ควันหลง แถลงการณ์ค้านยุบอนาคตใหม่ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ตัดสินกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน 191 ล้านบาท เป็นความผิด ลงโทษยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตั้งพรรคการเมืองใหม่ กรรมการบริหารพรรค 15 คน เป็นเวลา 10 ปี

ผลการตัดสินก่อให้เกิดปฏิกิริยาคัดค้านจากหลายกลุ่มโดยเฉพาะองค์กรนิสิตนักศึกษา มีการชุมนุมที่ลานโพธิ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สถานการณ์การเมืองจะดำเนินต่อไปในลักษณะใด จะคลี่คลายความร้อนแรงลง หรือลุกลามบานปลายต่อไปอีก ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด

ที่น่าสนใจ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 36 คน มีศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตาจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ปรากฏอยู่ด้วย ออกแถลงการณ์ แสดงความเห็นต่างจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ 4 ประเด็นหลัก

1 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จะมิได้บัญญัติห้ามไม่ให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงินไว้อย่างชัดแจ้งก็ตาม แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าสามารถทำได้ ประกอบกับการที่พรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน การได้มาและการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองจึงต้องกระทำภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น กลุ่มคณาจารย์เห็นว่า พรรคการเมืองไม่ใช่นิติบุคคลที่ใช้อำนาจมหาชนจึงสามารถกู้ยืมได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายให้อำนาจ

2 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกู้เงินของพรรคการเมืองที่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับน้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้นเป็นการคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นไปตามธุรกิจทางการค้า จึงถือเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยมีจำนวนสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด กลุ่มคณาจารย์เห็นว่า การคิดดอกเบี้ยและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นเสรีภาพโดยแท้ของเจ้าหนี้และคู่สัญญา การที่เจ้าหนี้ตกลงไม่คิดดอกเบี้ยเลยหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ เป็นแต่เพียงไม่ประสงค์จะเรียกค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมหรือค่าเสียโอกาสในการหาประโยชน์จากเงิน จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติทางการค้าแต่อย่างใด การให้กู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำกว่ากฎหมายกำหนดจึงไม่ใช่การบริจาคหรือการให้ประโยชน์อื่นใด

3 ศาลรัฐธรรมนูญเชื่อมโยงการบริจาคเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินกว่าสิบล้านบาท ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 66 วรรคสอง เข้ากับมาตรา 72 วรรคสองของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เพื่อให้ศาลมีอำนาจในการออกคำสั่งยุบพรรคการเมือง กลุ่มคณาจารย์เห็นว่า มาตรา 72 ไม่อาจนำมาใช้ตีความประกอบกับมาตรา 66 ได้

4 ความสำคัญของพรรคการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจขององค์กรของรัฐจะต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อความเป็นอิสระ เสรีภาพและการแข่งขันกันอย่างเสรีและเป็นธรรมของพรรคการเมืองทั้งหลาย การยุบพรคการเมืองซึ่งหมายถึงการทำลายองค์กรที่เป็นผู้ทำหน้าที่ก่อตั้งเจตจำนงทางการเมืองและเป็นผู้แทนผลประโยชน์ของประชาชน ควรเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีที่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยว่าพรรคการเมืองได้กระทำการอันขัดต่อหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญและมีความร้ายแรงถึงขนาดสมควรที่จะต้องถูกยุบพรรค กรณีที่ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าพรรคการเมืองใดกระทำการในลักษณะดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญพึงต้องจำกัดอำนาจตนเอง

ครับ ผมเก็บความภายใต้พื้นที่อันจำกัด ถ้าต้องการรสชาติบรรยากาศทางวิชาการและลีลาภาษา โดนใจ เปิดเว็บไซต์หาอ่านกันเองได้ตามสะดวก

ประเด็นของผมมีว่า เมื่อเกิดกรณีที่มีความเห็นทางกฎหมายแตกต่างกันเช่นนี้ คนกลางและสังคมจะยึดถือความเห็นของฝ่ายใดเป็นหลัก เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป

จริงอยู่แม้มีกฎหมายบัญญัติว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด มีผลบังคับต่อทุกองค์กรก็ตาม แต่เมื่อเกิดกรณีโต้แย้ง ไม่ยอมรับด้วยความเคารพ บ่อยๆ หลายเรื่องเข้า ทำให้เกิดคำถามว่า บทบัญญัติที่ให้ยึดคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดนั้น ควรได้รับการทบทวนใหม่ เพราะล้วนส่งผลถึงสถานการณ์และพัฒนาการทางการเมืองของสังคมโดยรวมต่อไปอย่างแน่นอน

ควรมีกลไก องค์กร กระบวนการชี้ขาดความเห็นต่างที่เกิดขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เป็นจุดสิ้นสุดกันใหม่ หรือไม่ ตัวอย่างเช่น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือองค์กรที่เคยมีข้อเสนอในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อหาข้อยุติเมื่อมีปัญหาขัดแย้งจนทำให้การเมืองถึงทางตัน

ประกอบด้วย นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้น

เรื่องนี้ จึงควรเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นำไปคิดพิจารณา หาทางออกให้กับสังคมอย่างจริงจัง

เพื่อให้คำของคณาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ ที่ว่า การตีความกฎหมายที่เป็นธรรม เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐของสังคม ระบอบประชาธิปไตยจะดำรงอยู่ได้หากนักกฎหมายทำหน้าที่โดยปราศจากอคติ เกิดขึ้นจริง

สมหมาย ปาริจฉัตต์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โตโยไทร์หนุน ‘จุ๊บซ่า’ ลุ้นลุยปารีส ดาการ์ เปิดตัว ’ซันนี่’ แบรนด์พรีเซนเตอร์คนใหม่
บทความถัดไปค้าภายในดึงร้านธงฟ้า-ห้างเร่งกระจายหน้ากากอนามัย25ล้านชิ้นภายในมี.ค.จัดแพค4ชิ้น/คน