สถานีคิดเลขที่ 12 : ไม่ได้ ‘ดุล’

ผ่านมา 43 ปี แล้ว

การปราบปราม และสังหารโหด นิสิตนักศึกษา ปูทางสู่การรัฐประหาร เมื่อ 6 ตุลาคม 2519

แม้จะเป็นชัยชนะของ “ปีกฝ่ายขวา-อนุรักษ์”

แต่ ชัยชนะบนความรุนแรงอันโหดเหี้ยมดังกล่าว

ทำให้ “ดุล” การเมืองไทยเสียไปอย่างรุนแรง

เหวี่ยงไปทาง “ขวา” สุดขั้ว

ขณะเดียวกันก็ “ถีบ” ฝ่ายตรงข้าม ไปทาง “ซ้าย” อย่างสุดขั้ว เช่นกัน

ทำให้มีนิสิตนักศึกษา นักเคลื่อนไหวการเมือง หลายพันคน หนีเข้าป่า และเลือกใช้แนวทางรุนแรงตอบโต้

กลายเป็น “สงครามระหว่างประชาชน” อย่างเต็มรูปแบบ

ฝ่ายขวา แม้จะได้รับชัยชนะในเบื้องต้น

แต่ก็ต้องหวาดผวากับกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ขยายเติบโตหลายเท่าตัว ในชั่วพริบตา

ซึ่งเมื่อต่อเชื่อมกับสงครามอินโดจีน

ทฤษฎีโดนิโน ว่าไทยจะเป็นประเทศต่อไปที่จะล้มให้แก่คอมมิวนิสต์ เขย่าขวัญ “ฝ่ายขวา” อย่างหนัก

นั่นเองทำให้ ฝ่ายขวา ที่แม้จะได้ชัยชนะ

แต่ก็ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อดึงให้การเมืองที่แตกกันสุดขั้วกลับมาสู่จุดที่สมดุล ให้เร็วที่สุด

“รัฐบาลหอย” ภายใต้การนำของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร จึงต้องถูกโค่นล้มลง

และเมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เข้ามาครองอำนาจ ก็ลดโหมแรงไฟ

ด้วยการนิรโทษกรรม แก่ผู้ถูกกล่าวหาในกรณี 6 ตุลาคม 2519 และผู้ที่เข้าป่า

และเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำเสนอนโยบาย 66/2523 ออกมา ในช่วงจังหวะอันเหมาะสม ที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยและสากล เกิดปัญหาภายในพอดี

ทำให้สามารถยุติสงครามประชาชน ลงได้ในที่สุด

ถือเป็นชัยชนะอันแท้จริงของทุกฝ่าย

แต่กระนั้น ช่วงเวลา 8 ปีของ พล.อ.เปรม แม้จะทำให้ “ดุล” ทางสังคม กลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม น่าเสียดาย ที่ไม่อาจ “หยั่งราก” ประชาธิปไตยลงสู่สังคมไทยได้อย่างมั่นคงเพียงพอ

การเมืองไทย จึงยังอยู่วงจรอุบาทว์ ที่ก้าวออกไปไม่พ้น

และตอนนี้สังคมไทย สะวิงกลับไปยังฟากอำนาจนิยม ปีกขวาอีกครั้ง

ซึ่งแม้จะมีการพยายามกลับสู่ดุล ประชาธิปไตย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

วันนี้อาจไม่มีคำว่าคณะรัฐประหาร แล้ว

มีแต่คำว่า รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ

กระนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ระหว่างการครองอำนาจของคณะรัฐประหาร ได้สร้างรัฐธรรมนูญ และวางกลไกกฎหมายรวมถึงองค์กรอิสระ ที่สืบทอดการครองอำนาจต่อไป

จึงทำให้ข้ออ้างว่า ขณะนี้ได้คืนประชาธิปไตย เพื่อทำให้สังคมไทย สมดุล กันทุกภาคส่วนแล้ว

ไม่เป็นจริง

ยังมีการยื้อ และมีการแย่งจากฝ่ายอำนาจต่างๆ อยู่

ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม นั่นก็คือการที่พรรคฝ่ายค้านนำเสนอยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งซ่อม ที่เขต 5 จ.นครปฐม

ด้วยการทวงคืนอำนาจ จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านชัยชนะของการเลือกตั้งซ่อม

โดยคาดหวังว่า จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้น ที่จะบอกว่า ประชาชนไม่เอารัฐประหารและการสืบทอด

สำคัญยิ่งกว่านั้น พวกเขาเชื่อว่าจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้างอำนาจแฝงที่ฝังอยู่ให้หมดสิ้นไป

ยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายค้านนำเสนอขึ้นมานี้แน่นอน ย่อมเจอแรงต้านอย่างหนักจาก ฝ่ายกุมอำนาจอยู่ในปัจจุบัน

และคงไม่งอมืองอเท้าเพื่อรอรับความพ่ายแพ้

ปรากฏการณ์ที่ตัวแทน กอ.รมน.กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า ไปแจ้งจับ 12 แกนนำฝ่ายค้านและนักวิชาการ ที่รณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยกเหตุจะไปแตะต้องมาตรา 1

สะท้อนการต่อสู้อันแหลมคม

และบอกว่า การเมืองไทยห่างไกลความสมดุล

ยังมีการขับเคี่ยวอย่างหนักหน่วงรุนแรง

ซึ่งก็ได้แต่ภาวนา

อย่าย้อนกลับไปสู่ยุคทมิฬ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อ 43 ปีที่แล้ว อีกเลย

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

บทความก่อนหน้านี้รวบตัวแล้วลุงวัย 62 ควงลูกซองยิงดับ 2 ศพแค้นปมชู้สาว
บทความถัดไป‘ชิปปี้ ศิรินทร์’ เคลียร์สัมพันธ์หวาน ‘นิว ชัยพล’ ยิ้มรับฉายาเจ้าแม่แคปชั่นเสี่ยว