ภาพเก่า…เล่าตำนาน : กบฏแมนฮัตตัน…ระเบิดลั่นสนั่นเจ้าพระยา (4)

ที่เรียกว่า กบฏแมนฮัตตัน เพราะช่วงบ่ายวันที่ 29 มิถุนายน 2494 รัฐบาลสหรัฐทำพิธีมอบ “เรือขุดแมนฮัตตัน” (Manhattan) ให้กับรัฐบาลไทย ณ บริเวณท่าราชวรดิฐ …ทหารเรือก่อรัฐประหาร จับประธานในพิธี คือ จอมพล ป. นายกรัฐมนตรี เป็นตัวประกัน

30 มิถุนายน 2494 เกิดสงครามกลางเมือง ทหารบก ทหารอากาศ และตำรวจ ทำสงครามกับกลุ่มทหารเรือ ที่จับตัวจอมพล ป. ไปเป็นตัวประกัน กักตัวไว้ในเรือหลวงศรีอยุธยาลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา…

สถานีตำรวจในเขตทหารเรือ ถูกทหารเรือยึดหมด

ราวบ่าย 3 โมง เรือรบราชนาวีไทยโดนระเบิดจากเครื่องบิน AT-6 กองทัพอากาศไทย ระเบิดไฟไหม้พินาศ…จมลงสู่ก้นแม่น้ำ

30 มิถุนายน 2494 ช่วงดึก จอมพล ป. ที่รอดตายหวุดหวิด ถูกทหารเรือนำตัวไปควบคุมไว้ที่กองทัพเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ราว 23.00 น. การเจรจาเพื่อยุติศึกทหารไทยฆ่ากันเองแบบนองเลือดผสมผสานกับการสู้รบบนบกอย่างดุเดือด ในพระนครและฝั่งธนบุรี ทำให้ฝ่ายทหารเรือยอมปล่อยตัวจอมพล ป. นายกรัฐมนตรีของไทย

นาวาเอก อานนท์ นาวาตรี มนัส แกนนำก่อการกบฏและอีก 3 คน รวม 5 คน ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปทางเหนือ หนีออกไปทางแม่สอด ข้ามแม่น้ำเข้าไปในพม่า มีทหารพม่าอำนวยความสะดวก พาหลบๆ ซ่อนๆ ไปปักหลักในค่ายทหารที่เมืองตองยี ทางเหนือของพม่า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทหารพม่ารายงานไปถึงย่างกุ้ง…กลุ่มผู้ก่อการรวม 5 คน คือ นาวาเอก อานนท์ นาวาตรี ประกาย นาวาตรี มนัส พันตรี วีระศักดิ์ และภรรยา และได้รับการดูแลจากนายพลเนวิน ผู้นำสูงสุดของพม่า ให้ไปพักในค่ายทหาร มีอาหาร มีที่พัก มีทหารดูแลสารทุกข์สุกดิบ แต่ก็เหงา ห่วงครอบครัวในกรุงเทพฯ

กลุ่มกบฏจากไทยวางแผนหลบหนีออกจากค่ายทหารที่ดูแลมายาวนานเป็นอย่างดี

2 นายทหารแห่งราชนาวีไทยเขียนจดหมายสำนึกในบุญคุณของนายพลเนวิน แล้วหลบหนีออกจากค่ายทหารในย่างกุ้ง ลงเรือกลไฟล่องแม่น้ำลงทิศใต้ของพม่า เพื่อจะเข้าไปในเขตปกครองของมอญอิสระ แล้วจะเดินทางต่อไปเขตกะเหรี่ยง เพื่อจะหาทางลักลอบเข้าไทยทางกาญจนบุรี

มีบุคคลในคณะคือ พันตรี วีระศักดิ์ และภรรยา ขอแยกตัวลักลอบกลับเข้าไทย เพราะเป็นห่วงบ้านช่อง ลูกเต้า ที่ไม่มีใครดูแล

การเดินทางด้วยเรือเมล์ในแม่น้ำของพม่าโดยมีพระชาวมอญเป็นผู้นำทาง เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาสำหรับนายทหารเรือทั้ง 2 ที่ใช้ชีวิตในราชนาวีไทยมาแล้วอย่างโชกโชน

การเดินทางราบรื่น ไม่มีผู้ใดติดตามตัว ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว นายพลเนวินก็คงตั้งใจหลับตาข้างหนึ่ง เพื่อให้คณะกบฏนี้หนีไปให้พ้นหูพ้นตามานานแล้ว…

พระสงฆ์ชาวมอญอุ้มชูดูแล นาวาตรี มนัส และนาวาเอก อานนท์ ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากเป็นอย่างดี ความเป็นชาวพุทธ และชนชาติไทยกับชนชาติมอญ คือ มหามิตรที่ไว้วางใจกันได้ตลอดมาในประวัติศาสตร์อันยาวนาน

ฝ่ายรัฐบาลทหารในประเทศไทย นำโดยจอมพล ป. นรม. พล.อ.ผิน ชุณหะวัณ ผบ.ทบ. พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ยังคงส่งกำลัง ส่งสายสืบออกตามไล่ล่า นาวาเอก อานนท์ และนาวาตรี มนัส 2 แกนนำที่อาจหาญจับตัวจอมพล ป. เพื่อจะล้มรัฐบาล

จอมพล ป. ที่รอดชีวิตมาได้ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทหารบก ทหารอากาศ และตำรวจ ระดมกำลังกวาดล้าง จับกุมระดับบิ๊กๆ ของกองทัพเรือ ในฐานะผู้รับผิดชอบ เอาตัวขังคุกเกลี้ยง ที่เหลือให้ปลดออกจากราชการ

ประชาชนในพระนครและธนบุรี ที่ยังตื่นตระหนก ตกใจ เริ่มได้รับคำชี้แจงทางวิทยุกระจายเสียง ทางหนังสือพิมพ์ ในเวลาต่อมา… มีคำอธิบายแบบมึนงงว่า ทำไมทหารไทยรบกันเอง ทหารเรือและประชาชนตายไปมากโข และเรือรบจมไป 2 ลำ

ในระหว่างรอนแรมลงภาคใต้ของพม่า พระสงฆ์ชาวมอญจัดการให้นาวาตรี มนัส บวชเป็นเณรปะปนอยู่กับพระสงฆ์มอญ ไม่พูด ไม่จากับใคร เดินทางด้วยเรือ ไปทุกที่แบบสะดวกโยธิน

นาวาตรี มนัส ผู้ถูกตามล่าแบบพลิกแผ่นดิน ดั้นด้นไปกับพระธรรมเตชะ แล้วเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง (Moulmein) คนไทยเรียก เมาะลำไย ดินแดนของฝ่ายมอญ

นาวาเอก อานนท์ ขอแยกทางกับ นาวาตรี มนัส ไม่เดินทางร่วมด้วย ร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย….

ทุกเวลานาที…นายทหารเรือผู้ก่อการกบฏ ครุ่นคิด หาทางกลับเข้าดินแดนไทยทางกาญจนบุรี

พื้นที่แถวอำเภอสังขละ กาญจนบุรี ที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินพม่า ไม่ได้มีรั้ว ไม่มีเส้นบ่งบอกเขตแดนอะไรทั้งนั้น ผู้คนในท้องถิ่นต่างเดินไปมาหาสู่กันแบบไม่ต้องหวาดระแวงสงสัย ไม่ต้องใช้หลักฐานอะไร

นาวาตรี มนัส ในร่างของเณรเดินทางข้ามน้ำ ลงเรือ เดินอีกหลายวัน รอนแรมจนไปถึงหมู่บ้านโยคะดี เดินทางต่อถึงตำบลท่าขนุนในเขตไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองญี่ปุ่นมาสร้างไว้สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนบุกข้ามไปพม่า ชาวมอญที่เคารพนับถือนำทางพระธรรมเตชะ และเณรมนัส ตรงไปที่สถานีรถไฟ ชาวมอญที่เคารพพระธรรมเตชะ ออกเงินซื้อตั๋วรถไฟไปถึงสถานีตลิ่งชัน ธนบุรี

ต้องยอมรับว่า นายทหารเรือใจเพชรท่านนี้ มีความรอบรู้ มีการบันทึก จดจำ และมีจิตใจกล้าแกร่ง สมกับเป็นชายชาติทหาร

ถ้านับตั้งแต่วันที่หนีออกจากประเทศไทย นาวาตรี มนัส ระหกระเหินไปนาน 348 วัน ตระเวนเร่ร่อนอยู่ในแผ่นดินพม่า และบัดนี้ เขาได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกครั้ง แต่ยังอยู่ในฐานะ “กบฏ” ที่กำลังนั่งบนรถไฟแบบพรางตัว เขาจะต้องพบกับชะตากรรมที่พระเจ้าองค์ไหนก็บอกไม่ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น

ทุกลมหายใจเข้า-ออกของเณรมนัส บนรถไฟที่มุ่งหน้าไปธนบุรี ทหารเรือหนุ่มที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ คิดถึงครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวที่คลอดออกมาแล้วยังไม่เคยเห็นหน้ากัน

…คนเราเกิดที่ไหน…ก็รักแผ่นดินเกิด ทุกคนอยากเป็นคนดี…ยังไงก็ต้องหาทางกลับมาแผ่นดินเกิดให้จงได้…นี่เป็นความจริงที่สุด…

พระธรรมเตชะ และเณรมนัส ลงรถไฟที่ตลิ่งชัน เณรมนัสฯ สวมแว่นตาดำ หากระดาษบังแดด ซ่อนรูปลักษณ์ใบหน้า เพราะถิ่นนี้คือ ถิ่นของลูกประดู่ทหารเรือไทยที่รู้จักหน้าค่าตากัน ถ้ามีใครทักทาย ไชโยโห่ฮิ้วขึ้นมา มีหวังโดนรวบเข้าตะราง…

นาวาตรี มนัส หัวหน้ากบฏแมนฮัตตัน มีค่าหัว รางวัลนำจับ 2 หมื่นบาท ไม่ว่า จับเป็น หรือ จับตาย..

พระธรรรมเตชะ และเณรมนัส ตรงไปที่ท่าเรือ ว่าจ้างเรือเพื่อพาไปส่งที่วัดแถวเจริญพาศน์ เพื่อตั้งหลัก ฉลามเหล็ก มนัส มีอาการประหม่าปนระทึกใจที่ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิมก่อนที่เขาจะก่อการกบฏ

เจ้าอาวาสฯ ให้ความอนุเคราะห์ที่พักพิง ชื่อวัดประดิษฐาราม (วัดรามัญประดิษฐ์) ซึ่งก็เป็นเครือข่ายของชาวมอญที่เชื่อมโยงกันดั่งญาติสนิท นี่คือความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่ล้ำลึก ยาวนาน

เณรมนัส รู้จักถิ่นนี้ทะลุปรุโปร่ง เป็นถิ่นของทหารเรือ จึงขอให้พระธรรมเตชะนำจดหมาย รีบไปมอบให้น้องชายของตนที่พักอาศัยอยู่แถวโรงพยาบาลวชิระ

โลกที่มืดมิดมานาน เริ่มมีแสงสว่างกลับมาอีกครั้ง..นาวาตรี มนัส หัวหน้ากบฏแมนฮัตตันแอบกลับเข้ามาซุกที่ฝั่งธนฯ

ทุกความเคลื่อนไหว ล้วนต้องปกปิด ซ่อนเร้น เณรมนัส รอคอยการกลับมาของพระธรรมเตชะด้วยความระทึก หัวใจเต้นตูมตาม ปิดไฟซ่อนตัวในความมืดภายในหอสวดมนต์ในวัดประดิษฐาราม

เหมือนปาฏิหาริย์…น้องชายของ นาวาตรี มนัส ร่วมเดินทางกลับมากับพระธรรมเตชะที่วัดเพื่อพบกับพี่ชายที่กลายเป็นหัวหน้ากบฏของแผ่นดิน ที่ทางราชการต้องการตัวมากที่สุด…โทษที่รออยู่ คือ การประหารชีวิต…ทั้งคู่สวมกอดกัน ดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่..

หลังจากปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบ ตกลงกันว่า จะย้ายที่พักไปเรื่อยๆ ไม่ต้องการอยู่ที่ไหนนานเพราะตำรวจสันติบาลในยุคนั้นมีหน้าที่ตามล่า ค้นหาศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลแบบตาสับปะรด

การเมือง คือการแย่งชิงอำนาจ ผู้มีอำนาจทั้งปวง ไม่มีใครไว้ใจใคร เป็นเรื่องที่ต้องเอาเป็นเอาตาย ข่าวลือ ข่าวเรื่องก่อการ เตรียมการรัฐประหาร การจับตัว การสอบสวน เป็นภารกิจหลักในการทำงานยุคสมัยนั้น

นาวาตรี มนัส เริ่มการติดต่ออดีตผู้ร่วมก่อการ ที่ไม่ติดคุก แต่ได้รับการปฏิเสธทั้งหมด และทุกคนไม่ขอรับรู้เรื่องของนายทหารกบฏ ชื่อ มนัส ที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยแล้ว…อยู่ที่ฝั่งธนฯ

นี่คือ สัจธรรมครับ…ถ้าทำพลาดท่าเสียที ผู้บังคับบัญชา และทีมงานก็จะแปรสภาพเป็น “อีแอบ” หันหลังให้ ถีบหัวส่ง ในทางตรงข้าม ถ้าวันนั้นจี้จอมพล ป. ทำสำเร็จ ยึดอำนาจได้.. ผองเพื่อนทั้งหลายจะโผล่หน้ากันมาสนิทชิดเชื้อ ขอรับ บำเหน็จ เหรียญตรา ลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทองกันไม่หวาดไหว….

ในที่สุด…29 มิถุนายน 2495 ครบรอบ 1 ปีของกบฏแมนฮัตตัน หัวหน้ากบฏ คือ นาวาตรี มนัส ในระหว่างซ่อนตัว แฝงกายอยู่แถวฝั่งธนฯ ก็ได้พบหน้าภรรยาและลูกสาวที่เพิ่งคลอดระหว่างหลบหนี

ชีวิตของทหารเรือหนุ่ม ชายชาติทหาร จะต้องหนีสุดหล้าฟ้าเขียวไปอีกนานแค่ไหน…และใครคือ นายทหารอากาศผู้ทิ้งระเบิดถล่ม ร.ล.ศรีอยุธยาในขณะจอมพล ป. ยังอยู่ในเรือ มันคือการปฏิวัติซ้อน ?

…โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

เรียบเรียงโดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
———————————-
ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ เมื่อข้าพเจ้าจี้จอมพล โดย นาวาตรี มนัส จารุภา…และศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ทหารเรือกบฏแมนฮัตตัน โดย นิยม สุขรองแพ่ง

บทความก่อนหน้านี้สัพเพเหระคดี : หย่อนสมรรถภาพ : โดย โอภาส เพ็งเจริญ
บทความถัดไปเปลี่ยนแปลง ที่ไม่เปลี่ยนแปลง 87 ปี ‘ประชาธิปไตย’ เมื่อไหร่จะตั้งมั่น?