งบ 63 และ 64 ต่างพากันไปตายดาบหน้า : โดย สมหมาย ภาษี

งบ 63 และ 64 ต่างพากันไปตายดาบหน้า : โดย สมหมาย ภาษี

งบ 63 และ 64
ต่างพากันไปตายดาบหน้า

วิกฤตการคลัง (Fiscal Crisis) สำหรับประเทศไทยได้เริ่มเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วหลังจากสภาผู้แทนราษฎรได้ลงคะแนนเสียงตามทุนมากลากไปเห็นชอบงบประมาณประจำปี 2564 ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ซึ่งต่อไปก็ต้องไปทำการแปรญัตติกันในคณะกรรมาธิการแปรญัติงบประมาณให้เสร็จสิ้นตามกำหนดการร่วม 3 เดือน เพื่อนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป

ท่านผู้อ่านทั้งหลายลองมาพิจารณางบประมาณประจำปี 2564 (ต.ค.63-ก.ย.64) กับผม โดยนำความรักและเป็นห่วงประเทศชาติในยามนี้เป็นที่ตั้ง อ่านกันให้จบเรื่องแล้วมาสรุปด้วยกันว่าอนาคตอันใกล้ในช่วงปลายปี 2563 นี้แหละ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศอันเป็นที่รักและหวงแหนยิ่งของพวกเรา ทั้งนี้ ผมจะไม่วิเคราะห์ให้มากประเด็น เรามาเน้นเรื่องหลักๆ แค่ 3 ประเด็นเท่านั้นเอง

ประเด็นที่ 1 การที่รัฐบาลไม่สนใจ และไม่อินังขังขอบกับความเหลวแหลกของสถานการณ์การคลังของประเทศ คือไม่สนใจว่ารายได้ของรัฐบาลจะเก็บได้จริงสักแค่ไหน จะหลุดเป้าไปอย่างไร ฐานะการคลังจริงของรายจ่ายงบประมาณหักด้วยรายได้ของรัฐบาล ซึ่งก็คือการขาดดุลงบประมาณจริงในอนาคตจะเป็นอย่างไร และผลที่สุดจะต้องไปกู้ยืมเงินมากมายจนสร้างหนี้ล้นพ้นตัว ซึ่งก็คือจะเกินกรอบวินัยการคลังจนสัดส่วนหนี้สาธารณะในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเลยกรอบที่เหมาะสม 60% ของ GDP

ท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้จะไปตัดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น IMF ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และตลอดทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สำคัญๆ ทั่วโลก และที่สำคัญที่สุดคือ นักลงทุนและกองทุนต่างประเทศมากมายที่ลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย และถ้ายิ่งลากยาวไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า ทุกอย่างก็จะสายเกินแก้

ขอยกตัวเลขมาให้ดูกันให้ชัดๆ ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าการบริหารการคลังที่เหลวแหลกนี้เป็นมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 มาแล้ว (โปรดดูตาราง) กล่าวคือ งบปี 2563 นั้น ได้ทำออกมาใช้ช้าหน่อย แต่ก็ได้มีการสรุปตกลงในโครงสร้างงบประมาณกันก่อนที่โควิด-19 จะระบาดให้เห็นในปลายเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 เป้าหมายทุกอย่างจึงสวยหรู จึงได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% โดยจะมีรายได้ 2.73 ล้านล้านบาท และมีงบเงินกู้ชดเชยการขาดดุล 469,000 ล้านบาท

แต่แล้วเมื่อมีการระบาดหนักของโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา จนรัฐบาลต้องงัดกลยุทธ์การเยียวยาประชาชนคนยากคนจน และจัดงบเพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ชนบท โดยได้ออกพระราชกำหนดกู้เงินพิเศษเพื่อการนี้ 1.0 ล้านล้านบาท ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมทั้งได้มีมาตรการด้านการเงินมาเสริมจากธนาคารแห่งประเทศไทยอีกหลายมาตรการ

ในขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลที่เพิ่งได้รู้ว่ามีคนจนในประเทศนี้ที่รัฐบาลไม่เคยรู้ตัวเลขที่แท้จริงเลยมีจำนวนมากมาย ก็มีอาการตกใจและได้แสดงความประหวั่นพรั่นพรึงมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาล คสช. ที่ถูกแปลงสภาพจากรัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยมีผู้นำคนเดิมได้บริหารประเทศมา 6 ปีแล้วนั้น ไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังกับคนจนในประเทศสักเท่าใด การปรากฏตัวออกมารับเงินเยียวยาจนงบกลางที่ตั้งไว้จะไม่พอใช้ จึงได้มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินพิเศษ 1 ล้านล้านบาท มาเยียวยาคนจน ทั้งได้มีการออกกฎหมายปรับปรุงงบประมาณปี 2563 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อดึงงบจากกระทรวงต่างๆ มาใส่ในงบกลางได้ประมาณ 80,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งการตัดทอนงบดังกล่าวจากกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มีทั้งตัดทอนจริงและตัดทอนอำพรางอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนฯหลายคนตั้งข้อสังเกตไว้ ก็เป็นสิ่งที่เชื่อได้ทั้งนั้น

แต่ที่ร้ายหนักจนถึงกับพูดว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณแบบเหลวแหลก คือ ทั้งๆ ที่เห็นชัดว่าเศรษฐกิจทั่วโลกถูกกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และทั้งๆ ที่รู้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อ่อนแอมากจากสงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ทั้งๆ ที่รู้ว่าแม้ไม่มีโควิด-19 ประเทศนี้ก็อ่อนยอบแยบจากการส่งออกที่ลดน้อยลงอย่างมากต่อเนื่องมาก่อนแล้ว หนี้ครัวเรือนก็มีแต่เพิ่มจนตัวเลขสูงเกินขีดอันตรายแล้ว ทั้งๆ ที่รู้ว่ารายได้ของรัฐบาลเข้าตาจนไม่สามารถหาช่องทางมาเพิ่มรายได้เพื่อใช้แก้ปัญหาและทำนุบำรุงประเทศชาติให้โงหัวไล่หลังเพื่อนบ้านได้บ้างก็ไม่ยอมทำ

การปรับปรุงงบประมาณ 2563 ก็ออกมาในรูปไม่สนใจอะไรเลย เพียงทำแค่ตามสั่งให้ตัดทอนตัวเลขจากกระทรวงต่างๆ ประมาณ 80,000 ล้านบาทเศษ ไปโปะเข้าไปในงบกลางยื่นเข้า ครม.เท่านั้น โดยปล่อยให้ตัวเลขงบประมาณรวม 3.2 ล้านล้านบาท คงเดิม และตัวเลขรายได้ที่จะจัดเก็บได้ก็คงเดิมอยู่ที่ 2.73 ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่เห็นชัดว่า GDP ปี 2563 (ในตอนเดือนเมษายน) แทนที่จะขยายตัวกลับหดตัวเป็น -5.5% และได้รู้เห็นอยู่แล้วว่าการจัดเก็บรายได้จะหลุดเป้ามาก

ผมต้องขอบอกว่าไม่เคยเห็นการจัดทำงบประมาณแบบนี้มาก่อนเลย ผมไม่เชื่อว่าข้าราชการผู้ใหญ่ระดับอธิบดี ระดับผู้อานวยการ ระดับเลขาธิการ และระดับปลัดกระทรวงที่รับผิดชอบ จะไม่รู้ไม่เห็นการตกต่ำของตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ เหล่านี้ ที่เรียกว่า ภาพทางเศรษฐกิจมหาภาค (Macro Economics) เพราะตอนที่ทำการปรับปรุงงบประมาณในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนนั้น ได้มีการพูดถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงของโควิด-19 กันทั่วโลก ซึ่งอาจมีผู้ร่วมทำที่ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ถ้าระดับปลัดกระทรวงซึ่งไม่รู้เรื่องจะเอาซะอย่าง ก็ต้องลุยไฟเสนอเข้าไปจนได้

การปรับปรุงงบประมาณของชาติที่เป็นเรื่องใหญ่สุดในการบริหารประเทศแบบลวกๆ แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรี และมีการนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในระยะต่อมานั้น ต้องถือว่าเป็นการแหกตาผู้นำ แหกตาสมาชิกสภาผู้แทนฯซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

แล้วท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกว่าถูกแหกตาบ้างหรือไง แถมยังปล่อยให้พวกเขาเสนองบประมาณประจำปี 2564 ที่ทำแบบคล้ายๆ กับการปรับปรุงงบประมาณ 2563 ผ่านคณะรัฐมนตรีและเพิ่งผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไป เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคมนี้อย่างเนือยๆ แบบพวกมากลากไป แต่ประเทศชาติจะเป็นอย่างไรช่างมัน กระนั้นหรือ

ประเด็นที่ 2 การจัดสรรงบประมาณทั้งในปี 2563 และ 2564 ยังดำเนินการไปแบบเดิม แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ได้สนใจนำปัญหาวิกฤตสุดร้ายแรงของประเทศมาเป็นโจทย์เพื่อแก้ไขให้เห็นเลย ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้อภิปรายเน้นเรื่องนี้อย่างชัดเจนไปแล้วหลายคน แต่ดูเหมือนฝ่ายรัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวจริงๆ

งบ 63 และ 64 ต่างพากันไปตายดาบหน้า : โดย สมหมาย ภาษี

ตัวอย่าง การจัดสรรงบประมาณที่ไม่แยแสต่อการแก้วิกฤตของประเทศที่เห็นชัด คือการไม่ยอมตัดทอนงบประมาณของกระทรวงกลาโหมให้เห็นชัดเจนว่ามากพอ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ได้ประกาศให้ได้ยินกันทั่วโลกเมื่อเดือนที่แล้วว่างบประมาณปีหน้าของเขาได้มีการตัดงบป้องกันประเทศลงไปมากเพื่อนำเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ของไทยในเรื่องนี้กลับได้ยินการพูดถึงความจำเป็นในการป้องกันประเทศ เป็นแผ่นเสียงตกร่องมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เหตุผลคือซื้ออาวุธใหม่มาทดแทนของเก่าที่ล้าสมัย ดังนั้น ยิ่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาก ก็จะยิ่งมีอาวุธเก่าๆ ที่ต้องทดแทนมาก ยิ่งในยุคนี้ยังมีการซื้อเรือดำน้ำซึ่งไม่ได้สั่งซื้อมาทดแทนของเก่าใดๆ แต่ซื้อมาสนองความอยากมีอำนาจของคณะ คสช.และอาจทำให้ใครบางคนมีลาภปากไปด้วย

ในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงกลาโหมได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายลดลงจากปี 2563 บ้าง คือลดลง 4.6% แต่ก็ยังมีการซื้ออาวุธใหม่ เช่น เรือดำน้ำลำที่ 2 และอื่นๆ เพิ่ม นอกจากนี้ ยังต้องตั้งจ่ายงบผูกพันของกระทรวงที่เกิดจากการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เมื่อ 2-3 ปีก่อนที่ถึงกำหนดต้องจ่ายในปีงบประมาณ 2564 อีกด้วย เป็นจำนวนถึง 45,425.6 ล้านบาท ซึ่งแค่งบผูกพันของกระทรวงกลาโหมนี้มีจำนวนใกล้เคียงกับงบประมาณของ 5 กระทรวงสำคัญรวมกัน คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 6,268.9 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ 7,247.2 ล้านบาท กระทรวงพลังงาน 2,390.7 ล้านบาท กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 22,555.6 ล้านบาท และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 8,604.7 ล้านบาท นี่แค่งบผูกพันจากปีก่อนๆ ของการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นะครับ ถ้าเทียบกับงบของกระทรวงกลาโหม ทั้งหมดในปีนี้ 223,463.7 ล้านบาท ยังสามารถนำงบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเล็กๆ อีก 2 กระทรวง มาเติมได้อีก รวมเป็นทั้งหมดเท่ากับยอดงบของกระทรวงที่กล่าวถึงรวม 9 กระทรวงด้วยกัน อย่างนี้ประเทศนี้จะให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้อย่างไร

ขอตั้งคำถามง่ายๆ คือ ท่านผู้ใดที่อายุไม่น้อยกว่าผู้นำประเทศในขณะนี้ ลองตอบหน่อยเถอะครับว่าตลอดอายุของท่านเคยเห็นทหารไทยต้องสู้รบเป็นเรื่องเป็นราวกับประเทศไหนบ้าง ได้คำตอบแล้วก็ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องลดทอนกำลังพลของไทยลงไปสัก 20-25% พร้อมๆ กับการยกเลิกสัญญาสั่งซื้อเรือดำน้ำลำใหม่ที่เลื่อนมาจากปีที่แล้ว ซึ่งน่าจะทำได้เพราะไทยเราเคยขอยกเลิกสัญญาการซื้อฝูงบิน F18 จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทั้งฝูง เมื่อ 22 ปีที่แล้ว

จากการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2564 ของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว (1-3 กรกฎาคม) หลายท่านได้แสดงความเห็นว่างบประมาณปี 2564 นี้ ยังมีการจัดสรรแบบเดิมๆ ไม่ได้ตอบสนองให้เห็นการต่อสู้กับภาวะวิกฤตที่ประเทศชาติกำลังเผชิญอยู่ ความเป็นจริงในเรื่องนี้ชัดเจนมาก ลองไปดูงบประมาณที่จัดสรรให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งงบประมาณปีที่แล้วได้รับประมาณ 21,173.4 ล้านบาท ปี 2564 นี้ ได้รับจัดสรร 22,555.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 6.3% จากการที่ได้พบเห็นว่าคนจนจริงๆ ในประเทศนี้มีจำนวนถึงกว่า 25 ล้านคน ไม่ใช่ 15 ล้านคนอย่างที่รู้ๆ กัน ได้งบเพิ่มเพียงแค่นี้หรือ

อีกตัวอย่างคือกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือว่าเป็นพระเอกตัวจริงในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าปีที่แล้วได้รับงบประมาณทั้งกระทรวง 137,389.4 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2564 นี้ ได้รับจัดสรร 140,974.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นแค่ 2.6% ไม่จำเป็นต้องให้เงินไปพัฒนาเรื่องสาธารณสุขให้มากมายอีกแล้ว

ทั้งสองกระทรวงที่ยกตัวอย่างมาให้ดูนี้ มีเจ้ากระทรวงที่เก่งและช่ำชองการเมืองมามากเคยเป็นเสนาบดีมาแล้ว 2-3 ครั้ง ยังทำได้แค่นี้เอง แล้วจะไปหวังอะไรที่จะให้ประเทศนี้ทำการปฏิรูปเรื่องใดๆ ขึ้นมาให้เห็น

ประเด็นที่ 3 การจัดทำงบประมาณทั้งของปี 2563 และ 2564 บนพื้นฐานตัวเลขที่ผิดข้อเท็จจริงอย่างมาก จนต้องพากันไปตายดาบหน้าในอนาคตอันใกล้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมากและจะนำประเทศไปสู่ความหายนะทางการเงินในเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้ว่าประเทศเราไม่มีโควิด-19 แล้ว แต่ก็จะทำให้ประเทศไทยต้องเสียดุลไปใหญ่โต

จากโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่เห็นอยู่ว่า ความเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะแขวนอยู่กับการส่งออกและการท่องเที่ยว เครื่องยนต์ตัวนี้ล่าสุดจะมีส่วนในการสร้างรายได้ประชาชาติ หรือ GDP ถึง 65% บัดนี้ทุกคนก็รู้ว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ได้อ่อนแรงลงไปเรื่อยมานับตั้งแต่เกิดสงครามการค้าโลกเมื่อต้นปี 2562 ครั้นเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 มันยิ่งออกอาการอ่อนแรงให้เห็นชัดว่าจะไม่สามารถนำพาประเทศให้เดินหน้าได้ต่อไปอีก แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหากภาวะ “วิกฤตการคลังภาครัฐ” กำลังเกิดตามมาอีกอย่าง

การนำเสนอตัวเลขที่ผิดๆ ของส่วนราชการที่รับผิดชอบด้านการเงินการคลัง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ให้รัฐบาลพิจารณา นับตั้งแต่การปรับปรุงงบประมาณปี 2563 และการพิจารณางบประมาณปี 2564 ซึ่งทั้งสองรายการนี้ได้มีการนำเสนอในช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายนนี้เอง ทำให้คณะรัฐบาลที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้วพิจารณาเห็นชอบ แล้วนำเสนอต่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและอภิปรายกันอย่างสนุกปากเมื่อเร็วๆ นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการเอาตัวเลขที่ล้าสมัยและผิดข้อเท็จจริงไปเสนอแทบทั้งนั้น พระราชบัญญัติงบประมาณทั้งของปี 2563 ที่ปรับปรุงใหม่ และงบประมาณปี 2564 ที่จะต้องนำไปใช้ในอนาคตข้างหน้าอีกหนึ่งปี จึงมาจากพื้นฐานที่ผิด แล้วจะไม่ก่อให้เกิดวิกฤตการคลังตามมาได้ยังไง

ที่ว่าผิดข้อเท็จจริงนั้นอะไรผิดบ้าง ที่เห็นกันชัดๆ ว่าผิดมากแหงๆ

ประการแรก คือ การตั้งฐานตัวเลขของ GDP ปี 2563 ผิดของจริงไปมาก คือนำตัวเลข GDP ปี 2563 ที่จะติดลบ 5.5% คือมีมูลค่าเท่ากับ 15.948 ล้านล้านบาท มาใช้เป็นฐานของตัวเลขการคลังทุกเรื่อง ทีนี้ถ้าหาก GDP ปี 2563 เกิดติดลบเอาแค่เบาะๆ อย่างน้อยสุดแค่ 9% มูลค่าก็จะเหลือเท่ากับ 15.360 ล้านล้านบาท ตัวเลขก็จะผิดไป 580,000 ล้านบาท มันผิดไปมากไหมครับ เมื่อของปี 2563 ผิดไปมาก การประเมินค่าของ GDP ปี 2564 เพื่อนำไปใช้ในการพิจารณางบประมาณ 2564 ที่จะให้โตถึง 5.5% ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็จะเพี้ยนไปใหญ่ คือ GDP ปี 2564 แทนที่จะได้ 16.825 ล้านล้านบาท ก็จะเหลือแค่ 16,205 ล้านล้านบาท เมื่อเป็นเช่นนี้ มูลค่าของ GDP ปี 2564 ก็จะผิดไปจากตัวเลขที่ส่วนราชการนำเสนอให้รัฐบาลถึง 620,000 ล้านบาท

ประการที่สอง คือนำตัวเลขประมาณการรายได้ของรัฐบาลที่สูงเกินจริงไปรองรับการกำหนดตัวเลขงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งของปี 2563 และปี 2564 ขอเริ่มจากปีงบประมาณ 2563 ที่จะสิ้นปีในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งทางส่วนราชการที่รับผิดชอบได้เสนอประมาณการรายได้ปีงบประมาณ 2563 ที่ 2.731 ล้านล้านบาท ซึ่งประมาณการรายได้ปีงบประมาณ 2563 นี้ ในช่วงหลังโควิด-19 ได้ระบาดหนักตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา แต่ตัวเลขประมาณการรายได้นี้ยังถูกตรึงอยู่ที่จำนวนเดิมที่ 2.731 ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่ได้เห็นชัดว่ารายได้ที่เก็บได้จริงลดลงไปมาก

ยิ่งมีการติดตามการจัดเก็บรายได้จริง พบว่าช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2563 นี้ การจัดเก็บรายได้จากภาษีอากรลดลงมาก ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นตัวหลัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล และรายได้อื่นๆ รวมกันแล้วยังไงๆ ก็ไม่ถึง 2.731 ล้านล้านบาท ตามที่ตั้งไว้ในงบประมาณปี 2563 แน่ ซึ่งผู้รู้ได้ช่วยให้ความเห็นไว้ว่าจะลดลงไป (Shortfall) ถึงประมาณ 390,000 ล้านบาท จะทำให้รายได้จริงทั้งปีงบประมาณ 2563 เหลือเพียง 2.341 ล้านล้านบาท

เอาละครับ เมื่อการหารายได้หลุดเป้าถึงขนาดนี้ จะเอาเงินที่ไหนมาปิดงบประมาณปี 2563 ได้ ถ้าหาเงินมาเติมไม่ได้ ก็จำต้องชะลอการเบิกจ่ายงบปี 2563 ออกไป แรงกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งลดน้อยถอยลงไปอีก ปัญหาใหญ่นี้จะเกิดให้เห็นภายในเดือนกันยายน 2563 นี้แหละ

เมื่อทั้งตัวเลข GDP และตัวเลขการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจะผิดเพี้ยนไปสุดสุด ตั้งแต่งบประมาณปี 2563 และจะส่งผลกระทบต่อไปถึงงบประมาณปี 2564 ยิ่งมองภาพทั่วโลกประกอบด้วยก็จะเห็นว่า ไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 นี้ ซึ่งปกติเป็นช่วงสุดท้ายของปีที่ทั้งประชาชนและธุรกิจหน้าบานกันทั้งประเทศ แต่ปีนี้จะต่างออกไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ใครจะนั่งบริหารประเทศกันอย่างไร ก็เชิญตามสบายเถอะครับ

ผมเชื่อนิด้าโพลที่ได้เปิดเผยผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน ในเรื่องบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ซึ่งในนั้นมีทั้งท่านนายกฯพลเอกประยุทธ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอื่นๆ อยู่ด้วย ปรากฏว่า 40% ของผู้ตอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับคะแนนสูงสุด ตอบว่า “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้”

ผมขอถามท่านผู้อ่านที่รักชาติทั้งหลายว่า ถึงเวลาที่ต้องยุบสภาแล้วหรือยัง

สมหมาย ภาษี

ติดตามบทความ สมหมาย ภาษี ที่เฟซบุ๊ก
Sommai Phasee — สมหมาย ภาษี

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เจ้าของลิงตรังยันดูแลอย่างดี ไม่เคยทรมาน-ใช้งานถูกประเภท โอดหาแรงงานคนไม่ได้
บทความถัดไปหนุ่มไปรับแฟนผิดจังหวะ ญาติแฟนกำลังทะเลาะกัน ถูกไล่ยิงรถพรุน-ปืนจ่อหัว เหตุเข้าใจผิด