การศึกเศรษฐกิจ แนวรบสะเปะสะปะ แนวรบหนักหน่วง

การศึกเศรษฐกิจ แนวรบสะเปะสะปะ แนวรบหนักหน่วง

การศึกเศรษฐกิจ แนวรบสะเปะสะปะ แนวรบหนักหน่วง

ครั้งใดที่มีผู้ตั้งคำถามว่า จะต้องดำเนินการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

แกนนำ-กองเชียร์ฝ่ายรัฐบาล ที่มั่นคงในหลักการว่า “รัฐธรรมนูญนี้ Design มาเพื่อเรา” จะตอบโต้ในทันควันว่า

แก้ไขรัฐธรรมนูญมิใช่ปัญหาเฉพาะหน้า

ที่เร่งด่วนกว่าคือการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน

ฟังแล้วชวนให้ซาบซึ้งใจ

แต่เมื่อดูการลงมือปฏิบัติแล้วชวนให้เกิดความสงสัย

ถ้าปัญหาปากท้องประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน

ถ้าทุกข์ยากของชนชั้นรากหญ้า ไปจนกระทั่งถึงผู้ประกอบการระดับกลางระดับเล็กเป็นที่รับรู้ของรัฐบาล

ทำไมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐจึงต้องรอให้ถึงไตรมาส 4 ถึงจะออกมาอย่างเป็น “แพคเกจ”

ทำไมไม่ออกมาโดยทันที

ในเมื่อหน้าตา “ทีมเศรษฐกิจหลัก” ก็ยังเป็นชุดเดิม

ยังมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “ครึ่งหนึ่ง”

มือไม้หลักก็ยังเป็น นายอุตตม สาวนายน ที่ย้ายจากกระทรวงอุตสาหกรรมมากระทรวงการคลัง

ยังเป็น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่ย้ายจากกระทรวงพาณิชย์มาเป็นกระทรวงพลังงาน

และที่สำคัญยิ่งก็คือประธานคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ทีมงานหน้าเดิม นโยบายแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ทำไมต้องให้ร้องเพลงรอ

ไม่เพียงมีข้อสงสัยในเรื่องของความล่าช้า

ยังมีประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตกว่าว่า นโยบาย-ภารกิจในด้านเศรษฐกิจที่ออกมาดูจะสะเปะสะปะสับสน

ไปคนละทางสองทาง

ดูจากนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าลงมาเหลือ 15 บาทตลอดสายที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม ภูมิใจเสนอ

ที่ถูกห้ามล้อดังเอี๊ยดจากนายกรัฐมนตรี

เช่นเดียวกันกับนโยบายจะคืนความสุขให้รถตู้ที่ไม่ต้องแปลงโฉมเป็นไมโครบัส

ก็ถูกดิสก์เบรกยี่ห้อเดียวกันสั่งหยุดชนิดถนนครูดเป็นรอย

ไม่ต่างกับนโยบายประกันราคายางกิโลกรัมละ 60 บาท ของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกมาได้เพียงวันเดียว

ก็หาทางเลี้ยวยูเทิร์นกลับไม่ทัน

ความไม่เป็นเอกภาพในทางนโยบายของรัฐบาล

ไม่ได้สร้างปัญหาเฉพาะการบริหารงานของรัฐบาล

แต่ยังสร้างความสับสน และเพิ่มปัญหาให้กับประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไปที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้วในเวลานี้

ความล่าช้าในการลงมือปฏิบัติก็ดี ความสะเปะสะปะไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวของนโยบายก็ดี

เหมือนการขยี้ซ้ำแผลที่แบะอ้าอยู่แล้วให้ฉีกกว้างบอบช้ำยิ่งขึ้น

และสุดท้ายก็ส่งผลสะท้อนกลับไปยังความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของรัฐบาลเอง

ยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ

ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ย่อมมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นเป้าตาวัววงแดง

วันนี้ไม่เพียงแต่ประชาชนระดับรากหญ้า หรือว่ากิจการขนาดเล็กขนาดกลางทั้งหลายเท่านั้นที่ร้องครวญคราง

แม้กระทั่งกิจการยักษ์ใหญ่ระดับข้ามชาติไปแล้วอย่าง “ปูนซิเมนต์ไทย” ยังออกมาแถลงว่ายอดการขาย-โดยเฉพาะธุรกิจปูนซีเมนต์ลดลง

ปูนซีเมนต์ใช้น้อยลง ย่อมหมายถึงธุรกิจก่อสร้าง ไม่ว่าจะบ้านเรือนอาคารหรืออื่นๆ ชะลอตัวลง

สดๆ ร้อนๆ 13 สิงหาคม-เปิดการซื้อขายหุ้นวันแรกของสัปดาห์

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทรุดตัวไปวันเดียวกว่า 30 จุด ลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,620 จุด

จนถึงวันที่ 14 สิงหาคม ก็ยังโงนเงนไม่ฟื้นตัว

จะโทษสงครามการค้า โทษค่าเงิน โทษต่างชาติที่ทยอยขน “เงินร้อน” ออกไป

หรือโทษดินฟ้าอากาศก็ได้ทั้งสิ้น

แต่ที่คนทั่วไปสนใจมากกว่าคือหลังจากรู้ต้นตอสาเหตุของปัญหาแล้วจะ “ลงมือแก้ไข” อย่างไร

และเมื่อไหร่

แนวรบเศรษฐกิจ-ปากท้องรอบนี้

ช้าไม่เป็นการ นานไม่เป็นคุณ

และยิ่งสะเปะสะปะยิ่งตายเร็ว

บทความก่อนหน้านี้อดีตสามีปีนหลังคาบ้านหวังข่มขืน แต่เมียร้องให้คนช่วย พี่ชายวิ่งเข้ามาใช้ไม้ตีตายคาที่
บทความถัดไปบิ๊กป้อม สวนยิ้มๆ ‘ดำรงค์ พิเดช’ ไม่ต้องขู่ ยัน 5 ปีรัฐบาลไม่เคยทำผิดกฎหมาย