สถานีคิดเลขที่ 12 : หลงกลิ่นลาเวนเดอร์

อยู่คนละฟากโลก
แต่ก็คล้ายคลึง สามารถเป็นบทเรียนให้กันและกันได้ดี
สำหรับไทยและชิลี
ไทยกำลังเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และประชุมกับผู้นำประเทศคู่เจรจา และผู้นำองค์การระหว่างประเทศ ระหว่าง 2-4 พฤศจิกายนนี้
ถือเป็นการ “แก้มือ”
หลังจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การประชุมเดียวกันนี้ “ล่มกลางคัน”
ด้วยปัญหาการชุมนุมของ นปช.ที่พัทยา

ส่วนชิลีกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายนนี้ และการประชุมว่าด้วยโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติ หรือคอป 25 ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม
แต่ชิลีกำลังมีปัญหาการชุมนุมที่รุนแรงถึงขั้นจลาจล ส่อเค้ายืดเยื้อ
จะเป็นเหตุให้การประชุม “ล่ม” เหมือนไทยก็อาจเป็นไปได้
ชิลีจึงตัดสินใจเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ยอมเสียหน้า
แต่ไม่ต้องมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างฉุกละหุกโกลาหล เหมือนอย่างที่เกิดในไทยคุ้มกว่า

เราคงจำภาพการ “อุ้ม” ผู้นำประเทศมหาอำนาจหนีม็อบไปขึ้นเรือได้ดี
ชิลีส่อเค้าว่าอาจจะเกิดเหตุเช่นนั้น
การตัดสินใจเลิก หรือเลื่อนการประชุมเอเปคและโลกร้อนออกไป จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
จะถือว่าได้บทเรียนจากไทย ก็คงไม่ผิดนัก
แล้วไทยเรา (สมควร) ได้บทเรียนอะไรจากชิลี

ก็วนกลับไปเรื่องม็อบและจลาจลในชิลีนั่นแหละ
การประท้วงก่อจลาจลรุนแรงในกรุงซันติอาโก และอีก 9 แคว้นในภาคเหนือและใต้ จากทั้งหมด 16 แคว้นของชิลี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้
มีนักศึกษาเป็นแกนนำ เริ่มต้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
โดยมีชนวนเหตุจากการขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชน ที่สร้างผลกระทบต่อชาวชิลีโดยทั่วไป
ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจอันย่ำแย่เรื้อรัง และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
นำไปสู่การจลาจลและเหตุรุนแรงจนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน และเคอร์ฟิวในหลายพื้นที่
แต่รัฐบาลก็เอาไม่อยู่ แม้จะยกเลิกนโยบายขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะ แต่ทุกอย่างก็สายไปแล้ว
และกำลังบานปลายไปสู่การขับไล่ประธานาธิบดีและรัฐบาล

ทำให้ชิลีซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรถึง 20,000 ดอลลาร์ สูงที่สุดในละตินอเมริกา และจีดีพีขยายตัวดีมาตลอดต้องหัวคะมำ
ด้วยตัวบ่งชี้ปัญหาทางสังคมหลายอย่างถูกซุกเอาไว้ใต้พรม เช่น สาธารณสุข, การศึกษาและบำนาญ
ส่งผลให้สังคมชิลีมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมาก
ปัญหาจึงแตกโพละออกมา
ไม่รู้ว่าชิลีจะหาทางออกอย่างไร
แต่ก็น่าจะเป็นบทเรียนให้กับหลายประเทศ รวมถึงไทย

ไทยซึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า และมีการเตือนเรื่องหนี้และความเหลื่อมล้ำในสังคมที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
หากไม่ยอมรับ หรือไม่แก้ไขอย่างจริงจัง
หรือแก้ไขผิว-ผิว แบบโมเดลลาเวนเดอร์
กล่าวคือ ทำให้รู้สึกเหมือนนอนอยู่กลางไร่ลาเวนเดอร์ นอกจากสวยงามชวนฝันแล้ว
ดอกลาเวนเดอร์ยังมีกลิ่นหอมและมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย ผ่อนคลาย มองโลกสวย และมองโลกในแง่ดี
เสพติด เฉพาะ “ชิมช้อปใช้”
หรือใช้ตรรกะฟุ้งๆ แบบ (อย่า) ใช้คำว่าเศรษฐกิจถดถอย แต่เป็นเศรษฐกิจเติบโตช้าลงในปีหน้าและปีต่อไป
มองข้าม “ความจริง” โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่สุดอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ความวุ่นวายอย่างชิลีได้
นั่นเป็นบทเรียนที่เราควรเรียนรู้
ไม่ใช่แค่หลงกลิ่นลาเวนเดอร์ไปวัน-วันเท่านั้น

 

บทความก่อนหน้านี้ขับเคลื่อน‘ปชต.’ ลดความเหลื่อมล้ำ
บทความถัดไปเรียงคนมาเป็นข่าวสเปเชียล 3 พฤศจิกายน 2562