพัฒนาตอบสนองรัฐ การพัฒนาแบบนี้ มันจะไปสิ้นสุดที่ไหน ไม่มีใครรู้นอกจากฟ้าดินเท่านั้น ถ้าทั้งสองฝ่ายยังมีปฏิกิริยาต่อกันอยู่

ต่อมามีจุดด่างของคุณธนาธร เรื่องคำพูด เขาอยากใช้คำว่าคุณทั้งหมดให้เสมอกัน ไม่ต้องมีคำว่าพ่อแม่ญาติพี่น้อง มีเสียงตำหนิมาก ขอให้คิดว่า คำพูดดังกล่าวมันไม่ขัดขวางการปฏิรูป ตามที่คุณธนาธรหวังเลย การพูดถึงผู้ใหญ่ด้วยการตีเสมอต่างหากที่จะขัดขวางการทำงาน ตามที่เขาหวัง เพราะคนบางกลุ่มไม่ศรัทธา จึงไม่ให้ความร่วมมือ พระพุทธเจ้าสอนว่า “ถ้าชาวโลกเขาพูดโวหารใด เราควรพูดโวหารนั้น ถ้าเราไม่พูดโวหารที่เขาพูด ก็วิวาทกัน”

อย่าได้นำเรื่องเล็กๆ มาขัดขวางเรื่องใหญ่ของพรรคที่ประชาชนหวังเลย ทุกวันนี้ชาวไทยชาวโลก เขาไม่ปฏิเสธเลยว่าคุณธนาธร เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่ เมื่อวันก่อน ได้ฟังคลิป คลิปหนึ่งได้แสดงความไม่สบายใจที่คุณธนาธรใชัคำพูดไม่เสนาะหูเกี่ยวกับผู้ใหญ่ แต่คนในคลิปกลัวฝ่ายตรงกันข้ามจะผสมโรง จึงพูดปรามอีกฝ่ายว่า คุณอย่านะ ! คำพูดนี้ เหมือนจงอางหวงไข่ ยังไงก็ยังงั้น ใช่ ! ผู้รักประชาธิปไตย ต้อง save คนคนนี้ไว้

ขอสรุปบทความนี้ ด้วยมนต์ที่พระท่านให้พรชาวโลกประจำว่า อภิวาทนสีลิสสะ นิจจัง วุฒฑาปัจจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฒฑันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง แปลว่า อายุยืน ความมีสง่าราศี ความสุข การมีพลัง ย่อมเจริญแก่ผู้นอบน้อมผู้ใหญ่ตลอดเวลา

จึงขอให้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นอบน้อมผู้สูงอายุ เพื่อมีอายุยืน เพื่อมีกำลังใจ เพื่อความสุข และเพื่อมีพลัง ในการนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างกล้าหาญใช่ ต่อไป เทอญ

กลิ่นบงกช

บทความก่อนหน้านี้‘จิรายุ’ งง ‘ชวน’ แจ้งงดประชุมสภาไม่มีเหตุผล ชี้อดคิดไม่ได้ เล่นแง่รอต่อรองอะไรกัน
บทความถัดไปโครงการ ‘ลุงตู่’ เผางบ 25 ล้าน ทำแพสูบน้ำเข้าบึงสีไฟ แต่ถูกทิ้งร้างเหมือนของไร้ค่า