ก้าวข้ามเส้นขนาน

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้พบกัน ณ เขตปลอดทหารปันมุนจอม เกาหลีเหนือนั้น ถือเป็นนาทีแห่งประวัติศาสตร์

เป็นประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งคนแรกของสหรัฐที่ได้เข้าถึงแผ่นดินเกาหลีเหนือ

และเป็นครั้งแรกที่ผู้นำ 2 ประเทศพบกันหลังจากยุติสงครามเกาหลี

“โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ก้าวข้าม “เส้นขนานที่ 38” ซึ่งเป็นจุดแบ่งเขตเกาหลีเหนือ-ใต้

อันเส้นขนานที่ 38 นั้น มิใช่เขตปลอดทหาร หากเป็นจุดปฏิบัติการทางทหาร

จึงไม่แปลกที่ “คิม จองอึน” ชื่นชม “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่า “องอาจกล้าหาญและมั่นคง”

แต่กรณีรับฟังได้ว่า “คิม” เป็นผู้เชิญให้ก้าวข้ามไปเอง

ก่อนที่พบกันครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองได้พบกันในการประชุมสุดยอดเพื่อเจรจาหารือในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และปัญหาปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทร รวม 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว ผลประชุมเหมือนกับออเดิร์ฟ

ครั้งที่ 2 ประชุมสุดยอดที่ฮานอย เวียดนามใต้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ ปรากฏผลล้มเหลว

การพบกันครั้งนี้ที่ “ปันมุนจอม” เป็นการพบกันครั้งที่ 3 ในระยะเวลา 1 ปี

แต่สื่อต่างประเทศเรียกว่า การประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” ปันมุนจอม ครั้งที่ 3

“คิม จองอึน” ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของโลก

สำคัญที่ก่อนและหลังการประชุม

สุดยอด G20 ที่โอซากา ญี่ปุ่น ได้มีประมุขของ 2 ประเทศมหาอำนาจบินกะทันหันไปพบถึงที่

ก่อนคือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง บินไปพบที่ “เปียงยาง”

หลังคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บินไปพบที่ “ปันมุนจอม”

การที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “คิม จองอึน” ได้มาพบกันครั้งที่ 3 คือ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ได้เขียนคำเชิญใน “Twitter” ความว่า

“หลังจากการประชุมสำคัญหลายวาระ รวมทั้งการประชุมระหว่างข้าพเจ้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ข้าพเจ้าก็จะออกเดินทางจากญี่ปุ่นไปยังเกาหลีใต้พร้อมกับประธานาธิบดีมุน แจอิน ขณะอยู่ที่นั่น หากประธานคิมแห่งเกาหลีเหนือได้อ่านพบข้อความนี้ ข้าพเจ้าจะขอพบกับท่าน ณ ชายแดนเขตปลอดทหาร เพียงเพื่อจับมือกันและกล่าวคำสวัสดีกับท่าน”

เกาหลีเหนือตอบรับและออกแถลงการณ์ว่า “นี่คือข้อเสนอที่มีความสร้างสรรค์ยิ่ง”

ในอดีตเคยมีประธานาธิบดีของสหรัฐเยือนเกาหลีเหนือ 2 คน

1.“จิมมี่ คาร์เตอร์” เยือนเกาหลีเหนือ 2 ครั้ง คือ

เดือนเมษายน 1994 และเดือนสิงหาคม 2010

2.“บิล คลินตัน” เยือนเปียงยาง เดือนสิงหาคม 2009

หากเป็นการเยือนเกาหลีเหนือหลังจากที่พ้นตำแหน่งแล้ว และมิได้มาที่เขตปลอดทหาร

“โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นนักการเมืองที่มีไหวพริบและชาญฉลาด เพราะเขารู้ว่า “คิม” ให้ความเคารพแก่ “สี จิ้นผิง” เสมอเป็น “ศิษย์เอกเด็กในคาถา” จึงอ้างในทวิตเตอร์ว่า หลังประชุมกับ “สี” เสร็จก็จะไปพบกับเขา เหมือนเป็นการใช้บารมีของ “สี จิ้นผิง” เพื่อเป็น “ใบเบิกทาง”

การพบกันระหว่าง 2 ผู้นำครั้งนี้ เป็นการเจริญไมตรีที่สัมฤทธิผลยิ่ง

อีกประการ 1 เป็นการยกระดับให้

“คิม จองอึน” ในเวทีสากลโดยปริยาย

“คิม จองอึน” จึงกลายเป็น “ดาวรุ่งพุ่งแรง” ในบัดดล

“คิม จองอึน” อายุซึ่งอยู่ในวัยลูกของ “สี จิ้นผิง” และอยู่ในวัยหลานของ

“โดนัลด์ ทรัมป์” แต่เมื่อบุญมาวาสนาส่ง “ทั้งสีทั้งทรัมป์” ก็ต้องบินมาหาถึงถิ่น

และแล้ว “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ได้รับเชิญร่วมประชุม 3 ฝ่ายคือ สหรัฐ เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ การประชุมใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ซึ่งนานกว่าการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 หลายเท่า

จึงเชื่อกันว่า “มุน แจอิน” ร่วมในฐานะ “ตัวประกอบ” เท่านั้น

ก่อนการประชุม “คิม จองอึน” กล่าวว่า การเชิญพบปะของทรัมป์ในทวิตเตอร์นั้น เป็นการ “เซอร์ไพรส์” เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อน

การพบกันครั้งนี้ “ทรัมป์” ได้เชิญ “คิม” ไปเยือนทำเนียบขาวด้วย

หลังการประชุม “ทรัมป์” ได้กล่าวว่าเป็น “นาทีแห่งประวัติศาสตร์” พร้อมกับประกาศว่า จะส่งคณะทำงานมาเริ่มเจรจากันใหม่กับเกาหลีเหนืออันเกี่ยวการปลอดอาวุธนิวเคลียร์

พวกเราได้ร่วมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ท่านทั้งหลายลองย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีครึ่งที่แล้ว ก่อนที่ข้าพเจ้าได้เป็นประธานาธิบดี ไม่ว่าเกาหลีใต้เกาหลีเหนือ ไม่ว่าที่ใดในโลกมีแต่ความย่ำแย่

การที่ “ทรัมป์” กล่าวว่า จะส่งคณะทำงานมาเริ่มเจรจากันใหม่ ย่อมหมายความว่า เขาจะไม่มาร่วมประชุมด้วย ฉะนั้น การประชุมครั้งนี้ที่สื่อต่างประเทศเรียกว่า

“การประชุมสุดยอด ‘ทรัมป์-คิม’ ปันมุนจอม ครั้งที่ 3”

จึงเป็นการชอบแล้ว

ส่วน “มุน แจอิน” กล่าวว่า ประชากรเกาหลีเหนือ 80 ล้านคนเชื่อว่า การปลอดอาวุธนิวเคลียร์ต้องเกิดขึ้น สันติสุขก็ต้องมีแน่

สำนักข่าวซินหัวเรียกการพบปะครั้งนี้ว่า “ประชุมสุดยอดทรัมป์-คิม” ปันมุนจอม และชี้ว่า การที่ผู้นำสูงสุดของสหรัฐและเกาหลีเหนือพบกัน เป็นที่ประจักษ์ว่า มีเจตนาแก้ไขปรับปรุงความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย มีความจริงใจในการแก้ปัญหา และเป็นการส่งสัญญาณในการผลักดันการแก้ไขประเด็นการเมืองของคาบสมุทรอีกโสตหนึ่ง

“โดนัลด์ ทรัมป์” กล่าวเพิ่มว่า เขตปลอดทหารปันมุนจอมเป็นพื้นที่อัตราย แต่หลังจากที่เขาพบกับ “คิม จองอึน” ครั้งแรก ภยันตรายใดๆ ก็หมดไป และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ตาม การพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “คิม จองอึน” ครั้งที่ 3

ถือเป็นการสะสมต้นทุนทางการเมืองให้แก่ “โดนัลด์ ทรัมป์”

เพื่อป้องกันตำแหน่งประธานาธิบดีปีหน้าได้อย่างดียิ่ง

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

บทความก่อนหน้านี้สั่งปิดเว็บไซต์ปลอมหลอกลวงธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจฯย้ำเช็กได้ที่ www.dbd.go.th
บทความถัดไปเศรษฐกิจไม่ดีกระทบ ‘เลือกคู่’ ‘ชาย-หญิงโสด’ สแกนยิบ