ปีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ : วีรพงษ์ รามางกูร

ทุกๆ ปี ค.ศ.ที่หารด้วย 4 ลงตัว จะเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภา อัน ได้แก่ สมาชิกวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรประมาณครึ่งหนึ่ง วันเวลาการเลือกตั้งกำหนดไว้ตายตัวในรัฐธรรมนูญของสหรัฐว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะอยู่ราวๆ สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ครั้งที่ 59 และผู้ที่ชนะการเลือกตั้งจะทำพิธีสาบานตนต่อประธานศาลสูงและคัมภีร์ไบเบิลในวันที่ 20 มกราคมปีถัดไป

ปีที่จะมีการเลือกตั้งจึงจะเป็นปีที่มีความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจะมีการหาเสียงสำหรับตัวแทนของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน การเฟ้นหาตัวแทนของพรรคลงชิงชัยในการเลือกตั้งกระทำโดยการหยั่งเสียงของสมาชิกพรรคในมลรัฐต่างๆ ที่เรียกกันว่า primary ที่ไม่ได้ทำพร้อมกันทั่วประเทศ เหมือนกับการเลือกผู้ทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดี หรือ electors การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐยังเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมอยู่ ซึ่งใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นประกาศเอกราช แม้ว่าการสื่อสารและการคมนาคมจะสะดวกสบายแล้วก็ตาม บางทีผลของการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะไม่ตรงกัน ระหว่างคะแนนเสียงของประชาชนโดยตรงกับเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง electoral collage แต่ให้ถือเอาเสียงของคณะผู้เลือกตั้งเป็นสำคัญ หลังการเลือกตั้งระหว่างที่รอการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี จะไม่ตัดสินใจในประเด็นนโยบายใด ระหว่างนี้จึงมักจะเรียกกันว่า ประธานาธิบดีเป็ดง่อย หรือ lame duck president

คนอเมริกันส่วนใหญ่เป็นคนที่ถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นคนชาตินิยม หัวเก่า ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ยังเป็นฝรั่งชาติเดียวที่ยังต้องยืนเคารพธงชาติและเพลงชาติ แม้ว่าจะเอาธงชาติมาตัดเสื้อผ้ากางเกงนอกกางเกงในและรองเท้ากลับถือว่ารักชาติเสียอีก จะรู้สึกโกรธแค้นถ้าใครในต่างประเทศเผาธงชาติของตน ถูกสั่งสอนให้ยึดมั่นในระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและยอมรับความเหลื่อมล้ำในสังคม ความแตกต่างของสีผิว เชื้อชาติและฐานะทางเศรษฐกิจ ในการแบ่งชั้นวรรณะ

สังคมอเมริกันจึงมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่มาก ทั้งในเรื่องอุดมการณ์ ความเชื่อและความเป็นจริงในการปฏิบัติ เป็นชาติที่ร่ำรวยที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เป็นชาติแรกที่สามารถส่งคนขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ แต่ยังมีคนอเมริกันอีกเป็นจำนวนมากไร้ที่อยู่ เจ็บป่วยและไม่มีปัญญาเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของรัฐ หรือระบบการศึกษาภาคบังคับขั้นพื้นฐาน แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าความแตกต่างนั้นมีอยู่

คนอเมริกันถูกอบรมสั่งสอนว่าชาติตนเป็นชาติยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีหน้าที่เป็นตำรวจโลกที่จะผดุงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน คนอเมริกันจึงต้องแบกภาระภาษีเพื่อให้รัฐบาลของตนออกไปทำสงคราม เพื่อผดุงไว้ซึ่งหลักการและความเชื่อดังกล่าว ทั้งๆ ที่บางครั้งไม่เป็นความจริง เช่น สงครามเวียดนาม เป็นต้น

รัฐบาลอเมริกันเข้าร่วมสงครามเพราะเชื่อทฤษฎีโดมิโน กลัวว่าถ้าคอมมิวนิสต์ชนะสงครามคอมมิวนิสต์ก็จะขยายตัว ทำให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ กลายเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ต้องต่อสู้กับตะวันตกฝรั่งเศสและต่อมาอเมริกัน ก็เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศและความเป็นเอกราชที่แท้จริงจากตะวันตกเท่านั้น

เมื่อสงครามยุติด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกา เวียดนามก็รวมประเทศได้และผ่อนคลายการบริหารเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจแบบตลาด market economy และเป็นทุนนิยมโดยรัฐ หรือ state capitalism ซึ่งไม่ได้เป็นโทษเป็นภัยกับใครและสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนได้ ไม่เป็นอย่างที่รัฐบาลอเมริกันสร้างกระแสกับประชาชนของตนเลย เท่ากับประชาชนอเมริกันต้องจ่ายภาษีอากรในการทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ในเวียดนามโดยเปล่าประโยชน์ ทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี อเมริกันก็จะสร้างศัตรูนอกประเทศ ใช้ความเป็นชาตินิยมของคนอเมริกันเลือกตนเป็นประธานาธิบดี เพื่อความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจผู้เดียวในโลก

หลังสงครามโลก สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเป็นเป้าหมาย ถูกสร้างให้เป็นคู่ต่อสู้ เป็นศัตรูนอกประเทศของคนอเมริกัน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย แตกกระจายออกเป็นสาธารณรัฐต่างๆ ที่เคยเป็นประเทศเมืองขึ้นของพระเจ้าซาร์ เคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในโลกสมัยใหม่ สหรัฐอเมริกาก็ต้องหาคู่ต่อสู้ใหม่ที่มีทีท่าว่าจะเติบใหญ่แข่งกับตนซึ่งก็ได้แก่จีน ทั้งที่เศรษฐกิจอเมริกาและความอยู่ดีกินดีของตนกับเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของจีน บัดนี้ได้ผนึกเป็นอันเดียวกันจนแยกไม่ออกหรือแยกออกได้ยาก เศรษฐกิจสหรัฐและจีนเป็นเศรษฐกิจที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ได้แข่งขันกัน หรือ competitors การค้าการลงทุนระหว่างกันได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย หรือ complimentary

เศรษฐกิจจีนเจริญเติบโตขึ้นโดยทุนและเทคโนโลยีอเมริกัน อาศัยแรงงานจีนที่มีค่าแรงต่ำกว่าในเบื้องต้น ผลิตสิ่งของและบริการป้อนความต้องการบริโภคของประชาชนอเมริกันในราคาที่ถูกกว่า ราคาหุ้นและผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นบริษัทที่ไปลงทุนในจีน เป็นรายได้ที่สำคัญของเจ้าของทุนชนชั้นกลางของอเมริกา เศรษฐกิจอเมริกันก้าวหน้าและอิ่มตัวนานแล้วเพราะสามารถทำให้คุณภาพชีวิตโดยส่วนรวมของคนอเมริกันสูงที่สุดในโลก ผลตอบแทนที่จะลงทุนต่อไปจึงต่ำ ทุนอเมริกันที่ถือผ่านตลาดหลักทรัพย์อเมริกันจึงหาแหล่งลงทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทั้งในอเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ยุโรปตะวันตก ซึ่งก็คือเอเชียตะวันออก อันได้แก่ จีน และประเทศในประชาคมอาเซียน

สงครามการค้า ถ้าเกิดขึ้นจริง ผู้ที่จะเสียหายมากที่สุดก็คือ สหรัฐ และจีน สหรัฐจะเสียหายทั้งในแง่เจ้าของทุนในจีน และในระบบผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะเดียวกันจีนก็เป็นประเทศที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันมากที่สุด ทำให้อเมริกาขาดดุลงบประมาณและดุลการค้ามาก โดยเงินดอลลาร์สหรัฐไม่กลายเป็นเศษกระดาษอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันบางคนวิตกกัน เท่ากับว่าอเมริกาสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาแลกสินค้าและบริการของจีนและชาวโลกได้อย่างมหาศาล โดยมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นจำนวนมาก อเมริกาจึงต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำและลดหนี้ของตนลงโดยลดค่าเงินดอลลาร์ลงเมื่อเทียบกับทองคำและเงินตราสกุลหลักของโลก เป็นการเอาเปรียบชาวโลก จีนจึงพยายามสร้างเงินหยวนขึ้นมาเป็นคู่แข่ง พยายามให้ชาวโลกถือไว้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและเป็นทุนสำรองที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ใช้แทนเงินดอลลาร์และทองคำ

ในปีที่จะมีการเลือกตั้งนี้เป็นปีที่ประธานาธิบดีจะลงเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 จะต้องสร้างผลงานพร้อมกับแก้ปัญหาภายในประเทศ อันได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในระดับที่มีการจ้างงานอย่างเต็มที่ อัตราการว่างงานลดลงในอัตราต่ำกว่าร้อยละ 3.5 ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี ถือเป็นอัตราที่ประชาชนมีรายได้เป็นที่น่าพอใจ ธนาคารกลางต้องลดปริมาณเงินในระบบลงและมีแนวโน้มว่าธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของประธานาธิบดีเสียเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นการลดภาษีอากรและการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายหรือการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากขณะนี้อันตรายจากภาวะเงินเฟ้อไม่มี การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงไม่มีความจำเป็น ขณะเดียวกันอัตราการว่างงานก็ต่ำหรือไม่มี เป็นโชคดีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับเรื่องเศรษฐกิจภายในประเทศ การหาเสียงโดยการโจมตีสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงเป็นเรื่องเดียวที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะทำได้

พวกเรามองดูโดนัลด์ ทรัมป์ เหมือนเป็นคนป่วยทางจิต แต่สำหรับคนอเมริกันและด้วยความเป็นชาตินิยม ด้วยความภูมิใจในการเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวของโลก โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นวีรบุรุษที่ใช้จุดอ่อนของคนอเมริกันในการดำเนินนโยบาย เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะถูกกระตุ้นในทุกๆ ด้านทั้งนโยบายการเงินและการคลังอย่างสุดขีดเท่าที่กฎหมายจะอนุญาต เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนสามารถได้รับเลือกตั้งในสมัยที่ 2

อีกด้านหนึ่งของการเป็นมหาอำนาจ สนองความภูมิใจของคนอเมริกันก็คือต้องเอาชนะสงครามที่จำกัดพื้นที่ จึงมีข่าวอยู่เสมอว่าสหรัฐในฐานะตำรวจโลกของสหประชาชาติ ได้ส่งกองกำลังไปดำเนินการกับประเทศที่ละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่จะไม่ให้ลุกลามเป็นสงครามโลก ตามทฤษฎีดุลแห่งความกลัว

แต่หลังจากตึกฝาแฝด “การค้าโลก” หรือ World Trade ถูกเครื่องบินของขบวนการก่อการร้ายอาหรับถล่ม ซึ่งเป็นการหมิ่นศักดิ์ศรีของความเป็นมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีจอร์จ บุช จึงต้องกล่าวหา ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำประเทศอิรักว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่สะสมอาวุธอันตรายร้ายแรงทั้งๆ ที่ไม่มี ปฏิบัติการสังหารประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน โดยการร่วมมือของประเทศอิหร่าน

แต่บัดนี้อิหร่านกลายเป็นคู่ชกของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหาเสียงในการเลือกตั้ง สงครามน้ำลายก็จะดำเนินไปจนผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2564 นโยบายที่จะประนีประนอมกับเกาหลีเหนือก็ดี กับจีนก็ดี กับประเทศตะวันออกกลางก็คงจะเบาลง เพราะนโยบายเหล่านี้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมากมาย แทนที่จะได้ใช้งบประมาณเหล่านี้เพื่อสวัสดิการภายในประเทศ โดยไม่ต้องอาศัยนโยบายผ่อนคลายด้านปริมาณ หรือคิวอี

แต่ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ แพ้การเลือกตั้งให้กับผู้สมัครของพรรคเดโมแครต นโยบายทางด้านการเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่แน่ชัด แต่ดูจะไม่มีทางแพ้

ที่ผ่านมา นโยบายทั้ง 2 พรรคนี้ก็คล้ายๆ กัน ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะมาจากข้าราชการเป็นสำคัญ

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอลัมน์เกรียนเขียนบอล : สัญญาณเตือน
บทความถัดไปชาวโนนไทยโคราช แห่นำรถเข็นรับน้ำคึกคัก หลังประสบปัญหาภัยแล้ง (ชมคลิป)