สนามรบเลือกซ่อม วัดมือวัดใจ รัฐบาลฝ่ายค้าน

สนามรบเลือกซ่อม วัดมือวัดใจ รัฐบาลฝ่ายค้าน

สนามรบเลือกซ่อม วัดมือวัดใจ รัฐบาลฝ่ายค้าน

แล้วโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ผ่านไปไม่ถึง 6 เดือน

ใครได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่ากัน

ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

เมื่อการเลือกตั้งซ่อมทยอยผุดขึ้นที่นั่นที่นี่เหมือนดอกเห็ดหน้าฝน

นับเฉพาะปัจจุบันก็ 4 สนามเข้าไปแล้ว

สนามแรก เลือกตั้งซ่อมเขต 5 จังหวัดนครปฐม

เมื่อเจ้าของตำแหน่งอย่าง นางจุมพิตา จันทรขจร มีปัญหาสุขภาพ ขอลาออกจากตำแหน่ง

พรรคอนาคตใหม่ต้นสังกัดคัดเลือก นายไพรัฎฐโชติ จันทรขจร สามีของนางจุมพิตา ลงแข่งรักษาเก้าอี้

โดยที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นประกาศท่าทีอย่างชัดเจนว่าจะไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน

เพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความเป็นปึกแผ่น

รวมทั้งเพื่อโอกาสในการรักษาเก้าอี้

ในขณะที่ซีกรัฐบาล ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และมีแนวโน้มว่าอาจจะมีตัวแทนอย่างน้อย 2 พรรคลงชิงตำแหน่ง ส.ส.ที่ว่างลง

คือพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิม

และพลังประชารัฐ ที่มีความจำเป็นต้อง “เบ่ง”

เพื่อเพิ่มจำนวน ส.ส.

สนามต่อมา เขต 2 กำแพงเพชร

เพื่อหาผู้จะมาเป็น ส.ส.แทน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ที่ต้องคำพิพากษาจำคุกในคดีบุกที่ประชุมอาเซียน

สนามนี้ต้นสังกัดอย่างพลังประชารัฐ ประกาศชัดเจนว่าจะส่ง นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ บุตรชายของ พ.ต.ท.ไวพจน์ ลงรักษาเก้าอี้

โอกาสที่รัฐบาลจะชนะในสนามนี้มีสูงยิ่ง เพราะอันดับ 1-2-3 ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคือพลังประชารัฐ 18,626 คะแนน ประชาธิปัตย์ 13,261 คะแนน และภูมิใจไทย 12,891 คะแนน

ทิ้งพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่นี้ในอดีตอย่างไม่เห็นฝุ่น

ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาที่พรรคใด เสียงสนับสนุนรัฐบาลจากเขตนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม

สนามที่น่าสนใจกลายเป็นขอนแก่น เขต 7

เมื่อ นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต้องคำพิพากษาประหารชีวิตในคดีจ้างวานฆ่า และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว

ต้องสิ้นสภาพ ส.ส.ทันที เมื่อเดินเข้าเรือนจำ

ที่ต้องจับตาก็เพราะในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายนวัธได้คะแนน 29,710 เสียง

คะแนน ส.ส.ดั้งเดิมอย่าง สมศักดิ์ คุณเงิน ที่ย้ายไปสังกัดพลังประชารัฐซึ่งได้ 26,553 คะแนนไปแบบไม่ห่าง

ขณะที่อันดับสามคือพรรคอนาคตใหม่อยู่ห่างไกล 12,414 คะแนน

สนามเลือกตั้งนี้ เพื่อไทยไม่ต้องการแพ้ ขณะที่พลังประชารัฐก็ต้องการชนะ

สนามเลือกตั้งมีโอกาสแปรสภาพเป็นสนามรบได้สูง

และสนามสุดท้ายคือเขต 5 สมุทรปราการ ที่ นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.เจ้าของพื้นที่โดนใบเหลืองจาก กกต.

ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน

เพราะผลแพ้ชนะของสนามนี้ เช่นเดียวกันกับสนามขอนแก่นคือ อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายกรุงศรีวิไลชนะการเลือกตั้งด้วยจำนวนเสียง 41,745 คะแนน

ขณะที่ นางสาวสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ ทายาทตระกูลการเมืองดั้งเดิมของสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยได้เสียง 33,007 คะแนน

แม้พลังประชารัฐที่เหมา 7 เก้าอี้ในจังหวัดสมุทรปราการในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะแสดงความมั่นใจ

ว่านายกรุงศรีวิไลที่ลงสมัครอีกครั้งจะรักษาตำแหน่งได้

แต่เชื่อเถิดว่า การสู้รบของสนามนี้จะหนักหน่วงไม่แพ้สนามขอนแก่น

เพราะสำหรับพรรคพลังประชารัฐแกนนำรัฐบาลที่เสียงปริ่มน้ำ

ทุกเก้าอี้ในการเลือกตั้งซ่อม ไม่เพียงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น

แต่ยังเป็นการยืนยัน “ความชอบธรรม” และคะแนนนิยมที่ประชาชนมีให้ในฐานะรัฐบาลอีกด้วย

จึงไม่ต้องสงสัยว่า “สรรพาวุธ” ทั้งอำนาจเงินและอำนาจรัฐในมือ จะถูกทุ่มลงมาเต็มเหนี่ยวในทุกพื้นที่

เป็นโจทย์สำหรับพรรคฝ่ายค้านเช่นกัน

ว่าจะอาศัยโอกาสนี้เพิ่มทั้งเสียง และยืนยันการสนับสนุนของประชาชนให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

เลือกตั้งซ่อมสนามเล็ก แต่ผลสะเทือนจะสะท้านขึ้นมาถึงระดับชาติ

ด้วยประการฉะนี้

บทความก่อนหน้านี้หุ้นไทยปิดเช้าฟื้น บวก 6.86 จุด ขานรับความหวังสงครามการค้า
บทความถัดไป‘จุลพันธ์’ แนะรัฐบาลอย่ากังวลเกินเหตุ อภิปรายงบไม่ดีก็ติ ถ้าดีจริงก็พร้อมหนุน