จีนสร้างโรงพยาบาล10วันเสร็จ พร้อมรับผู้ป่วย‘ไวรัสอู่ฮั่น’

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ การก่อสร้าง “โรงพยาบาลหั่วเสินซานอู่ฮั่น” ได้สำเร็จเรียบร้อย และส่งมอบให้กองทัพนำไปใช้งาน เพื่อรองรับผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะประธานกรรมาธิการทหาร ได้ลงนามในคำสั่งให้เกณฑ์แพทย์และพยาบาลจากกองทัพจำนวน 1,400 คน ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาลที่อู่ฮั่น

การก่อสร้างโรงพยาบาลได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ รวม 10 วัน

เช้าของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทำการส่งมอบงาน

โรงพยาบาลแห่งนี้ ตั้งอยู่ในตำบลฉ้ายเตี้ยน ห่างจากเมืองอู่ฮั่น 10 กิโลเมตร สร้างขึ้นในเนื้อที่ 34,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยเตียงผู้ป่วย 1,000 เตียง อุปกรณ์การแพทย์พร้อมสรรพ

มีความพร้อมที่จะให้บริการผู้ป่วยที่ติดเชื้อ “ไวรัสโคโรนา” โดยพลัน

ถือเป็นโรงพยาบาล “เฉพาะกิจ”

ถือเป็นแนวหน้าในการต่อต้านโรคระบาด อันเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์แนวใหม่

การสร้างโรงพยาบาลครั้งนี้ คืองานก่อสร้างที่รวดเร็วสุดเป็นประวัติการณ์

เป็นอีกวาระ 1 ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของรัฐบาลจีน

อันเกี่ยวกับความเร็ว ความสามารถ และอัศจรรย์จีน

เป็นอีกวาระ 1 ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังจีน และความสามารถของประชาชนจีน

เป็นอีกวาระ 1 ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีของคนจีนทั่วประเทศ

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็นจุดเด่นของระบอบสังคมนิยม อันเป็นหลักประกันในการที่จะเอาชนะไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

จึงไม่แปลกที่ “สี จิ้นผิง” ประกาศอย่างหนักแน่นว่า “ภายใต้การนำที่เข้มแข็งของพรรค รัฐบาลได้ใช้จุดเด่นแห่งระบอบสังคมนิยมแบบประสมประสาน โดยอาศัยประชาชนจีน ยึดมั่นอุดมการณ์ ร่วมมือร่วมใจ อิงหลักวิทยาศาสตร์ รัฐบาลมีความมั่นใจเอาชนะโรคระบาดครั้งนี้”

การก่อสร้างโรงพยาบาลหั่วเสินซานอู่ฮั่น อุปมาเหมือนกับทำงานต่อสู้กับปีศาจแห่งไวรัสที่ต้องแข่งกับเวลา โดยมีการตัดสินใจที่เด็ดขาดของพรรค การบัญชาที่มีประสิทธิภาพของผู้นำ

ที่สำคัญคือได้รับความร่วมมือจากประชาชนจีนทั่วประเทศ ไม่ว่าวัสดุก่อสร้าง ไม่ว่าสาธารณูปโภค ไม่ว่าน้ำไฟ ไม่ว่าอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนบุคลากรทุกหน่วยงาน ฯลฯ

“สั่งปุ๊บได้ปั๊บ”

เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพ

ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ คนงานก่อสร้างจำนวนหลายพันคน เสียสละเวลาช่วงตรุษจีนที่จะอยู่กับครอบครัว ต้องมาทำงานหามรุ่งหามค่ำ เป็นงานที่ต้องแข่งกับเวลา

ล้วนเป็นการทำงานด้วยใจสมัคร มิได้ถูกบังคับแต่ประการใด

จึงเป็นจิตใจที่ยิ่งใหญ่

จึงเป็นการยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนจีน

ไม่ว่าอุปสรรคใดในโลกหาสกัดฝีก้าวของประชาชนจีนได้ไม่

การก่อสร้างโรงพยาบาลหั่วเสินซานอู่ฮั่น ได้เลียนแบบการก่อสร้าง “โรงพยาบาลเสี่ยวทังซานปักกิ่ง” เมื่อปี 2003 ครั้งที่เกิดโรค SARS

เพื่อให้งานการก่อสร้างสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งอดีตผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเสี่ยวทังซานปักกิ่ง จึงได้รับบัญชาให้ไปเป็นกองหนุนที่อู่ฮั่นด้วย

ปฏิเสธมิได้ว่า การตัดสินใจสร้างโรงพยาบาลจำนวน 1,000 เตียงขึ้นที่อู่ฮั่น เป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งเวลาและเหตุการณ์

กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของรัฐบาล

อันมีความกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา

เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่อาณาประชาราษฎร์

เป็นความเชื่อมั่นในความหวังแห่งชีวิต

ตัดกลับไปที่โรงพยาบาลเสี่ยวทังซานปักกิ่งเมื่อ 2003

ต้องยอมรับว่ามีความสำเร็จบริบูรณ์ ห้องผู้ป่วยได้มาตรฐาน ผู้ป่วยติดเชื้อเมื่อได้ย้ายเข้ารับการรักษา ยอดเสียชีวิตลดน้อยลง อัตราการหายป่วยจากโรคมากขึ้น

แพทย์และพยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาล ไม่ปรากฏมีผู้ใดได้รับการติดเชื้อ

ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้ขนานนามว่า “โรงพยาบาลมหัศจรรย์”

การก่อสร้างโรงพยาบาลหั่วเสินซานอู่ฮั่น นอกจากได้ลอกเลียนแบบเกือบเต็มตาม “อินวอยซ์” ยังได้ทำการปรับแก้ให้ทันสมัยขึ้นตามสมควรแก่เหตุ เป็นต้นว่า

ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน (ICU) “เสี่ยวทังซาน” มีเพียง 10 เตียง

ไม่เพียงพอต่อการบริการ

“หั่วเสินซาน” จึงเพิ่มเป็น 30 เตียง

นอกจากนี้ ยังเพิ่มเครื่องตรวจ CT จำนวน 2 เครื่อง

และเพิ่มเติมอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำยิ่งขึ้น

แม้ระหว่างการก่อสร้างได้เผชิญกับความกดดันเรื่องเวลา เรื่องวัสดุ เรื่องบุคลากร ฯลฯ

แต่ในที่สุด การก่อสร้าง “โรงพยาบาลหั่วเสินซานอู่ฮั่น” ก็สำเร็จ

เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

การทำงานที่รวดเร็วฉับไว เป็นศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของคนจีน

การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในยามที่ประเทศประสบภาวะวิกฤต

เป็นความภูมิใจของคนจีน 56 เผ่าพันธุ์

และเป็นอุทาหรณ์สอนใจนักการเมืองในแถบนี้ด้วย

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘อธิบดีพช.’ ร่วมงานวันมาฆบูชา หนุนขับเคลื่อนหลักการ ‘วัด ประชา รัฐ สร้างสุข’
บทความถัดไปหน้ากากอนามัย ‘แพง-หายาก’ แล้วของปลอมก็มา