เดินหน้าชน : ‘วิ่งไล่ลุง’ ทำไม?

เดินหน้าชน : ‘วิ่งไล่ลุง’ ทำไม? : โดย โกนจา

กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ในวันที่ 12 มกราคม 2563 เชื่อว่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนต้อนรับปีหน้าและจะส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อย่างที่คาดไม่ถึง

ธนวัตน์ วงค์ไชย ผู้จัดกิจกรรมนี้ เผยเหตุที่ต้อง “วิ่งไล่ลุง” ว่า ข้อเรียกร้องในการวิ่งไล่ลุงครั้งนี้มี 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.เรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ขอให้รัฐบาลทำตามสัญญาที่เคยหาเสียงไว้ ทั้งการขึ้นค่าแรง การปรับเงินเดือนขั้นต่ำของผู้จบปริญญาตรีและการเพิ่มราคาสินค้าเกษตร โดยให้ระยะเวลารัฐบาล 3 เดือน 2.ขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามประชาธิปไตย และปลดล็อกสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี และ 3.ขอให้หยุดใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องและหยุดรังแกผู้ที่เห็นต่าง

งานนี้ทางผู้จัดยืนยันว่า ไม่ใช่กิจกรรมเถื่อน เพราะว่างานวิ่งครั้งนี้ไม่ใช่ม็อบและสามารถจัดได้ตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐกำหนดไว้ ส่วนของ พ.ร.บ.ชุมนุมนั้นระบุงานมหรสพรายงานกีฬาไม่จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ได้ขออนุญาตการใช้เส้นทางวิ่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว

หากใครคิดว่าประเทศไทยภายใต้เผด็จการทหาร 5 ปี กับรัฐบาลประชาธิปไตยบิดๆ เบี้ยวๆ 6 เดือนทุกอย่างดีหมด ประเทศกำลังมีอนาคตที่สดใสก็ไม่ต้องมาร่วม ไม่ต้องมาลงทะเบียนให้เสียเวลา จงมีความสุขกับสิ่งที่เห็นและเป็นไป

แต่ถ้าใครคิดเหมือนที่ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ถึงผลพวงแห่งการปฏิรูปการเมืองยุคนี้ว่า ผลงานของรัฐบาล คสช.ถึงปัจจุบัน นอกจากจะไม่เกิดผลงานที่สร้างประโยชน์ถึงรากฐานของประเทศและประชาชนแล้ว ยังมีแต่ผลงานที่สร้างความเสื่อมทรุด สร้างความขัดแย้ง ทำลายหลักการประชาธิปไตย จนแทบไม่เหลือมาตรฐานทางการเมือง นับแต่การใช้กลไกที่ตนเองสร้างขึ้น คือรัฐธรรมนูญฉบับ “เพื่อพวกเรา” (คสช.) ทำให้สภาแปลงร่างเป็นหลักกูและพวกพ้องอย่างไม่รู้สึกอับอาย ตัวอย่างที่ทำลายหลักการและมาตรฐาน อันกลายเป็นภาพลักษณ์อัปยศ เช่น การตีความข้อกฎหมายกับคะแนนปัดเศษ นายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ฯไม่ครบ การไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ตาม พ.ร.บ.งบประมาณ การนำเอาบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีคดีต้องโทษเกี่ยวกับยาเสพติดในต่างประเทศเข้ามาเป็นรัฐมนตรี การให้อภิสิทธิ์กับพรรคแกนนำบางพรรค สามารถจัดระดมทุนเข้าพรรคได้อย่างเอิกเกริก

ขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกลับถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ถูกตัดสินเอาผิด จนอาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาถึงขั้นยุบพรรค ที่เลวร้ายที่สุด คือ มีการบอกต่อกันว่าให้มีการใช้คดีความเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งและต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนให้ได้มากที่สุด กรณีอัปยศต่างๆ ทำให้สังคมไทยกลายเป็นประเทศที่ถอยหลังและตกต่ำลงทุกขณะ

เช่นเดียวกับ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออุ้ม “บิ๊กตู่” ให้มาถึงฝั่งฝัน แต่ความจริงที่เราหลงลืมอย่างที่ พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ออกมาทวงสัญญาว่า ตลอดเวลาที่บริหารงานมา ยังไม่ได้ทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนเลย เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ขึ้นเพียง 5-6 บาท ยังห่างจาก 400-425 บาท ตอนหาเสียงไว้มาก เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท รวมถึงการปฏิเสธที่จะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 10 ตามที่ได้สัญญาไว้ ยังมีอีกหลายนโยบาย เช่น จบอาชีวะเงินเดือน 18,000 บาท จบปริญญาตรีเงินเดือน 20,000 บาท โครงการมารดาประชารัฐ กองทุนพลังประชารัฐหมู่บ้านละ 2 ล้านบาท พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 4 ปี ยกเว้นภาษีการค้าออนไลน์ 2 ปี ยังไม่เห็นดำเนินการเลย อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน หากทำไม่ได้ต้องให้ กกต.พิจารณาลงโทษ และดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประเทศไทยพัฒนามาเกินกว่าที่จะมีพรรคการเมืองที่เพียงแต่พูดหาเสียงแต่ไม่ทำแล้ว ถ้าไม่ทำแล้วจะหาเสียงทำไม อยากให้ประชาชนช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามสัญญาประชาคม เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะรักษาคำพูด อีกทั้งหากประชาชนยังรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องเศรษฐกิจที่ย่ำแย่สุดขีดขณะนี้

อยากให้พากันออกมาแสดงพลังกันมากๆ ในการ “วิ่งไล่ลุง” ให้ออกมากันมากกว่าที่สกายวอล์กหลายเท่า เพื่อส่งสัญญาณให้รัฐบาลทราบว่าประชาชนทนไม่ไหวแล้ว

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon