เดินหน้าชน : วิกฤต‘หน้ากาก’ : โดย เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นวันละหลายร้อยคนจนยอดกำลังทะลักเข้า 7 พันคน และน่าจะครบ 100 ประเทศในอีกไม่ช้า ที่ต้องเพิ่มข้อจำกัดและออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้นเพื่อมิให้ชาวเกาหลีใต้และบุคคลที่มาจากเกาหลีใต้เข้าประเทศ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขของไทยก็ออกประกาศให้ 4 ประเทศเป็นเขตโรคติดต่ออันตราย โดยมีเกาหลีใต้รวมกับจีน (มาเก๊า ฮ่องกง) อิตาลี และอิหร่าน

กรณีดังกล่าวไปเกี่ยวข้องกับ “ผีน้อย” หรือ บุคคลที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายที่เกาหลีใต้ต่างก็ทยอยเดินทางกลับเมืองไทย และกลับภูมิลำเนาของตัวเอง เมื่อกลับมาแล้วต้องทำตามที่รัฐบาลประกาศไว้คือ กักตัวเองดูโรคอย่างน้อย 14 วัน ไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตปกติในที่อื่นๆ ได้ แต่มีข่าวปรากฏตัว “ผีน้อย” ยังคงเดินทางไปไหนมาไหน โพสต์เฟซบุ๊กปักหมุดให้เพื่อนรับรู้ จนมีข้อความต่อว่าอย่างรุนแรง ที่กำลังไปสร้างความลำบากให้กับคนอื่นๆ ที่เป็นข่าวก็ว่ากันไป สังคมก็รุมจัดการประณามไปแล้ว เจ้าหน้าที่บ้านเมืองแต่ละจังหวัดก็เข้ามาดูแลให้คำแนะนำ

ยังมี “ผีน้อย” อีกจำนวนหนึ่งยังเดินทางไปไหนมาไหนในเมืองไทยในห้วง 14 วันของตัวเองโดยยังไม่มีใครรู้ และก็มี “ผีน้อย” ที่ยอมกักตัวเองคนเดียวในบ้าน ไม่ยอมให้พบแม้กระทั่งลูกเมียเป็นเวลา 14 วัน

ก่อนหน้านั้นก็มี 137 คนไทยจากอู่ฮั่น ต้นตอแหล่งเพาะเชื้อโควิด-19 ที่บินกลับไทยมาพร้อมกัน ทางรัฐบาลก็ถูกวิจารณ์ส่งเครื่องบินไปรับช้าเกินไป ไหนว่าสนิทสนมกับรัฐบาลจีน ทั้งหมดโดนกักตัวในอาคารที่พักของทหารเรือที่สัตหีบ ได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งที่พักและอาหาร ตรวจจับวัดไข้กันทุกวัน พอครบ 14 วัน มีรถบัสของทหารเรือนำส่งให้กลับบ้านกันไปทุกราย ให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครไปแพร่เชื้อต่ออีก ถือว่าคุมการแพร่เชื้ออย่างอยู่หมัด

ขณะที่รัฐบาลไทยปฏิเสธเรือสำราญเอ็มเอส เวสเตอร์ดัม พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 2,200 คน ขอเทียบท่าที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น โบกมือไม่รับ

หากดูไทม์ไลน์ของประเทศไทยต่อโรคโควิด-19 ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการมา ถือว่าทำงานได้ดีทีเดียว มีการบริหารจัดการภายในกระทรวงอย่างเป็นระบบ จัดแถลงข่าวทุกวัน คนไทยรับรู้ถึงสถานการณ์แบบวันต่อวัน มีการอธิบายเรื่องราวของโรคโควิด-19 เป็นระยะ ดำเนินการมาตรการตามแบบองค์การอนามัยโลก จนมีเสียงชื่นชมถึงการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นแบบการให้ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรู้และเข้าใจ

กระทรวงสาธารณสุขได้ถอดบทเรียนเรื่องการจัดการกับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้จนสามารถจัดระบบสาธารณสุขทั้งประเทศในมาตรฐานเดียวกัน

แต่ก็น่าเสียดายที่หน่วยงานของกระทรวงอื่นๆ ไม่ได้ตื่นตัวตามไปด้วย ปล่อยให้เกิดการกักตุนหน้ากากอนามัยขายเกินราคา ได้แต่งัดกฎหมายมาขู่ ของเหล่านี้ไปกระจุกตัวอยู่ที่พ่อค้าแม่ค้าหน้าเลือด กว่าจะเหลียวมาจัดการ ก็สร้างความร่ำรวยให้กับคนเหล่านี้ไปหมดแล้ว กฎหมายไล่ไม่ทัน ก่อนหน้านี้รองนายกฯ คนหนึ่งบอกโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง แต่ไม่มีของให้ซื้อ กลับมีขายกันในตลาดสินค้าออนไลน์อย่าแพร่หลาย ขายราคากล่องละ 50 ชิ้น เป็นพันบาท

ขายกันแพงอย่างนี้ หลายคนยอมควักเงินซื้อเพื่อดูแลชีวิตตัวเองและครอบครัวไว้ก่อน ที่น่าเห็นใจอย่างมาก โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนหลายแห่งทนไม่ไหวยอมรับว่า บุคลากรทางการแพทย์แทบไม่มีหน้ากากอนามัยใช้งานกันแล้ว หน้ากากอนามัยไม่ได้ใช้เฉพาะเรื่องโรคระบาด แต่ยังต้องใช้เพื่อป้องกันการติดต่อเชื้อโรคต่างๆ ด้วย บางแห่งบอกให้เจ้าหน้าที่หากันมาเอาเอง

แม้รัฐบาลพยายามจะคลี่คลายปัญหาแล้วก็ตาม ก็ยังไม่บรรเทามากนัก ยังไม่มีใครบอกตรงๆ ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร สมควรหรือยังที่จะต้องทำให้เป็นระบบ บทเรียนก็เยอะแล้ว ทั้งฝุ่นพิษ และโรคระบาดก่อนหน้านี้ รวมถึงปัจจุบัน และในอนาคตต่อไปที่ต้องมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นอีก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตามรวบผู้ต้องหาใช้ท่อนเหล็กฟาด ‘ดาบตี๋’ เหตุขับรถปาดหน้า
บทความถัดไป‘เพจดัง’ เปิดอีกคลิป รับซื้อหน้ากากอนามัยส่งนอก ไม่อั้น มีดาราเอี่ยวด้วย