สถานีคิด : ต้องเปลี่ยนแปลง : โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

จากนี้ไป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น หลังจากตั้งการ์ดสูงดูอยู่ห่างๆ ระวังเรื่องกฎบัตรกฎหมายมาพักใหญ่

นายกฯสมัยสอง จะแก้ความไม่ลงตัว โดยเฉพาะเรื่องโผ ครม.อย่างไร หยวนๆ กันไป หรือปรับเปลี่ยน ให้สมดุล มีฟอร์มของพรรคแกนนำบ้าง เป็นเรื่องที่สังคมรอดู

การเมืองขยับเข้าใกล้ระบบปกติอีกหลายก้าว แต่คงอีกไกล ถึงจะเข้าประชิดโซน 100%

ที่เปลี่ยนไปแน่ๆ คือวิธีการทำงานของรัฐบาล

เมื่อเป็นรัฐบาลที่มีพรรคการเมืองเป็นส่วนประกอบ ก็ต้องให้บทบาทกับบรรดาผู้มาใหม่

5 ปีที่ผ่านมา การทำงานรวมศูนย์ไปขึ้นตรงต่อนายกฯ

รัฐมนตรีหลายคนไม่พูดจาให้เป็นข่าว โยนให้เป็นหน้าที่ของนายกฯ

บางคนจะพูดจาแต่ละครั้ง พิธีรีตองมากมาย ทั้งที่เนื้อหาก็ไม่ได้มีอะไร

เที่ยวนี้ มีรัฐมนตรีจากพรรคการเมือง ผ่านการเลือกตั้ง เมื่อมาเป็นผู้แทนฯ หรือเป็นรัฐมนตรี สร้างผลงานขึ้นมา ย่อมอยากให้ชาวบ้านรู้ อาจจะพูดเอง หรือตั้งโฆษกขึ้นมาพูด

ในสภามีการประชุม ต้องออกกฎหมาย มีระบบที่กำหนดให้ต้องซักถามชี้แจงกันมาก

ต้องมีกรรมาธิการชุดต่างๆ ซึ่งมีเนื้อหางานโยงกับกระทรวงต่างๆ เกิดขึ้น

เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้แทนประชาชนกับผู้ใช้อำนาจบริหาร คือนักการเมืองที่ดูแลกระทรวง และข้าราชการกระทรวงนั้น

ญัตติ กระทู้ถาม ที่น่าจะมีการยื่นกันเยอะ เพราะฝ่ายค้านรอบนี้ มีจำนวนเกือบครึ่งสภา

ทั้งหมดนี้ คือความเป็นปกติของการเมือง ที่จะต้องสื่อสารกัน ตรวจสอบกัน

ฝ่ายบริหารไปทำอะไรไม่ชอบมาพากล โกงกิน ทุจริต ไปไกลได้ถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สภาชุดนี้ ดาวใหญ่ๆ หลายดวงไม่ได้เข้ามา โดนยุบพรรคบ้าง เจอกติกาเรื่องวิธีคำนวณปาร์ตี้ลิสต์บ้าง แต่ดาวดวงใหม่หลายๆ ดวงส่องประกายให้ความหวังอยู่

ได้ยินว่า อดีต ส.ส.รุ่นเก๋าๆ หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในสภาบอกว่าไม่มีอะไรต้องห่วง ส.ส.รุ่นใหม่ๆ ทำงานกันได้ดี

รัฐบาลมีหน้าที่บริหารตามนโยบายก็ว่าไป สภามีหน้าที่ออกกฎหมาย และตรวจสอบก็ทำหน้าที่ไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ จะกะโผลกกะเผลกหรือเสียงปริ่มน้ำ ประเทศไทยน่าจะเดินหน้าต่อไปได้

ที่น่าห่วงก็คือ การเมืองที่ดูเหมือนเป็นไปตามกติกา แต่เป็นกติกาที่ “ดีไซน์” มาเพื่อจุดประสงค์บางอย่างและเพื่อพวกใครไม่ทราบ

ตรงนี้เอง ที่จะทำให้ความเป็นปกติ หรือความเป็นปกติสุขในสังคมเสียหาย

บทเรียนเห็นอยู่ ถ้าไม่หยุดยังจะลากกันต่อไป ก็เท่ากับว่าเราจะไม่ยอมไปไหนกันอีกแล้ว

วรศักดิ์ ประยูรศุข

บทความก่อนหน้านี้เอกสารชงสอบปม ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
บทความถัดไปโพลกีฬา ‘มติชน’ เห็นด้วยหรือไม่รัฐบาลควรผลักดันเรื่องกีฬาเป็น “วาระแห่งชาติ”