จีน 70 ปี : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

วันที่ 1 ตุลาคม 2019 เป็นวันครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีคือ “วันชาติจีน”

เดือนตุลาคมของทุกปีมีวันสำคัญของคนจีนแผ่นดินใหญ่และจีนไต้หวันอยู่ 2 วัน คือ

วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติของจีนซึ่งเป็นวันที่พรรคคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของเหมา เจ๋อ ตงสถาปนา “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” (The People’s Republic of China)

วันที่ 10 ตุลาคม เป็นวันชาติของ “ไต้หวัน” ซึ่งเป็นวันที่พรรคประชาชาติจีน (กั๋วหมินตั่ง) สถาปนา “ประเทศสาธารณรัฐจีน” (The Republic of China)

ย้อนมองประวัติศาสตร์ของจีน 200 ปี ล้วนถวิลหาให้เป็นประเทศที่ทันสมัย

ไม่ว่าความเคลื่อนไหวเสริมสร้างความเข้มแข็ง (Self Strengthening Movement)

ไม่ว่าการปฏิรูปร้อยวัน (Hundred Days’Reform)

ไม่ว่าการปกครองระบอบราชาธิปไตย (Constitutional Monarchy)

ไม่ว่าการปฏิวัติซินไฮ่ (Xinhai Revolution)

ล้วนประสบความล้มเหลว

ล่าสุด พรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของ “เหมา เจ๋อ ตง” ประธานพรรค และผู้รักชาติกลุ่มหนึ่ง ร่วมกันต่อสู้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง และได้ร่วมกันก่อตั้ง “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949

จึงถือวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันชาติประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน”

เมื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแจ้งเกิดแล้ว ทหารและนักการเมืองที่พ่ายแพ้จากการสู้รบจึงหลบหนีไปที่ “เกาะไต้หวัน”

ต่อมาภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐ ได้ใช้อาวุธเป็นกำลังแบ่งแยกเกาะไต้หวัน โดยปราศจากเหตุผลทางภูมิศาสตร์ และปัญหา “ช่องแคบไต้หวัน” ก็ได้อุบัติขึ้น

พรรคประชาชาติจีน ภายใต้ชื่อรัฐบาล “ประเทศสาธารณรัฐจีน” ภายใต้การนำของ “เจียง ไค เช็ค” ทำการบริหารไต้หวัน โดยได้เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

และกำหนดให้วันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันชาติประเทศสาธารณรัฐจีน”

เมื่อ “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาใหญ่ สหประชาชาติปี 1971 “ประเทศสาธารณรัฐจีน” ของไต้หวันก็สิ้นสุดลง

เพราะ “ไต้หวัน” เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน จึงไม่มีอธิปไตยของการเป็นประเทศ

วันที่ 10 ตุลาคม ปัจจุบันเรียกว่า “วันชาติไต้หวัน” (National Day of the Republic of China) หรือ (Double Ten Day)

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ การสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ปี 1949 คือประเทศจีนได้บรรลุขั้นตอนการก่อตั้งประเทศแบบทันสมัย ดังนักวิชาการตะวันตกเรียกว่า “nation-state building”

ย้อนมองอดีตเมื่อ 70 ปีก่อน ประเทศจีนอยู่บนเส้นทางเลี้ยวลดคดเคี้ยว ประสบพบพานอุปสรรคนานาประการ อาทิ พัฒนาเศรษฐกิจสังคม การปฏิรูปทางวัฒนธรรม เป็นต้น

ในที่สุดคือการปฏิรูปเปิดประตูสู่โลกโกอินเตอร์ก็เริ่มเมื่อ 1978

เริ่มตั้งแต่ไม่มีหลักการกฎเกณฑ์ ทั้งนี้โดยยึดหลัก

“ไม่ว่าแมวสีอะไรสามารถจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี”

อันมีความหมายว่า วิธีการใดที่สามารถแก้ปัญหาหรือทำประโยชน์ได้ ก็คือวิธีที่ดี

ปีแรกของการปฏิรูปทุกอย่างเริ่มต้นที่ศูนย์ และสามารถก้าวสู่เวทีสากลโดยยึดถือ “คติพจน์” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือ “ค้นหาสัจธรรมจากความเป็นจริง”

บัดนี้ คนจีนส่วนใหญ่ได้หลุดพ้นจากความยากจนและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

วิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย 1997 จีนได้กู้สถานการณ์ไว้ จากหนักให้เป็นเบา และเมื่อเดือนกันยายน 2008 เศรษฐกิจที่วอลสตรีทพังทลาย จีนใช้มาตรการสร้างงาน เพื่อทำการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และสัมฤทธิผล ทำให้ชาวโลกพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ปัจจุบันจีนมีบทบาทต่อชาวโลกมาก ทั่วโลกให้ความสำคัญแก่จีน ปัจจุบันจีนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เมื่อจีนโตขึ้น ถนนทุกสายก็มุ่งสู่ปักกิ่ง

ไม่ว่าการประชุมใดในโลกส่วนใหญ่ต้องมีจีนร่วมด้วย ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ผู้ก่อการร้าย ลูกตายเมียหายควายเจ็บ ก็ต้องมีจีนเข้าร่วม

70 ปีที่ผ่านมา จีนมีความก้าวหน้าในหลายด้าน อาทิ เป็นผู้ส่งออกสินค้าใหญ่ที่สุดในโลก มีเงินทุนสำรองต่างประเทศเป็นอันดับ 1 ของโลก ความเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายเท่าตัว

แต่รายได้ประชาชาติของจีนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ล้าหลังกว่าสหรัฐและญี่ปุ่น รายได้ของเกษตรกรยังอยู่ในระดับที่ต่ำ จีนจึงต้องใช้เวลาในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติ

แม้ว่าปัจจุบัน ดูจากเปลือกนอกจีนมีฟอร์มสด แต่ภายในจีนยังมีปัญหาอีกมาก เป็นต้นว่า ระบบนิติรัฐล้าหลัง ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง คดีลัก วิ่ง ชิงปล้นเกิดขึ้นอย่างดาษดื่น พ่อค้าขาดคุณธรรม นักธุรกิจทำลายวินัยการค้า สินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ การทำธุรกิจหรือติดต่อราชการที่เมืองจีนต้องใช้ระบบความสัมพันธ์ การติดต่องานส่วนใหญ่ต้องอาศัยความสัมพันธ์กับคนข้างในเพื่อให้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ งานจึงจะสำเร็จ การช่วยเหลือก็ต้องมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

ฉะนั้น ที่เมืองจีน “know who” จึงมีความสำคัญกว่า “know-how” และ “The Man” มีความสำคัญกว่า “The Law” แม้ไม่สามารถ “break the law” แต่ “bend the law” ได้

อย่างไรก็ตาม 70 ปีของจีนไม่ธรรมดา คนจีน 56 เผ่าพันธุ์ยึดถืออุดมการณ์ของพรรคอย่างเคร่งครัดและสืบทอดเจตนารมณ์ของอดีตผู้นำสูงสุด โดยได้ร่วมกันพัฒนาประเทศ จนบรรลุเป้าหมาย ทำให้ประเทศจีนได้รับความสำเร็จค่อนข้างมาก เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ เพราะเกิดจากความเป็นเอกภาพของคนในชาติ

เป็นความภูมิใจและเป็นศักดิ์ศรีของคนจีน 56 เผ่าพันธุ์

บัดนี้ ดูประหนึ่งว่า ประเทศจีนยืนอยู่ ณ ชุมทาง 4 แยก นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าตะวันตกปกครองโลก อาจถึงสมัยยุติประวัติศาสตร์ และเห็นว่าการเติบโตของจีนเป็นสัญญาณแห่งการเข้าแทนที่ของระบบใช้อำนาจเด็ดขาด (despotism)

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้แดดเดียว : คุณลุงกับ Google
บทความถัดไปวราวุธสั่งระงับ ปล่อยลูกช้าง ‘ชบาแก้ว’ คืนป่า ย้ำดูแลให้แข็งแรงก่อน (คลิป)