ดุลยภาพดุลยพินิจ : หยุดควันพิษ…เอาชีวิตของเราคืนมา!

ในวันที่ 10 มกราคม 2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้ประกาศเขตควบคุมการเผาเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม-วันที่ 30 เมษายน ให้ถือเป็น 111 วันอันตรายที่ห้ามเผา หากมีคนฝ่าฝืนจะมีโทษ ไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่งเพื่อการทำเกษตรกรรม การเผาขยะวัชพืชและหญ้า มีโทษปรับถึง 25,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ถ้ามีการเผาในเขตป่าสงวนอันจะส่งผลให้เกิดอันตรายแก่ป่าจะมีโทษจำคุก 4-20 ปี และปรับ 2 แสนถึง 2 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นโทษที่สูงอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ในวันที่ 13 มกราคม 2563 เพียงสามวัน หลังจากวันเริ่มต้นที่ภาครัฐขีดเส้นตายห้ามเผา เชียงใหม่ก็ติดอันดับสามของโลกของเมืองที่มีคุณภาพอากาศเลวร้าย ส่วนที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 12 มกราคม รองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นรถกระเช้าบันไดสูง 37 เมตรทำการพ่นละอองน้ำเข้าไปในชั้นบรรยากาศตามแผนปฏิบัติการระดับพื้นที่เพื่อป้องกันและตอบโต้สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ในกรุงเทพฯเองปัญหาหมอกควันก็ไม่ใช่ย่อย สรุปปีนี้ปัญหาหมอกควันก็คงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ปีหน้าก็คงไม่แคล้วจะเป็นเช่นนี้อีก ส่วนนโยบายก็ยังคงใช้นโยบายที่ไม่เคยเกิดผลซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือนโยบายเยียวยาเชิงจิตวิทยาที่ปลายเหตุ

คาดการณ์กันว่าปีนี้สถานการณ์อาจจะเลวร้ายกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ออสเตรเลียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเจอสภาวะแล้งเป็นพิเศษ สำหรับออสเตรเลียถึงกับเกิดไฟป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 จนถึงบัดนี้กินเวลากว่าห้าเดือนแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถดับลงได้ ผู้อ่านที่ติดตามข่าวนี้คงได้ดูภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่ไฟป่าของออสเตรเลียซึ่งแผ่นดินลุกเป็นไฟ ณ ปัจจุบันไฟไหม้พื้นที่ป่าไปกว่า 60 ล้านไร่ คร่าชีวิตสัตว์ป่าไปถึงห้าร้อยล้านตัว ยังไม่นับแมลงและสัตว์เล็กๆ มีผู้คนเสียชีวิตและบ้านเรือนเสียหายไปเป็นจำนวนมาก เมกะไฟป่าของออสเตรเลียคราวนี้คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกด้วย

ไฟป่าในออสเตรเลียเกิดจากธรรมชาติเป็นสาเหตุหลักจึงได้รับความเห็นอกเห็นใจจากประชาคมโลกอย่างท่วมท้น แต่ในประเทศไทยไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากการหาของป่าหรือลุกลามจากการเผาในที่โล่งจากพื้นที่เกษตร เช่น เผาข้าวโพดเพื่อลงพืชฤดูใหม่ ส่วนอ้อยเป็นการเผาเพื่อให้การเก็บเกี่ยวง่ายขึ้น สถานการณ์น้ำในปีนี้ประเทศไทยก็มีทีท่าว่าจะมีน้ำไม่พอใช้อยู่แล้ว อากาศก็จะแล้งมาก หากเกิดปัญหาไฟป่าลุกลามใหญ่โตก็คงจะไม่มีใครสงสารประเทศไทย เพราะไฟป่าของเราส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือมนุษย์และเกิดจากการส่งผ่านต้นทุนการผลิตส่วนตัวไปสู่ต้นทุนของสังคม

แล้งปีนี้จะเป็นแล้งอันตราย เราต้องหยุดเผา ถ้าเผาแล้วลุกลามใหญ่โต ถึงค่าปรับที่กำหนดไว้ก็ชดเชยอะไรไม่ได้เลย!!

แม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้ประกาศหลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายมากว่า 2 ทศวรรษแล้ว แต่ในปัจจุบันประชาชนคนไทยตาดำๆ ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผู้รับภาระมลพิษอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประเทศมีวัตถุดิบราคาถูกป้อนอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และเพื่อให้เกษตรกรที่ยากจนยังดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวโพดอยู่ได้

ถึงเวลาหรือยังที่เราควรจะเริ่มใช้นโยบายปรับโครงสร้างเพื่อแก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่นโยบายรับมือเฉพาะหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปรับโครงสร้างที่สำคัญก็คือทุกภาคการผลิตต้องลดควันพิษ เช่น ในภาคการขนส่งต้องเพิ่มภาษีรถดีเซลหรืออุดหนุนให้เกิดการเลือกใช้รถและรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือพลังงานสะอาดมากขึ้น ส่วนการผลิตพืชผลทางเกษตรต้องเป็นการผลิตที่ไม่เผา ในปัจจุบันปัญหาที่สำคัญของการปลูกข้าวโพดและอ้อยก็คือเกษตรกรใช้การเผาเป็นการลดต้นทุนการผลิต และในปัจจุบันรัฐบาลก็ยังมีนโยบายอุดหนุนราคาข้าวโพดอยู่ ปีนี้เข้าใจว่าอยู่ที่ 8.50 บาท/กิโลกรัม รัฐบาลควรใช้การอุดหนุนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแทนการประกันราคา เช่น การอุดหนุนการใช้เครื่องจักรในการไถซากข้าวโพดแทนที่จะใช้การเผา โดยให้เป็นค่าอุดหนุนต่อไร่

อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีเครื่องจักรกลโดยที่เกษตรกรจะต้องออกค่าน้ำมันในการไถเอง สำหรับอ้อยการเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องตัดอ้อยขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพสูงมากอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเกษตรกรต้องปรับพื้นที่ของตน ดังนั้นการเปลี่ยนโครงสร้างที่สำคัญก็คือ การสนับสนุนให้เกษตรกรปรับพื้นที่เพื่อให้สามารถนำเครื่องจักรกลเข้าไปช่วยทุ่นแรงได้ วิธีนี้ในระยะยาวต้นทุนของการตัดอ้อยก็จะถูกลงมาก และจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ การปลูกข้าวโพดหรืออ้อยนั้นยังเป็นไปได้อยู่ แต่ก็ต้องห้ามใช้วิธีการเผา สำหรับการหาของป่าก็ต้องจับผู้เผาและลงโทษกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ไม่สามารถดูแลพื้นที่ในท้องที่ของตนถูกเผาจากการหาของป่าของลูกบ้าน

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำอีกทางหนึ่งก็คือ พยายามปรับโครงสร้างการผลิตของครัวเรือนที่ปลูกข้าวโพดจากการปลูกพืชราคาถูก หนี้สินรุงรังเข้าสู่การเกษตรแบบผสมผสาน การปรับเปลี่ยนให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรผสมสานนั้น มีต้นทุนสูงกว่าการปลูกข้าวโพดในปัจจุบันมาก เพราะต้นทุนการทำปศุสัตว์สูงกว่าการปลูกพืชจึงจำเป็นต้องมีการอุดหนุนเกษตรกรทั้งในด้านการเงิน การตลาด และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ความท้าทายคือจะต้องมีการบูรณาการระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร

กรมปศุสัตว์ และกรมอื่นๆ หน่วยงานเหล่านี้ของไทยจึงต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ รัฐอาจเลือกพื้นที่ทดลองเป็นที่ๆ ไป อาจจะเริ่มที่จังหวัดน่านซึ่งมีโครงการน่านแซนด์บอกซ์เป็นโครงการนำร่องในการหาอาชีพใหม่ให้เกษตรกรซึ่งต้องใช้พลังทรัพยากรของราชการ ภาคเอกชน และชุมชนร่วมกัน

หากคิดว่าประเทศเราไม่มีเงินพอ ก็ลองมาคิดดูว่าต้นทุนด้านชีวิตและสุขภาพที่สูญเสียไปนั้นตกปีละเท่าไหร่ การศึกษาของ World Bank ระบุว่าในปี พ.ศ.2556 มลพิษทางอากาศทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรคิดเป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์สูงถึง 871,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีมูลค่าความสูญเสียด้านท่องเที่ยวในอนาคตที่อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย รวมกับงบประมาณที่รัฐส่วนกลางนำและท้องถิ่นนำไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในการแก้ปัญหาหมอกควันที่ปลายเหตุ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเอาต้นทุนและกำไรในมุมมองของสังคมมาเปรียบเทียบกันอย่างจริงจัง

อีกนโยบายหนึ่งก็คือ การยอมให้ข้าวโพดต่างประเทศ (ที่ราคาถูก) เข้ามา ข้อนี้ผู้เขียนเองก็มีความลังเลใจมานานเพราะจะทำให้เกษตรกรจำนวนมากมีปัญหา แต่มาถึงบัดนี้ก็ดูเหมือนว่าจำนวนคนที่ต้องทุกข์ทรมานกับปัญหาควันพิษก็มากมายเช่นเดียวกัน และอาจจะมากกว่าจำนวนผู้ปลูกข้าวโพดเสียอีก แต่ทว่านโยบายนี้จะมีผลทางการเมืองกับรัฐบาลและผู้เสนออาจจะถูกกล่าวหาว่าเห็นใจนายทุนเจ้าของโรงงานอาหารสัตว์ แต่ถ้าเราจะเป็นครัวของโลกโดยใช้อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงเป็นฐานก็ไม่ควรเลือกใช้การลดต้นทุนด้วยวิธีลดทอนลมหายใจของคนไทย

ทั้งนี้นโยบายการปรับโครงสร้างนี้เป็นการแก้ที่ต้นเหตุถึงแม้จะเห็นผลช้า แต่ก็ควรต้องเริ่มทันทีโดยเริ่มจากการประกาศล่วงหน้า ส่งสัญญาณล่วงหน้าอ่อนๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักนโยบายขึ้น ตั้งเป้าหมายที่สัมฤทธิ์ผลในระยะยาวและระยะปานกลางที่ชัดเจน ทางเลือกทางนโยบายก็ควรทำเรื่องผิดให้เป็นเรื่องถูก เลิกพ่นน้ำ เลิกปิดโรงเรียนแทนปิดโรงงาน เลิกคิดนำเข้ารถเมล์จากจีนที่ใช้แก๊สสกปรกแต่หันมาใช้พลังงานสะอาด เลิกคิดสร้างหอดูดฝุ่นและหันมาใช้วิธีหยุดเผา

คนไทยไม่ควรยอมให้ชีวิตจมอยู่ในวังวนของหมอกควันทุกปีอีกต่อไป จะมีประโยชน์อะไรถ้าลูกหลานเราก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง แต่เป็นคนไทย 4.0 ที่ปอดพัง

อย่าขับไสคนที่กำลังสูญเสียลมหายใจสะอาดไปร่วมวิ่งไล่ลุงเลยค่ะ!

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ก้างตำคอ วันที่ 24 มกราคม 2563 : โดย นายเสียม
บทความถัดไปสุโขทัย ไฟไหม้รับตรุษจีนวอด 16 หลังคาเรือน คาดต้นเพลิงจุดเทียนไหว้เจ้า