ไทยพบพม่า : ยาเสพติดกับลาวภายใต้เงาซีไอเอ : โดย ลลิตา หาญวงษ์

กองกำลังของชาวม้ง ระหว่างสงครามลับในลาว

สงครามลับในลาวสร้างบาดแผลลึกให้กับลาวและอินโดจีนทั้งภูมิภาค เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ของลาวไปอย่างสิ้นเชิง สงครามในลาวสร้างตัวละครสำคัญหลายตัวขึ้นมา ทั้งที่เป็นตัวแทนของขั้วอำนาจเก่า ขั้วอำนาจใหม่ และสายลับของซีไอเอที่ถูกส่งเข้าไปประจำในลาว ผู้เขียนเคยกล่าวถึงบทบาทของนายพลภูมี หน่อสวรรค์, นายพลหวัง เปา และสายลับซีไอเออีก 3 คนไปแล้วในสัปดาห์ก่อน ในบทความว่าด้วยยาเสพติดกับลาวภายใต้เงาซีไอเอตอนสุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอพูดถึงตัวละครที่สำคัญอื่นๆ ที่มีความสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา

อย่างที่ทราบกันดีว่าสงครามลับในลาวจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากกองกำลังของชาวม้ง แต่เดิมชาวม้งเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยหรือชาวเขาเพียงกลุ่มหนึ่งในลาว ที่อาศัยการทำไร่เลื่อนลอย และหาของป่าเพื่อดำรงชีพ แต่เมื่อซีไอเอเริ่มเข้าไปปฏิบัติการในลาวราวปี 1960 พร้อมๆ กับการเติบโตของอุตสาหกรรมการปลูกฝิ่นในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ชาวม้งที่เกือบทั้งหมดเป็นเกษตรกร จึงหันมาปลูกฝิ่นแทนพืชเศรษฐกิจอื่นๆ พื้นที่ที่มีชาวม้งอาศัยมากที่สุดคือเขตภูเขาสูงระหว่างที่ราบลุ่งเวียงจันทน์ ไปจนถึงทางตอนเหนือติดชายแดนเวียดนาม

ในระหว่างปี 1960-1967 นายพล หวัง เปา เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลของลาว เขาทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำทางทหารที่มีกองกำลังม้งทั้งหมดอยู่ในมือ และยังเป็นหนึ่งในผู้ควบคุมเครือข่ายค้ายาเสพติดขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ชาวม้งทุกเพศ ทุกวัย กลายเป็นกลุ่มคนที่ซีไอเอให้ความสำคัญ เมื่อหวัง เปา และซีไอเอ เริ่มเพลี่ยงพล้ำให้คอมมิวนิสต์ปะเทดลาวในปี 1968 ซีไอเอจึงจำเป็นต้องอพยพชาวม้งออกจากชายแดนลาว-เวียดนามด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้ประโยชน์จากชาวม้งได้ ฝูงเครื่องบินแอร์อเมริกา (สายการบินของซีไอเอ) ลำเลียงชาวม้งออกจากซำเหนือ (Sam Nuea) ถิ่นอาศัยขนาดใหญ่ของชาวม้ง ผู้อพยพชาวม้งถูกเคลื่อนไปอยู่ที่ซำทอง ใกล้โพนสะหวัน เมืองเอกของแคว้นเชียงขวาง (ทุ่งไหหิน)

การรุกเข้ามาของคอมมิวนิสต์ประเทศลาวและกองกำลังของเวียดนามเหนือบังคับให้ชาวม้งส่วนใหญ่ต้องอพยพลงมาทางใต้ เพื่อหนีระเบิดของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่บรรจงทำลายฐานที่มั่นของรัฐบาลลาวและซีไอเอ เมื่อย้ายลงมาทางใต้แล้ว ชีวิตของชาวม้งถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เพราะต้องพึ่งพาอาหารจาก
ยูเอสเอด (USAID) องค์กรเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์ของรัฐบาลสหรัฐ เพียงอย่างเดียว ชาวม้งไม่สามารถปลูกฝิ่นเพื่อดำรงชีพได้ และต้องเจอกับภูมิประเทศ-ภูมิอากาศที่ไม่คุ้นเคย ทั้งการเดินทางลงใต้นับพันกิโลเมตร ทำให้ชาวม้งป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก

จำนวนผู้เสียชีวิตชาวม้ง ทั้งที่เป็นชาวบ้านธรรมดา และทหารในกองทัพของหวัง เปา มีจำนวนเกินกว่าที่หวัง เปาและซีไอเอคาดการณ์ไว้ ทำให้หวัง เปา จำเป็นต้องใช้บารมีของตนเกณฑ์ทหารจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะจากชาวลาวเทิง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่อันดับต้นๆ ของลาว (ปัจจุบันมีประชากรราว 2 ล้านคน) และจะกลายเป็นกำลังหลักให้กองทัพของหวัง เปา จนสงครามลับสิ้นสุดในปี 1975 อย่างไรก็ดี วิกฤตที่เกิดขึ้นกับชาวม้งไม่ได้ทำให้บทบาทของหวัง เปา ลดลงแต่อย่างใด จริงอยู่ว่าหลังปี 1968 ชาวม้งไม่สามารถผลิตฝิ่นได้เหมือนเดิม แต่โรงงานผลิตยาเสพติดของเครือข่ายหวัง เปา ที่เมืองล่องแจ้งยังมีอยู่ต่อไป และกิจการยิ่งเติบโตมากกว่าเดิม ฝิ่นถูกลำเลียงลงมาที่เวียงจันทน์และถูกส่งไปที่โรงงานผลิตยาที่ล่องแจ้ง

นอกจากศูนย์กลางการผลิตยาจะอยู่ที่เมืองล่องแจ้ง ยังมีหมู่บ้านม้งอีกแห่งหนึ่งที่จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของหวัง เปา ได้แก่ หมู่บ้านล่องปด (Long Pot) ที่ห่างล่องแจ้งไปทางทิศตะวันตกเพียง 30 ไมล์ ความสูงเฉลี่ยของล่องปดที่ 4,200-5,000 ฟุต ทำให้พื้นที่แถบนี้เหมาะกับการปลูกฝิ่นเป็นพิเศษ สงครามกลางเมืองลาวดำเนินอยู่นับสิบปี แต่หมู่บ้านม้งในแถบนี้ยังผลิตฝิ่นเพื่อป้อนตลาดอย่างสม่ำเสมอ ล่องปดอาจเป็นพื้นที่แห่งเดียวที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามลับเลย เกษตรกรในหมู่บ้านมีหน้าที่ผลิตฝิ่นเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีพืชพรรณอย่างอื่นบริโภค เพราะแอร์อเมริกาทำหน้าที่ขนส่งข้าวและเสบียงอาหารอื่นๆ ให้กับคนในหมู่บ้านที่มีเพียง 47 ครัวเรือน อย่างต่อเนื่อง

ฝิ่นต่างจากข้าวเพราะมีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า และที่สำคัญทำเงินให้กับเกษตรกรมากกว่า เมื่อหมดฤดูปลูกฝิ่น ชาวม้งที่หมู่บ้านล่องปดจะขายฝิ่นให้กับคนของหวัง เปา โดยแต่ละครัวเรือนเก็บเกี่ยวฝิ่นของตนเองได้มากถึง 700 กิโลกรัม แต่ด้วยฝิ่นที่ล่องปดไม่ใช่ฝิ่นที่คุณภาพดีที่สุด มีปริมาณมอร์ฟีนเพียงร้อยละ 10 ทำให้เมื่อต้มและกลั่นออกมาแล้ว ฝิ่นจากล่องปด 700 กิโลกรัมจะผลิตมอร์ฟีนได้เพียง 70 กิโลกรัม และเมื่อผ่านการผสมใน “แล็บ” ผลิตเฮโรอีนแล้ว ก็จะมีตัวยาจากล่องปดราวร้อยละ 70 ในเฮโรอีนคุณภาพดีที่สุด (เบอร์ 4) ที่ส่งออกจากลาว เมื่อเกิดสงครามขึ้น คาราวานค้าฝิ่นจากจีนหายไป ทหารทั้งนายทหารระดับสูงและพลทหารในกองทัพของหวัง เปากลายเป็นพ่อค้ายาเสพติด ไม่ใช่ชาวบ้านล่องปดทุกคนต้องการสวามิภักดิ์ต่อหวัง เปา เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาขายฝิ่นให้กับพ่อค้ารายอื่นๆ ได้ราคาดีกว่า แต่เมื่อถูกกดดันมากเข้า ทำให้ชาวบ้านม้งล่องปดทุกครัวเรือนต้องเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายค้ายาของหวัง เปา ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ดี การผลิตฝิ่นในล่องปดเริ่มลดความสำคัญลงในระหว่างปี 1971-1972 เพราะถูกคุกคามอย่างหนักจากกองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ ผลักให้ชาวบ้านจากล่องปดต้องอพยพลงใต้ไปอาศัยในศูนย์ผู้อพยพที่รัฐบาลสหรัฐจัดไว้ให้ อีกไม่กี่ปีต่อมา การสู้รบที่ยืดเยื้อและการโจมตีอย่างรอบคอบจากฝั่งคอมมิวนิสต์ประเทศลาว ทำให้กองทัพของหวัง เปา ต้องถอยลงมาเรื่อยๆ จนต้องหนีเข้ามาในประเทศไทย เฮลิคอปเตอร์ของซีไอเอขนหวัง เปา และชาวม้งอีก 3,000 คน มาที่ฐานทัพอากาศในไทย เมื่อสงครามในลาวใกล้สงบ มีชาวม้งหลายหมื่นคนที่หลบหนีการกวาดล้างจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในเขตไทย ส่วนหนึ่งยังอยู่ในไทย และส่วนใหญ่ได้รับสิทธิอพยพไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกาตราบจนปัจจุบัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ททท.เร่งโค้งสุดท้าย“วันธรรมดาราคาช็อกแล้วช็อกอีก” “โรงแรม”ทั่วไทยลดเหลือไม่ถึงพันบาท-บขส.ขายตั๋ว50%
บทความถัดไปนครบาลปิดการจราจร 6-8 ธ.ค. งานนิทรรศการใต้ร่มพระบารมีสดุดีมหาจักรีวงศ์