สถานีคิดเลขที่ 12 : ต้อนรับรัฐมนตรีใหม่ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

เพราะกำลังมีข่าวใหญ่ กรณีป่าแก่งกระจานของไทยเรา ยังไม่ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมีมติตีกลับ ให้ไปทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมานำเสนอใหม่ในโอกาสต่อไป

พอดิบพอดีกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ คงจะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วเริ่มงานในกลางเดือนนี้

ในจำนวนนี้มี นายวราวุธ ศิลปอาชา เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบดูแลงานด้านป่าเขาธรรมชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มป่าแก่งกระจาน ที่วืดการได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปดังกล่าว

ดังนั้นเรื่องป่าแก่งกระจาน คงต้องเป็นอีกภารกิจหนึ่ง ที่รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯคนใหม่ จะต้องหยิบยกมาตรวจสอบ

ต้องดูกันให้ถี่ถ้วนว่า เกิดปัญหาอะไรขึ้น ทำไมจึงถูกคณะกรรมการมรดกโลกตีกลับ ให้ไปทำข้อมูลมาเสนอใหม่

แม้นายวราวุธจะเป็นรัฐมนตรีคนหนุ่ม แต่ก็ไม่ใช่อ่อนหัด เพราะเดินตามพ่อ คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา บนถนนสายการเมืองมายาวนาน

เรียนรู้ลีลาชั้นเชิงของระดับมังกรเติ้งมาอย่างมากมาย

อย่างน้อยย่อมรู้ว่า ปัญหาใหญ่ที่ทำให้แก่งกระจานพลาดการได้เป็นมรดกโลกหนนี้ เพราะเรื่องการจัดการปัญหาชุมชนในพื้นที่ เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ตรงนี้แหละที่ความเป็นคนหนุ่ม เรียนรู้โลกยุคใหม่ ย่อมทำให้นายวราวุธเข้าใจดีกว่า การเคารพคนชาติพันธุ์ การทำงานมวลชน เป็นหลักใหญ่ที่ทั้งสากลยอมรับและให้ความสำคัญ

หมดยุคแล้วที่จะมีข้าราชการที่เน้นการใช้อำนาจ จัดการปัญหาแบบไม่สนใจในชาวบ้าน ยิ่งเป็นคนชาติพันธุ์ยิ่งถูกมองอย่างไม่สนอกสนใจอะไร

เหตุการณ์ขับไล่ชุมชนกระเหรี่ยงบางกลอย ที่อยู่อาศัยทำมาหากินและดูแลรักษาป่าในพื้นที่นั้นมานานนม กลายเป็นภาพความรุนแรง ไฟลุกโชน เผาไหม้บ้านเรือน ไร่นา ยุ้งฉาง นั่นคือวิธีการจัดการปัญหาของเจ้าหน้าที่อุทยานในขณะนั้น ซึ่งไม่มีใครรับได้

องค์กรยูเนสโกยิ่งรับไม่ได้

แล้วต่อมาชาวกะเหรี่ยงเข้าพึ่งพากระบวนการกฎหมายต่อสู้ เพื่อทวงสิทธิและวิถีชีวิตดั้งเดิมกลับคืนมา

สู้คดีอยู่ดีๆ ก็มีการหายตัวของ นายบิลลี่ หรือ พอละจี รักจงเจริญ เด็กหนุ่มชาวกะเหรี่ยง ที่เข้าสู่ระบบการศึกษา ทำให้มีความรอบรู้เป็นแกนหลักในการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อต่อสู้คดีในการฟ้องร้องกรมอุทยาน

บิลลี่ถูกอุ้มหายไปกลายเป็นเรื่องร้ายซ้ำซ้อน แถมหายตัวไปอย่างโจ่งแจ้ง เพราะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาควบคุมตัวไปอ้างเรื่องครอบครองน้ำผึ้งป่า จากนั้นบิลลี่ก็ไม่ได้กลับมาพบครอบครัว ไม่ได้พบญาติพี่น้องชาวกะเหรี่ยงอีกเลย

คดีบิลลี่หายก็ไม่คืบหน้า การแก้ปัญหาชุมชนชาวกะเหรี่ยงก็คาราคาซัง ไม่สามารถลบล้างภาพการบุกทำลายเผาบ้านเรือนเพื่อขับไล่ชาวบ้านได้

เหล่านี้เป็นภาระที่รัฐมนตรีวราวุธ จะต้องตรวจสอบและแก้ไข

ต้องผ่าตัดใหญ่ ปรับเปลี่ยนระบบคิดระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยาน

นี่เป็นยุครัฐมนตรีที่มาจากผู้แทนประชาชน ไม่ใช่ยุครัฐบาลทหาร คสช.

ใครผิดใครถูกต้องมีการจัดการให้ชัดเจน

เพื่อความหวังในการนำเสนอป่าแก่งกระจานสู่การเป็นมรดกโลกในคราวหน้า

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

บทความก่อนหน้านี้น.3คอลัมน์ : เส้นทาง บริหาร ของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซ้ำรอย หม่อมอุ๋ย
บทความถัดไป“ภูมิใจไทย” ปลื้ม พปชร.ใส่กัญชาเสรี ในนโยบายรัฐบาล