เดินหน้าชน : พลังชุมชน : โดย สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

มีโอกาสได้นั่งสนทนากับผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำแห่งหนึ่งในประเทศไทย

ท่านบอกว่าปีนี้หนัก ปัญหาภัยแล้งหนักกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน กว่าจะถึงฤดูฝนปีหน้า ไม่รู้ว่าชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร

ขนาดจังหวัดสุพรรณบุรียังหนักขนาดนี้ แล้วจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอีสานและเหนือ ฝนทิ้งช่วงมานาน ตกมาแต่ละครั้งก็น้อยนิด คงหนักหนาสาหัสกว่านี้เยอะ

ปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งหรือแม้แต่น้ำท่วม เป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และก็กลายเป็นปัญหาซ้ำซาก เวียนไปเวียนมา ครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ถ้าผู้นำชุมชนและภาครัฐเอาใจใส่กับปัญหาการสร้างรายได้ และลดต้นทุนการใช้ชีวิตของชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ก็น่าจะทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้บ้าง

ทำให้นึกถึง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อเร็วๆ นี้ ไปตรวจเยี่ยมชุมชนในโครงการพลังงานสร้างอาชีพแบบผสมผสาน ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและพลังงานทางเลือกกาญจนบุรี ที่ ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

เป็นศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติโดยใช้แนวคิดการเชื่อมโยงใช้พลังงานแบบผสมผสานในกระบวนการผลิตต่างๆ โดยใช้ทั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งพลังงานขยะ ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นอยู่แล้ว

นำมาบริหารจัดการในกิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์ฯ อาทิ การตัดแต่งผักปลอดสารพิษส่งโรงพยาบาล การใช้ตู้เย็นพลังงานร่วมแสงอาทิตย์ ร้านกาแฟพลังงานร่วมแสงอาทิตย์ โครงงานผลิตดินเผาใช้น้ำมันจากพลาสติก โครงงานผลิตน้ำแข็งจากพลังงานแสงอาทิตย์ โครงงานผลิตน้ำมันจากพลาสติก แปลงเกษตรปลอดสารพิษโดยใช้น้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์

นางทิวาพร ศรีวรกุล ปราชญ์ชาวบ้านได้ริเริ่มจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ ใช้แนวคิดจัดการสร้างแหล่งเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเคมี มาเป็นเกษตรธรรมชาติ เน้นวางแผนการใช้ชีวิตนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

เริ่มแรกจัดตั้งเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขามเมื่อปี 2547 เน้นแนวคิดพึ่งพาตนเอง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

เน้นลดต้นทุนปัจจัยการผลิตโดยการทำปุ๋ยหมัก เลี้ยงสุกรหลุม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

ต่อมาได้ปรับแนวทางพัฒนาเพิ่มเติม เพราะอาชีพเกษตรกรรมมีผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนจากโรคพืชที่มีความรุนแรงมากขึ้น และเมื่อได้ผลผลิตออกมาก็ไม่สามารถแข่งขันกับพืชผลที่ผลิตจากแปลงที่ใช้สารเคมี หรือการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้

จึงปรับนำข้อดีการเกษตรแบบผสมผสาน มาเป็นการทำอาชีพแบบผสมผสานภายใต้ชื่อ “ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร และพลังงานทางเลือก” ใช้พลังงานผสมผสานหลายรูปแบบ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ของชาวบ้านให้แข่งขันในตลาดได้

ดังตัวอย่าง ร้านกาแฟของศูนย์ฯ มีการใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมแสงอาทิตย์กับน้ำมันที่ผลิตจากขยะพลาสติก เป็นต้น

นายสนธิรัตน์เตรียมตัวจะใช้ศูนย์ฯแห่งนี้ เป็นต้นแบบในการต่อยอดพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าหรือโซลาร์เซลล์ชุมชนต้นแบบ เพราะเชื่อว่าจะเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เรียกได้ว่าเป็นการพลิกเศรษฐกิจฐานรากด้วยพลังงานอย่างแท้จริง

ถือว่าเป็นเรื่องดี หากนายสนธิรัตน์จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ แม้ใครจะมองว่าเป็นพื้นที่เขตของบ้านตัวเอง

มองอีกมุม ก็ฟังดูมีเหตุผลดี ถ้าไม่ช่วยบ้านตัวเองก่อน แล้วจะมีหน้าไปช่วยใครได้

สิ่งสำคัญต้องเร่งลงมือสานต่อโครงการนี้ และขยายไปทั่วประเทศอย่างจริงจัง

รัฐบาลต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนเหล่านี้ ดีกว่าเอาเงินงบประมาณไปแจกแบบที่ทำอยู่ตอนนี้ เป็นการแก้ปัญหาแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด ช่วยได้ประเดี๋ยวประด๋าว

ต้องช่วยกันให้ความรู้กับชุมชน และต้องจัดสรรงบประมาณให้ด้วย ไม่ใช่ช่วยแต่ปาก หรือหาเสียงหลอกชาวบ้านไปวันๆ

เพราะถ้าสร้างงาน สร้างอาชีพ จากสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ จะช่วยเพิ่มพลังให้ชุมชนแข็งแกร่งขึ้น นอกจากจะช่วยเรื่องปากเรื่องท้องแล้ว ยังช่วยลดปัญหาสังคม การละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด รวมทั้งปัญหาอาชญากรรมอีกด้วย

ประเด็นนี้คงจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกข้อ สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ในการเลือกผู้แทนเข้ามาช่วยดูแลท้องถิ่น

เลือกผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์พัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริง ส่วนพวกบรรดามาเฟีย ผู้มีอิทธิพล หรือพวกเสือหิว น่าจะหมดสมัยไปได้แล้ว

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กตู่’ เตือนนักกีฬา ใช้สติแข่งขัน ห้ามเล่นกีฬาด้วยความโกรธ ต้องรู้แพ้รู้ชนะ
บทความถัดไปเกษตร​ฯ-พาณิชย์​ปลื้ม!! เจรจาขายยางจีน-ฮ่องกง​ 2.6 แสนตัน มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท(ชมคลิป)