คอลัมน์หน้า 3 : เงิน 1.9 ล้านล้าน สันปันน้ำ ประชาธิปไตย อำนาจ ประชาชน

คอลัมน์หน้า 3 : เงิน 1.9 ล้านล้าน สันปันน้ำ ประชาธิปไตย อำนาจ ประชาชน

คอลัมน์หน้า 3 : เงิน 1.9 ล้านล้าน สันปันน้ำ ประชาธิปไตย อำนาจ ประชาชน

เหมือนกับความพยายามของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่นำโดย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ในการเสนอญัตติจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเกิดติดเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท

จะดำเนินไปอย่างเป็น 0

เข้าทำนองโวหารอุปมาเชิงล้อเลียนที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น” ไม่มีอะไรแปรเปลี่ยน

เพราะเสียงของรัฐบาลมีอย่างท่วมท้น

ฤทธิ์เดชจากปฏิบัติการยุบพรรคอนาคตใหม่ก่อให้เกิด ส.ส.สัญชาติงูเห่าเลื้อยออกไปจำนวนมากมาย

ผนวกเข้ากับของพรรคเศรษฐกิจใหม่ก็เหลือเฟือ

กระนั้น ท่าทีอันปรากฏมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่าทีอันปรากฏมาจากพรรคภูมิใจไทย ก็น่าสนใจว่าเป็นผลสะเทือนจาก “ญัตติด่วน”

ใน “ความเพียร” ก็มีร่องรอยแห่ง “แนวโน้ม”

แม้ว่าภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีเบาะแสอะไร ไม่ว่าจะจากประธาน ส.ส. ไม่ว่าจะจากประธานวิปยืนยันท่าทีเดียวกันกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

คือ ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบโดย “รัฐสภา”

ปล่อยให้กระบวนการดำเนินไปเหมือนโครงการ “อุทยานราชภักดิ์” ปล่อยให้กระบวนการดำเนินไปเหมือนกรณี “จ่าคลั่ง” ที่นครราชสีมา

หรือล่าสุดก็ “สนามมวยลุมพินี”

กระนั้น ท่าทีอันมาจาก ส.ส.บางส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ ท่าทีอันมาจาก ส.ส.บางส่วนในพรรคภูมิใจไทย

แม้เป็นเพียง “บางส่วน” ก็ยังน่าดีใจ

สะท้อนให้เห็นว่าญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้านเดินมาถูกทาง กระตุก “ต่อม” แห่งความสำนึกของ ส.ส.ในสถานะอันเป็น “ผู้แทนปวงชน”

ต้องการแสดงบทบาท “อำนาจนิติบัญญัติ” ต่อ “อำนาจบริหาร”

ท่าทีและการแสดงออกของ ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ จากพรรคภูมิใจไทย แม้จะเป็นเพียงบางส่วนบางคน ยังมิได้เป็น “มติ” พรรค

แต่ก็น่าสนใจ

นี่คือจุดเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแต่ต่อพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เพียงแต่ต่อพรรคภูมิใจไทย อันเป็นส่วนหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น

หากแต่ยังเปรียบเทียบกับพรรคพลังประชารัฐ

หากยังเป็นการกระตุ้น “ต่อม” แห่งจิตสำนึกต่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไม่ว่าจะเป็นของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ว่ายังมีเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด

เพราะนิยามแห่งประชาธิปไตยโดยพื้นฐานที่ว่า ประชาชนเป็นใหญ่ อำนาจอยู่ในมือของประชาชนผ่าน “ผู้แทนปวงชน” ที่พวกเขาเลือกมา

รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

จากนี้จึงเด่นชัดยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า การต่อสู้ทางการเมืองนับแต่เลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นมามีความแหลมคมอย่างเป็นพิเศษ

เป็นการต่อสู้ในทาง “ความคิด”

เป็นการปะทะระหว่างสำนึกแห่งความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่ กับ สำนึกแห่งคณาธิปไตยที่หมู่พวกเป็นใหญ่

เป็นเส้นแบ่งระหว่างประชาธิปไตยสุจริต กับ ประชาธิปไตยทุจริต

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘สวิฟต์ โค้ดดิ้ง คลับ’ ชุมชนคนรักการเขียนโปรแกรม
บทความถัดไป“เทพไท” จี้ “บิ๊กตู่” ส่งซิกให้พปชร.หนุนตั้งกมธ.วิสามัญตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อเป็นไปตามรธนฉบับปราบโกง