ไทยพบพม่า : ออง ซาน กับรัฐพม่าสมัยใหม่ (2)

แม้ออง ซาน จะถึงแก่อสัญกรรมไปเกือบ 73 ปีแล้ว แต่บิดาผู้ปลดปล่อยพม่าจากระบอบอาณานิคมผู้นี้ยังมีพื้นที่โลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์และความทรงจำของชาติ กล่าวได้ว่าชาวพม่าทุกคนต้องรู้จักออง ซาน แต่สำหรับชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ชื่อของออง ซานไม่เป็นที่น่าพิศมัยเท่าใดนัก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อของ ออง ซาน หรือชื่อจริงว่า เทง ลิน (Htein Lin) อยู่คู่กับการก่อกำเนิดของ “รัฐ” สมัยใหม่และความคิดทางการเมืองของพม่า ในฐานะสัญลักษณ์ของเอกราชแห่งชาติ อดีตผู้นำนักศึกษาในการนัดหยุดเรียนประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาทั่วประเทศในปี 1936, ผู้นำกองทัพพม่า (Burma Army) เมื่อครั้งญี่ปุ่นยึดพม่าได้ในช่วงแรก, ผู้นำขบวนการชาตินิยมยุคหลังสงคราม และเป็นผู้ปูพื้นฐานให้การเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์จนนำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาปางหลวงในปี 1947

แต่ถึงกระนั้น สังคมพม่าสมัยใหม่มีความเข้าใจบทบาททางการเมืองของออง ซานค่อนข้างน้อย ภาพจำของออง ซานในฐานะวีรบุรุษแห่งชาติเป็นเสมือนวาทกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ มากกว่าเป็นการรำลึกถึงคุณูปการที่แท้จริงของเขา งานเขียนเกี่ยวกับออง ซานทั้งที่เป็นภาษาพม่าและภาษาอังกฤษมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะออง ซานถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุเพียง 32 ปี และเขาไม่ใช่นักการเมืองสายปัญญาชนที่มีข้อเขียนออกมาจำนวนมาก ต่างกับอู นุ และนักการเมืองจากพรรครัฐบาลคนอื่นๆ ในข้อเขียนชิ้นเดียวที่ออง ซานเขียนถึงตนเอง (ตีพิมพ์เมื่อปี 1946 ในชื่อ Burma’s Challenge) ออง ซานมองตนเองว่าเป็นชนชั้นกลาง ที่เติบโตในครอบครัวมีอันจะกินและยังสืบเชื้อสายมาจาก โบ มิน ยอง (Bo Min Yaung) หนึ่งในวีรบุรุษที่ต่อสู้ในสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 ในปี 1886 และถูกอังกฤษสั่งให้ประหารชีวิตในเวลาต่อมา

วีรกรรมของโบ มิน ยองเป็นที่จดจำและโจษขานในเขตที่ออง ซานเติบโตขึ้นมา คือเมืองนัตเม้าก์ (Natmauk) เขตมะกเว (Magwe) ทางตอนกลางของพม่า ทำให้ครอบครัวของออง ซานเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพของคนในพื้นที่ เส้นทางการศึกษาของออง ซานเหมือนกับลูกหลานผู้มีอันจะกินในต่างจังหวัดทั่วไปที่เริ่มจากโรงเรียนประจำจังหวัด (โรงเรียนที่สอนด้วยภาษาพม่า หรือ vernacular school) และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในขณะนั้น คือมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ออง ซานเรียนวิชากฎหมายในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองและขบวนการชาตินิยมที่เบ่งบานตั้งแต่ทศวรรษ 1920 ทำให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของออง ซานเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวในกิจกรรมทางการเมือง และเป็นผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศให้นัดหยุดเรียนประท้วงรัฐบาลอาณานิคมในปี 1936 ความโดดเด่นทางการเมืองของเขาทำให้ เซอร์ อาชิบัลด์ คอคเครน (Sir Archibald Cochrane) ข้าหลวงพม่าในขณะนั้นต้องนัดพบกับออง ซานและแต่งตั้งให้เขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเพื่อพิจารณากฎหมายมหาวิทยาลัย และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสหภาพนักศึกษาพม่าทั้งผอง (All Burma Students’Union) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ทางการเมืองให้นักศึกษาทั่วพม่าด้วย

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน ออง ซานเข้าร่วมกับขบวนการชาตินิยมระดับชาติ สมาคมเราชาวพม่า หรือ โด้ะ บะหม่า อะซีอะโยน (Do Bama Asiayone) และได้รับตำแหน่งเลขาธิการของสมาคม ด้วยในยุคนั้นปัญญาชนพม่าได้รับอิทธิพลทางความคิดแบบสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ ทำให้กิจกรรมทางการเมืองของออง ซานเป็นไปในแนวทางสนับสนุนให้ชาวนาและคนงานตั้งสหภาพของตนเองขึ้นเพื่อต่อสู้กับนายทุนที่ทั้งหมดเป็นชาวยุโรปหรืออินเดีย บทบาทอันโดดเด่นนี้ทำให้เขาเป็นที่จับตามองของรัฐบาลอาณานิคม และถูกกล่าวหาว่าจ้องจะทำลายระบอบการปกครองโดยการใช้กำลัง ออง ซานถูกจับครั้งแรกในปี 1939 แต่ถูกปล่อยตัวออกมา จากนั้นไม่นานมีหมายจับออง ซานออกมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ ออง ซานไหวตัวทันและหลบหนีไปอินเดียได้เสียก่อน และใช้เวลาในอินเดียเข้าร่วมการประชุมใหญ่กับพรรคชาตินิยมคองเกรสแห่งอินเดีย พร้อมกับเดินทางไปทั่วอินเดีย

ในหัวเลี้ยวหัวต่อของสงครามนี้ มีนักชาตินิยมหลายคนที่มีชื่อเสียง ออง ซานเป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกขบวนการชาตินิยม แต่ยังไม่ได้เป็น “ไอคอน” ของการเรียกร้องเอกราชให้พม่าแต่อย่างใด จุดเปลี่ยนในชีวิตของออง ซานมาจากการหลบหนีออกจากพม่าเป็นครั้งที่ 2 แทนที่จะไปอินเดียเหมือนคราวก่อน เขาเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เอ้หมึง (ปัจจุบันคือเมืองเซี่ยเหมินในมณฑลฝูเจี้ยน) เพื่อติดต่อกับตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ด้วยโชคชะตาที่ไม่เป็นใจ เขาถูกทหารญี่ปุ่นที่ยึดครองเอ้หมึงอยู่ในขณะนั้นควบคุมตัวไปญี่ปุ่นและได้พบกับ พันเอก เคอิจิ ซูซุกิ (Keiji Suzuki) นายทหารฝ่ายสืบราชการลับของกองทัพญี่ปุ่น แผนการของญี่ปุ่นคือการขับเจ้าอาณานิคมตะวันตกเดิมออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อหารือกับออง ซาน เป้าหมายของออง ซานและของกองทัพญี่ปุ่นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ออง ซานจึงตัดสินใจช่วยเหลือกองทัพญี่ปุ่นเพื่อล้มล้างระบอบอาณานิคมอังกฤษในพม่า

หลังเจรจากับญี่ปุ่นแบบลับๆ สำเร็จ ออง ซานเดินทางกลับพม่าในปี 1941 และเริ่มรวบรวมสมัครพรรคพวกนักปฏิวัติได้อีก 29 คน คนกลุ่มนี้ ที่ต่อมาเรารู้จักกันในนาม “สหายสามสิบ” (Thirty Comrades) จะได้รับการฝึกฝนทางด้านการทหารและการข่าวจากกองทัพญี่ปุ่นโดยตรง และเป็นพื้นฐานของกองทัพเพื่อเอกราชพม่า (Burma Independence Army หรือ BIA) เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่พม่าในปี 1942 กองทัพ BIA ภายใต้การบังคับบัญชาของออง ซานเป็นกำลังหลักที่ช่วยญี่ปุ่นรบกับอังกฤษ แต่เมื่อถึงกลางปี 1943 ออง ซานและพวกเริ่มวางแผนลับเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น เพราะเล็งเห็นว่าญี่ปุ่นไม่ได้มีความจริงใจจะมอบเอกราชให้กับพม่า เพียงแต่ต้องการใช้พม่าเป็นทางผ่านไปตีอินเดียเท่านั้น ออง ซานกลับไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรและรัฐบาลอังกฤษ ที่ในเวลานั้นตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ที่เมืองสิมลาในอินเดีย

ระหว่างที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังต่อสู้กับกองทัพของญี่ปุ่นในสมรภูมิทั่วพม่า ออง ซานก็ตั้งเครือข่ายต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นมาในชื่อ AFPFL (Anti-Fascist People’s Freedom League) เมื่อพม่าได้รับเอกราช AFPFL เปลี่ยนสถานะเป็นพรรคการเมืองกระแสหลัก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นใน AFPFL ก่อนพม่าได้รับเอกราชคือเกิดการแก่งแย่งชิงดีกันภายใน และมีผู้ที่ต้องการล้มออง ซาน ไม่ต้องการให้อดีตผู้นำสหภาพนักศึกษาผู้นี้เป็นประมุขสูงสุดหลังพม่าได้รับเอกราช นอกจากนี้ ออง ซานยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับข้าหลวงอังกฤษประจำพม่ามาทุกยุค นโยบายของอังกฤษต่อพม่าเริ่มประนีประนอมมากขึ้นพร้อมๆ กับการขึ้นมาของรัฐบาลพรรคแรงงานของคลีเมนต์ แอทลี่ และการเปลี่ยนข้าหลวงคนใหม่เป็น เซอร์ ฮูเบิร์ต แรนส์ (Hubert Rance) ที่ทำให้บรรยากาศการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนพม่าได้รับเอกราชดีขึ้นทันตา แต่ความขัดแย้งภายใน AFPFL ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ต่อไป (และจะยังคงมีต่อมาจนกระทั่งพม่าได้รับเอกราช)

ออง ซาน และนักการเมืองตลอดจนบอดี้การ์ดอีก 8 คน ถูกลอบสังหารในวันที่ 19 กรกฎาคม 1947 ความตายของออง ซานคือความสูญเสียของรัฐในพม่า และก่อให้เกิดปัญหาอีกมากภายหลังพม่าได้รับเอกราช เราจะมาพูดถึงปัญหาเหล่านี้ในสัปดาห์ต่อๆ ไป

ลลิตา หาญวงษ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้วัชรพล ชี้ แม้อันดับโลกร่วง แต่คะแนนโปร่งใส-หลักนิติธรรมเพิ่มขึ้น ยันขอทำงานหนักต่อ
บทความถัดไปก้างตำคอ วันที่ 24 มกราคม 2563 : โดย นายเสียม