รูดม่านองก์แรก ละครชีวิต พปชร. จบที่เหมือนไม่จบ

เบิกโรงด้วยความอึกทึกครึกโครมราว Symphony no.5 ของ Beethoven

แล้วเร่งจังหวะเร้าความรู้สึกหมือนบรรยากาศสงครามใน 1812 Overture ของ Tchaikovsky

แต่จู่ๆ กลับรูดม่านในฉากต่อมา ด้วยความหวานวาบเหมือน Serenade ของ Schubert

พลิกอารมณ์ผู้ชมค่อนประเทศ ชนิดราชาเรื่องหักมุมอย่าง Guy de Maupassant ยังต้องค้อมหัวคารวะ

คือเรื่องจริงไม่อิงนิยายในพรรคพลังประชารัฐ

แต่เพราะการเร้าอารมณ์ขึ้นถึงขีดสุด แล้วจบเอาดื้อๆ อย่างหักเหความรู้สึกนี้เอง

ผู้ชมที่ค้างคาใจจำนวนไม่น้อยจึงพลอยคิดว่า ถ้าเป็นละครโรงใหญ่

นี่ก็เป็นเพียงปิดองก์ มิใช่ฉากอวสาน หรือจบบริบูรณ์

ยังต้องมี “ภาคต่อ” ติดตามมาแน่นอน

อะไรทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจเช่นนั้น

พึงพิจารณา

เปิดหัวด้วยการแถลงอย่างออดอ้อนถึงขั้นกราบเท้า แต่แฝงความนัยว่า “ต้องได้” เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเป็นที่รองนั่งสำหรับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โดย นายอนุชา นาคาศัย ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ติดตามมาด้วยการออกแถลงการณ์ “ขอโทษ” แทนพรรคพลังประชารัฐ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

แต่ขณะที่เอ่ยขอโทษ

ก็แฝงนัยเอาไว้ด้วยว่า อย่าให้ปัญหาและการแก้ไข ต้องวนเวียนกลับไป “แบบเดิม”

แบบเดิมที่คนเกือบทั้งหมดที่ได้ฟัง ตีความว่าหมายถึงการ

รัฐประหาร

ออกอาวุธแรงขนาดนี้แล้ว สถานการณ์กลับยังไม่สงบ

กลุ่มสามมิตรเปิดหน้าแถลงแบบ “หนักข้อ” ยิ่งขึ้น ถึงขั้นเข้าชื่อไล่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ออกจากตำแหน่ง

และย้ำว่าจะต้อง “คาย” โควต้ารัฐมนตรีพลังงานออกมา

แต่โดยพลัน หนังบู๊แอ๊กชั่นล้างผลาญกลับกลายเป็นหนังชีวิต

เมื่อนายสนธิรัตน์ออกแถลงการณ์เช่นกัน ว่าไม่ยึดติดตำแหน่ง

และที่สำคัญ ไม่ได้ “ฮุบ” เก้าอี้รัฐมนตรีพลังงานเอาไว้

อีกวันหนึ่งต่อมา เมื่อ นายอุตตม จูงมือ นายสุริยะ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขึ้นแถลงข่าวพร้อมกัน

ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง

แต่ Fairy Tale ในชีวิตจริงนั้นมีอยู่หรือ

ด้วยภาษากายที่สื่อออกมาระหว่างการแถลงข่าวก็ดี

การหายไปไม่เข้าร่วมประชุมของนายสมศักดิ์และนายอนุชาก็ดี

สีหน้าของสามผู้มีบทบาทในพลังประชารัฐ-นายอุตตม นายสุริยะ และ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ระหว่างการประชุมพรรคก็ดี

ล้วนไม่ได้สื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น

จากเดิมที่ “ทีมสมคิด” ผนึกแนบแน่นสามมิตร ต่อรองและกดดันกลุ่ม กปปส.ที่อยู่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการจัดวางตัวบุคคลเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาล

วันนี้เมื่อการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีไม่เป็นไปดังใจ

อาการ “แตกดังโพละ” ก็เกิดขึ้น

รัฐมนตรี 4 กุมารสร้างดาวดวงหนึ่ง กลุ่มสามมิตรมองไปที่ดาวอีกดวงหนึ่ง

ไม่นับว่ากลุ่ม กปปส. ก็มีดาวเหนือที่ยึดกุมเอาไว้อีกดวง

แล้วยังจะ “กลุ่มใต้-กลุ่มภาคกลาง” ที่ยอม “เสียสละ” ในเบื้องต้นอีกเล่า

ที่สำคัญสุดคือ “กลุ่มพี่น้อง” อันเป็นแกนกลางในการเกาะกุมอำนาจที่แท้จริง

การเข้ามาเกาะเกี่ยวผูกพันของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ จะมีแนวโน้มอย่างไรต่อไป

จะส่งผลอย่างไรต่อพรรคพลังประชารัฐ

จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตอันใกล้ของรัฐบาล

และจะส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทยโดยรวม

แก้วที่ร้าวแล้วต่อให้เอาลวดพันไว้

ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าจะปริแยกจากกันได้เมื่อไหร่

เหมือนความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างคนต่อคน

ยิ่งลวดหรือพันธะที่ผูกพันกันนั้นไม่ใช่อุดมคติ-อุดมการณ์

แต่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน

ใครเล่าจะกล้ารับประกันว่า ผลประโยชน์ของวันพรุ่งเป็นผลประโยชน์เดียวกันของวันนี้

เพียงเค้กก้อนแรกแบ่งไม่ลงตัว ยังสะท้านสะเทือนเพียงนี้

เมื่อถึงเวลาโยกย้ายส่ายก้นเข้าไปนั่งในกระทรวงน้อยใหญ่

เค้กก้อนต่อๆ ไป ยิ่งจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

หากละครเรื่องเดิมวนกลับมาอีกครั้ง

นิยายชีวิตเรื่องนี้ไปสู่ฉากสุดท้ายอย่างไร

เป็น Stairway to Heaven ของ Led Zeppelin

หรือ Highway to Hell ของ AC/DC

เชื่อว่าแต่ละท่านต่างมีคำตอบอยู่แล้วในใจ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon