ภาพเก่า…เล่าตำนาน : อัล คาโปน…จอมโจรเขย่าอเมริกา

ในช่วงปี พ.ศ.2460-2475 เป็นช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์อเมริกาบันทึกไว้ว่า… อัล คาโปน เป็นเจ้าพ่อหมายเลข 1 แห่งการทำธุรกิจผิดกฎหมาย การนำเข้าเหล้าหนีภาษี บ่อนการพนัน ค้าประเวณี ข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ พัวพันคดีฆาตกรรมนับไม่ถ้วน ใน ชิคาโก อเมริกา…

หน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวน มีข้อมูลเอกสารหลักฐาน คดีที่ อัล คาโปน เกี่ยวข้องกองท่วมหัว แต่ไม่มีใครสามารถเอาผิดวายร้ายผู้นี้ได้ แก๊งมือปืนภายใต้การบงการของ อัล คาโปน ทำงานเป็นเครือข่าย กดดันตำรวจได้ ติดสินบนผู้พิพากษาและซื้อลูกขุนได้ทั้งคณะ

กระบวนการยุติธรรมของมหานครชิคาโก อยู่ในมือ อัล คาโปน

ทุกแก๊ง เล็ก ใหญ่ ต้องสยบยอม เข้าร่วมทำงานด้วย ไม่มีใครขัดใจ หรือขวางทางธุรกิจของเขาได้ ใครที่เขาหมายหัวเป็นศัตรูแล้วไม่เคยรอดชีวิต ชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียนผู้นี้ เป็นผู้ขับเคลื่อนระบบการเงินใต้ดินมูลค่ามหาศาลของอเมริกาที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

ฮอลลีวู้ดเคยนำช่วงเวลานี้ในอเมริกา มาสร้างภาพยนตร์เปิดเผยวีรกรรมของมาเฟียเบอร์ 1 ของอเมริกาผู้นี้ ออกฉายไปทั่วโลกเมื่อ พ.ศ.2530 ทำเงินได้มหาศาล…

ภาพเก่า…เล่าตำนาน ตอนนี้ขอพาท่านผู้อ่านตีวงออกไปไกลถึงอเมริกา เพื่อรู้จักมุมหนึ่ง เสี้ยวเวลาหนึ่งของอเมริกา…แนะนำให้รู้จัก อัล คาโปน

ปี พ.ศ.2437 ครอบครัวของ อัล คาโปน อพยพจากอิตาลีมุ่งหน้าไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในแผ่นดินอเมริกา อัล คาโปน เกิดที่นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2442 มีพี่น้องหลายคน พ่อเป็นช่างตัดผม แม่เป็นช่างเย็บเสื้อผ้า ครอบครัวฐานะยากจน

เด็กชาย อัล คาโปน (ชื่อเต็ม คือ Alphonse Gabriel “Al” Capone) ต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม วัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียน ไม่ชอบเรียนหนังสือ…

อัล คาโปน ไม่ช่วยงานบ้าน แต่เลือกที่จะสุงสิงกับเพื่อนที่เป็นอันธพาล เริ่มต้นวิ่งราวฉกชิงทรัพย์ในละแวกแถวบ้านก่อนจะขยับขยายไปในตัวเมือง รับจ้างเฝ้าประตูซ่อง เป็นแมงดาคุมโสเภณี

หนุ่มน้อยอัลเป็นคนใจเด็ด ฉลาดเป็นกรด มีฝีมือ…ดวงชะตาโดดเด่นจัดจ้าน…มีเส้นทางชีวิตเป็นโจรตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี

ในช่วงทศวรรษ 2460 ในอเมริกามีการออก “รัฐบัญญัติห้ามเสพสุรา พ.ศ.2460”

การออกรัฐบัญญัติดังกล่าว ทำให้มีการลักลอบค้าเหล้าเถื่อนเกิดขึ้นทันที ธุรกิจเหล้าหนีภาษี ทำเงินมหาศาล มีแก๊ง มีขบวนการใต้ดินทำมาหากินกันกระหึ่ม

อัล คาโปน ได้รับเชิญจากหัวหน้าแก๊งชื่อ จอห์นนี ทอร์ริโอ (Johnny Torrio) ให้เดินทางจากนิวยอร์ก เพื่อมาบริหารการค้าเหล้าหนีภาษีในนครชิคาโก เพราะได้ยินมาว่า “เด็กคนนี้มีฝีมือ”

ในเวลานั้น…ธุรกิจการนำเข้าเหล้า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมเข้มงวด ภาษีค่อนข้างโหด และถูกควบคุมปริมาณการนำเข้า

“เหล้า” …เป็นที่ต้องการของมหาชน แต่ขาดตลาดเสมอ

อัล คาโปน ได้ลูกพี่ชี้ช่องทำงานใต้ดิน เข้าไปดูแลธุรกิจการลักลอบนำเข้าเหล้า ติดสินบนเจ้าหน้าที่ทุกระดับ

วันคืนผ่านไป การทำธุรกิจใต้ดินของ “แก๊งทอร์ริโอ” ในชิคาโก รุ่งโรจน์ประสบความสำเร็จเงินไหลเข้าไม่หยุด

เขาเริ่มเป็น มาเฟีย… แค่ได้ยินชื่อหลายคนต้องยำเกรง และตำรวจก็ไม่สามารถที่จะจับกุมเขาได้ หนุ่มอเมริกัน-อิตาเลียนผู้นี้ เริ่มไต่เต้าปกครองนครชิคาโกให้กลายเป็นแดนเถื่อน ตำรวจชิคาโกอยู่ในการดูแลอย่างอบอุ่นจาก อัล คาโปน

แก๊งทอร์ริโอ ยกระดับขึ้นมาเทียบชั้นแนวหน้า มีอำนาจเบ็ดเสร็จในวงการมาเฟีย …สั่งได้แม้กระทั่งวางระเบิดในไนต์คลับ

อัล คาโปน ขยายอาณาจักรของตน สังหารคู่แข่งด้วยการ “ยิงทิ้ง” แม้ว่า อัล คาโปน เคยโดนตรวจค้นหลายครั้ง แต่เขาถูกจับเพียงครั้งเดียวฐานพกปืนเถื่อน

ตอนอายุ 19 ปี อัล คาโปน เคยขอลาออกจากแก๊ง ขอวางมือจากงานสกปรกเหล่านี้ ขอไปใช้ชีวิตกับครอบครัว ทำงานสุจริต แต่งงานกับ เม ค็อกลิน อายุ 21 ปี เป็นสาวสวยจากคนชั้นกลางฐานะดี และมีลูกชื่อ อัลเบิร์ต ฟรานซิส คาโปน

ชีวิต อัล คาโปน ไม่สงบดังตั้งใจ… คืนวันหนึ่งขณะทำงานเฝ้าประตูไนต์คลับในบรู๊คลิน อัลพูดจาแทะโลมสาวสวยที่มาเที่ยวบาร์

คู่อริเก่าชื่อ แฟรงก์ แกลลูซิโอ ซึ่งเป็นพี่ชายของสาวสวยคนนั้น มาจับตัวเขาไป แล้วใช้มีดโกนกรีด ฝากรอยแผลที่ใบหน้า จนเป็นที่มาของฉายาอันโด่งดังนามว่า “ไอ้หน้าบาก”

อัล คาโปน ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น นอกจากหวนคืนกลับสู่วงการมาเฟียอีกครั้งในชิคาโก

การสังหาร “บิ๊กจิม” หัวหน้าแก๊งคู่แข่งดับสนิท ทำให้แก๊งทอร์ริโอ สยายปีก แผ่อำนาจ มีชื่อเสียง ครอบคลุมไปทั่ววงการ ในยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นยุคของ “ทอร์ริโอ” อย่างแท้จริง

อัล คาโปน แสดงฝีมือโดดเด่นจัดจ้าน ได้รับการยอมรับจากทีมงาน กลายเป็น “มันสมอง” ของแก๊งได้ในที่สุด

มกราคม พ.ศ.2468 เจ้าพ่อ จอห์นนี ทอร์ริโอ พลาดท่าเสียที ถูกยิงบนถนนสายหนึ่งในเมืองชิคาโก ขณะกลับจากไปช้อปปิ้ง แก๊งคู่แข่งกระหน่ำยิงหูดับตับไหม้ แต่หมอนี่ดวงแข็ง เจ้าพ่อจอห์นนี ทอร์ริโอ รอดตายมาได้อย่างเหลือเชื่อ

เมื่อจอห์นนีรักษาตัวจนหายดีแล้ว จึงตัดสินใจมอบโอนตำแหน่งเจ้าพ่อหมายเลข 1 ของแก๊งให้ อัล คาโปน อายุ 26 ปี อย่างเป็นทางการ

หนุ่มหล่อ แต่งตัวเนี้ยบ ผมเรียบแปล้ วัยเพียง 26 ปี…อัล คาโปน ได้ขึ้นมาคุมบังเหียนของแก๊งทอร์ริโอ มีชื่อเสียงหอมฟุ้งรุ่งโรจน์ ในวงการสังคม ภาพลักษณ์ของการใส่สูท ผูกไท ใส่แหวนเพชรเม็ดโต คาบบุหรี่ ถูกแพร่ออกไปตามสื่อในสังคม จนกระทั่งเขากลายเป็น

ไอดอลของความหรูหราในสังคมไฮโซอเมริกาไปในที่สุด

แก๊งเก่า…หัวหน้าใหม่ เปลี่ยนฉายาเป็น แก๊งคาโปน (Capones) กฎเหล็กของแก๊งนี้ คือ จะไม่ทำร้ายเด็กและผู้หญิงของแก๊งคู่อริโดยเด็ดขาด

เงินและบารมีอันไม่จำกัดของ อัล คาโปน ปูทางให้เขากลายเป็นคนดังคนหนึ่ง คำตอบคลาสสิกที่เขามักตอบนักข่าวจนชินหูคือ…

“ผมเป็นแค่นักธุรกิจคนหนึ่ง ที่หวังทำธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของ…ประชาชนก็เท่านั้น”

อัล…หัวหน้าแก๊ง ได้รับฉายาว่า “โรบินฮู้ด ยุคใหม่” จากการที่ชอบบริจาคเงินและทำการกุศลต่างๆ เป็นพ่อพระใจบุญ ในขณะที่สังคมก็ทราบดีว่าเงินเหล่านั้นได้มาอย่างไร

อัล คาโปน เปิดเผยตัวตน ไม่ได้เป็นอีแอบสั่งการ เขาไปที่ศาลาว่าการนครชิคาโกบ่อยครั้ง ออกเงินตั้ง “โรงครัว” แจกจ่ายอาหารให้คนจน ออกเงินซื้อนมให้เด็กๆ ในโรงเรียนได้ดื่ม…คนยากจนรัก อัล คาโปน

ในเวลาเดียวกัน อัล คาโปนก็สะสมศัตรูไว้ไม่น้อย

ในปี พ.ศ.2468 แฟรงกี้ เยลล์ ที่เคยเป็นลูกพี่ของอัล คาโปน ตอนที่มาเข้าแก๊งทอร์ริโอใหม่ๆ มาเตือนอัลว่า แก๊งของริชาร์ด โลเนอร์แกน ซึ่งเป็นแก๊งคู่แข่งทางการค้าเหล้าเถื่อน กำลังวางแผนพยายามจะสังหาร อัล คาโปน และคนของเขาในวันคริสต์มาสที่ทางแก๊งอัล คาโปน กำลังจะจัดงานขึ้นที่สโมสรอโดนิซ

แฟรงกี้พยายามกล่อมให้อัล คาโปน วางมือจากวงการนี้ หันมาใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา หากแต่ อัล คาโปน ที่กำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูสุดขีด เริ่ม “ซ้อนแผน” ทันที

มันคือ คืนวันคริสต์มาสนองเลือดในอเมริกา

อัล คาโปน และมือปืนเตรียมอาวุธพร้อม…เชิญแก๊งริชาร์ด โลเนอร์แกน มางานคริสต์มาส….เมื่อแก๊งของริชาร์ดชะตาขาดมาถึง ปืนกลมือทอมป์สัน สาดห่ากระสุนใส่แก๊งคู่อริอย่างเมามัน…ตายยกแก๊ง

สมาชิกแก๊งริชาร์ด โลเนอร์แกน สูญพันธุ์ในสโมสรอโดนิซ เป็นหนึ่งในคดีสุดโหดที่ถูกบันทึกไว้ในแฟ้มอาชญากรรม

นี่คือ การส่งสัญญาณแรงไปยังแก๊งอื่นๆ ที่พยายามจะมาทาบรัศมี อัล คาโปน

ยังไม่จบครับ…ยังมีการแสดงแสนยานุภาพครั้งใหญ่อีก…

เหตุการณ์ระทึกที่อยู่ในประวัติศาสตร์อเมริกาอีก 1 เหตุการณ์

14 กุมภาพันธ์ 2472 คือ Saint Valentine’s Day Massacre หรือ “ฆาตกรรมหมู่ในวันเซนต์วาเลนไทน์” กระหึ่มก้องฟ้าอเมริกา….

มันเป็นการคิดบัญชีที่ค้างคาใจ…อัล คาโปน

ต้องการสะสางบัญชีแก้แค้นให้จอห์นนี เจ้านายเก่าที่ถูกแก๊งนี้พยายามลอบสังหารมาแล้วแต่ไม่ตาย

แก๊งของ “จอร์จ บั๊กส์ มอแรน” (George “Bugs” Moran) ซึ่งในเวลานั้นกำลังมีอิทธิพลในทางตอนเหนือของชิคาโก เป็นกลุ่มที่ท้าทาย อาจหาญสะเออะ มาแข่งบารมีกับ อัล คาโปน ในธุรกิจค้าเหล้าและของหนีภาษี

อัล คาโปน ทำแผนการแก้แค้นให้แก่จอห์นนี… 14 กุมภาพันธ์ 2472 อัล บินไปพักผ่อนที่ฟลอริดา โดยสั่งการให้ แจ๊ค แมคเกิร์น เป็นผู้นำทีมสังหาร

แก๊งคาโปนวางแผนล่อซื้อเหล้าเถื่อนจากแก๊งมอแรน นัดรับของในโกดังสินค้า…

แก๊งคาโปนปลอมตัวแต่งเครื่องแบบตำรวจทั้งหมด

เมื่อ “แก๊งมอแรน” มาถึงโกดังที่นัดหมาย ตำรวจปลอมออกคำสั่งขอเข้าตรวจค้น แล้วให้เหล่าสมาชิกแก๊งมอแรนทั้งหมดหันหน้าเข้ากำแพงแบบแถวหน้ากระดาน ในเสี้ยววินาที…พญายมของแก๊งอัล คาโปน สาดกระสุนจากปืนกลมือเสียงสนั่น คมกระสุนพุ่งเข้าใส่สมุนแก๊งมอแรน ตายหมดเกลี้ยงคากำแพง 7 คน…

นี่เป็นคดีที่เขย่าขวัญสังคมอเมริกา.. ฮอลลีวู้ดนำเหตุการณ์สังหารหมู่ 7 ศพนี้ ไปเป็นฉากสยองในภาพยนตร์

อัล เป็นคนรักพวกพ้อง ใจกว้าง และไม่ลืมผู้มีพระคุณ ทำให้เด็กหนุ่มมาสมัครเข้าแก๊งของเขามหาศาล

อัล มีลูกน้องมือดีที่ไว้ใจอยู่หลายคน เช่น แจ็ค แม็คเกิร์น แฟรงค์ นิตติ 2 มือปืนผู้เป็นสมุนคู่ใจของเขา แต่คนที่ทำให้เขาต้องรอดพ้นจากการถูกจับกุมทุกครั้งคือ ทนายความชั้นเยี่ยม

ในเวลานั้น…นครชิคาโกกลายเป็นอาณาจักรของ อัล คาโปน แต่เพียงผู้เดียว อัล ครอบครองธุรกิจราว 62 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่มีใครทำอะไรชายผู้นี้ได้ ไม่ว่าคู่แข่งหรือตำรวจที่คิดจะจับกุมเขา…ตายหมด

FBI ขึ้นบัญชีดำเป็นอันดับ 1 …เป็น “ศัตรูของประชาชน”

อัล คาโปน เริ่มมีปัญหาจากการติดเชื้อซิฟิลิส และโกโนเรียในระยะเริ่มแรก…

เอลเลียต เนสส์ (Eliot Ness) คือตำรวจน้ำดี ที่ขอกระโดดเข้ามาจัดการกับ อัล คาโปน เขามีผลงานในการปราบปรามอาชญากรรมมานับไม่ถ้วน ช่วง 2-3 ปีแรก เอลเลียต ทุ่มเทชีวิต จะเอาตัววายร้ายคนนี้ให้เข้าคุกให้ได้ …แต่ก็ “เจอตอ” ทุกครั้ง.. ตำรวจลูกทีมที่ทำงานลับด้วยถูก อัล คาโปน ซื้อตัว ทำให้ข่าวรั่วตลอด…

เมื่อหาหลักฐานทางอาชญากรรมไม่ได้.. จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการหาหลักฐานทางบัญชีภาษี วิธีนี้จะเป็นหนทางในการเล่นงาน อัล คาโปน

อัล คาโปน มีทนายความชื่อดังแห่งยุคทำหน้าที่เป็นทนายส่วนตัวของเขานามว่า เอ็ดเวิร์ด โอแฮร์ (ชื่อจริง คือ Edward Joseph O’Hare) หรือฉายาที่รู้จักกันคือ อีซี่ เอ็ดดี้ (Easy Eddie)

ทนายฝีปากกล้าใช้กฎหมายที่ร่ำเรียนมา พลิ้วพลิกแพลง ด้วยชั้นเชิงขั้นเทพ เขาคือ “นักกฎหมายระดับพ่อมด” คนสำคัญที่ช่วย อัล คาโปน ให้รอดคุกตารางทุกคดี

นอกจากนี้อัล คาโปน ได้หว่านเงินซื้อตำรวจเกือบทั้งหน่วยในชิคาโก รวมทั้งคนในระบบงานยุติธรรม เพื่อความคล่องตัวในธุรกิจ รวมถึงซื้อตัวคณะลูกขุนเพื่อล้มคดีจนประสบความสำเร็จทุกคดี…

ข้อเสนอที่เขาหยิบยื่นให้กับทุกคน…ไม่ใครสามารถปฏิเสธได้

นักกฎหมายที่ดี มีสำนึก มีคุณธรรม…ก็พอหาได้

วันคืนผ่านไป ในอเมริกา มีเสียงสาปแช่งทนาย อีซี่ เอ็ดดี้ ไปจนถึงครอบครัว ….วันหนึ่ง…ทนายความประจำตัวของเจ้าพ่อเกิดความละอาย สำนึกต่อวิชาชีพกฎหมาย เขาต้องการจะเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดให้ลูกชาย…

ในเวลานั้น สื่อมวลชนในอเมริกาประณามว่าเขาทำงานรับใช้มหาโจร เขาระบายเรื่องเลวร้ายต่างๆ ให้ลูกชายทราบว่าเขาทรยศจรรยาบรรณในวิชาชีพ กำลังช่วยคนชั่วให้ลอยนวล

มิถุนายน 2474 ทนายความเอ็ดดี้ สมัครใจขอไปให้ข้อมูลความจริงกับตำรวจและให้การปรักปรำ อัล คาโปน ในข้อหาเลี่ยงภาษี

คดีนี้ใช้เวลาพิจารณาอยู่ถึง 6 เดือน จนในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2474 ศาลได้อ่านคำพิพากษา สั่งจำคุกอัลเป็นเวลา 11 ปี ในข้อหาหลบเลี่ยงภาษี พร้อมปรับและยึดทรัพย์สินมาเฟียตัวพ่อได้สำเร็จ ….

อีซี่ เอ็ดดี้ ทนายผู้ซื่อสัตย์ ถูกคนของ อัล คาโปน ลอบยิงเสียชีวิต

อัล คาโปน ถูกส่งไปเข้าคุกอัลคาทราซ (Alcatraz) กลางอ่าวซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถือเป็นคุกที่แน่นหนาที่สุดในยุคนั้นของอเมริกา สร้างขึ้นเพื่อจองจำนักโทษเด็ดขาด

ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ประกาศด้วยความโล่งใจว่า “ไม่มีแก๊งอัล คาโปน ที่จะทำความเดือดร้อนอีกต่อไป …”

สังคมอเมริกัน ชาวชิคาโก โล่งอก ยกย่อง อีซี่ เอ็ดดี้ ที่ยอมเปิดเผยพฤติกรรมของอัล คาโปน บวกกับผลงานชิ้นสำคัญของตำรวจชื่อ เอลเลียต เนสส์

ลูกชายของทนาย อีซี่ เอ็ดดี้ ชื่อจริง คือ เอ็ดเวิร์ด บุช โอแฮร์ เมื่อโตขึ้นได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายเรือแอนนาโปลิส

สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ.2475 รับราชการเป็นนักบินทหารเรือ เมื่อยศนาวาตรี ได้เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเขายึดหลักคำสอนของพ่อในความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ….เป็นนักบินที่เด็ดเดี่ยว หาญกล้ายิงกับเครื่องบินรบญี่ปุ่นในสงคราม ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุด…

ชาวเมืองชิคาโกไม่ลืมคนดีของเมืองชิคาโก ทั้งพ่อและลูกตระกูลโอแฮร์

พร้อมใจกันตั้งนามสกุล “โอแฮร์” (O’Hare) เป็นชื่อของสนามบินนานาชาติชิคาโก “สนามบินนานาชาติโอแฮร์” (Chicago O’Hare International Airport) ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกมาจนถึงทุกวันนี้

พฤศจิกายน พ.ศ.2482 อัล คาโปน เกิดอาการกำเริบของโรคซิฟิลิส มีผลทางสมอง เขาติดคุกอัลคาทราซเพียง 4 ปีเศษ จึงได้รับการผ่อนผันเข้ารักษาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล รวมเวลาที่ถูกควบคุมตัว 11 ปี

พ้นโทษออกจากคุก…“ไอ้หน้าบาก” ไปใช้ชีวิตโอ่อ่าหรูหรา พร้อมทรัพย์สมบัติอีกมหาศาลที่คฤหาสน์หลังเบ้อเริ่มในรัฐฟลอริดา แต่ก็มีปัญหาอันเนื่องมาจากเชื้อซิฟิลิสขึ้นสมอง

อัล คาโปน เปิดร้านให้บริการซุปร้อน กาแฟ และโดนัทให้กับคนที่ไม่มีงานทำเป็นประจำในไมอามี… ผู้คนส่วนหนึ่งนิยมชมชอบเขา

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2490 อัล คาโปน เสียชีวิตจากหัวใจวายจากภาวะหัวใจหยุดเต้น หลังจากมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก ขณะอายุได้ 48 ปี เป็นอันยุติตำนานหัวหน้าแก๊งวายร้ายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ในเวลาต่อมา…คฤหาสน์หลังงามของมาเฟียหมายเลข 1 ถูกขายต่อ และเป็นจุดขายสำหรับการท่องเที่ยวในไมอามี รัฐฟลอริดา

เรื่องราว ทรัพย์สิน คุกอัลคาทราซ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ อัล คาโปน ถูกนำมาเปิดเผยทำเงิน ทำทองได้เสมอ….

เรื่องราวชีวิตของอัล คาโปน ถูกฮอลลีวู้ดนำมาทำเป็นภาพยนตร์ในเรื่อง The Untouchables ผลงานกำกับโดย ไบรอัน เดอ พัลมา ซึ่งโรเบิร์ต เดอนิโร รับบทเป็นอัล คาโปน ได้รับรางวัลกระหึ่มอเมริกา ยังสามารถทำเงินทั่วโลกได้อีกมหาศาล….

ท่านผู้อ่านคงมีวิจารณญาณ คิด วิเคราะห์ เรื่องอำนาจ เงิน ตรา บารมี ที่ไม่เข้าใครออกใครกันได้เองนะครับ….

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

บทความก่อนหน้านี้ร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์ “Hej Street Beauty” ลุยปูพรมขยายสาขาทั่วไทยต่อยอดธุรกิจ ประเดิมสาขาโคราช ยึดหัวหาดอีสานภาคแรก
บทความถัดไปเผยภาพวงจรปิด น.ศ.สาว ก่อนโดนมอมยา