เดินหน้าชน : เร่งรับมือศก. : โดย สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

สถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2563 ดูเหมือนแทบทุกฝ่ายมีความกังวลว่าไทยจะเจอปัญหาหนัก

เพราะถึงขั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าการส่งออกมีผลกับเศรษฐกิจ เป็นผลกระทบจากทั่วโลก

หรือแม้แต่ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า แม้ว่า ธปท.ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปล่าสุดเดือนพฤศจิกายนนี้ จาก 1.50% เป็น 1.25% เพื่อรับมือ

แต่เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปจากมาตรการกีดกันทางการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จึงต้องประเมินว่าควรใช้นโยบายการเงินอย่างไรในอนาคต

ผู้ว่าแบงก์ชาติอธิบายว่า ต้องช่างน้ำหนักระหว่างช่วยพยุงเศรษฐกิจช่วงสั้น กับรักษาขีดจำกัดการทำนโยบายการเงินไว้ในระยะยาว รวมถึงผลข้างเคียงต่างๆ

แต่ก็ยืนยันว่า ธปท.พร้อมใช้เครื่องมือด้านนโยบายการเงินเพิ่ม หากเกิดกรณีประมาณการทางเศรษฐกิจหรือแนวโน้มทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามคาด

ทางฟากเอกชนต่างก็ออกมาแสดงความกังวล พร้อมเสนอแนะวิธีรับมือเช่นกัน

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) อยากให้รัฐบาลเพิ่มความร่วมมือในการทำงานกับภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวัน ไม่ใช่รอให้มีปัญหาเกิดขึ้นระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยตั้งทีมแก้ปัญหา

รองประธาน สรท.ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนมีการตั้งวอร์รูมในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกการค้า โดยกระทรวงพาณิชย์เปิดให้เอกชนที่เป็นผู้ส่งออกตัวจริงสะท้อนปัญหา แนวทางแก้ไข ดังนั้นหากเป็นไปได้อยากให้กระทรวงเศรษฐกิจตั้งวอร์รูมร่วมกับภาคเอกชน เพื่อรับมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมแก้ปัญหาหากเกิดขึ้น สำหรับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปัจจุบันมีแล้ว แต่ยังไม่มีการประชุมสม่ำเสมอ ไม่มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง

ส่วน ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย เสนอแนะให้กระตุ้นการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะมีมาตรการชิมช้อปใช้ เพื่อหวังกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย แต่เป็นการกระตุ้นเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น ที่ถูกต้องควรกระตุ้นการจับจ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง และกลุ่มผู้มีรายได้มากให้ออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

นับว่าเป็นเสียงสะท้อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะต้องรับฟังและเอาจริงเอาจังในการรับมือมากกว่านี้

เพราะปัญหาของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นเรื่องความเชื่อมั่น สะท้อนจากตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาไม่ดี มีผลจากปัญหาการเมืองภายในรัฐบาลด้วย จากการเป็นรัฐบาลผสม มีการแบ่งกระทรวงกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้งานบางอย่างไม่สามารถเดินหน้าประสาน และนำออกเป็นผลทางปฏิบัติได้

นอกจากนี้การเป็นรัฐบาลผสม หัวหน้าทีมเศรษฐกิจขณะนี้คือนายกรัฐมนตรี ต้องดูแลงานทุกด้านของรัฐบาล แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

ดังนั้น ขืนนายกฯยังใช้วิธีการทำงานแบบเดิมๆ ขณะที่พายุเศรษฐกิจมีทีท่าว่าจะหนักกว่าที่คิด

สงสัยคำพูดเสียดสีที่ว่า “ปีนี้เผาจริง ปีหน้าเก็บกระดูก” ทำท่าจะเป็นจริงละกระมัง

บทความก่อนหน้านี้คนจริง!! ‘ป๋าเต็ด ยุทธนา’ ไล่บี้ หลังเจอประกาศขายบัตรบิ๊กเม้าเทนท์ราคาถูก
บทความถัดไปเมื่อเส้นทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลถึงทางตัน : โดย สมหมาย ภาษี