ที่เห็นและเป็นไป : ‘ความรุนแรง’แก้ปัญหาไม่ได้

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ความรุนแรง’แก้ปัญหาไม่ได้

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ความรุนแรง’แก้ปัญหาไม่ได้

ทั้งที่ความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจการเมือง ชัดเจนว่าเริ่มต้นจากนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากคนหนุ่มคนสาวออกอาการขวัญเสียว่าการบริหารจัดการประเทศแบบนี้ ทำให้ “อนาคต” ของพวกเขามีแต่ “ความสิ้นหวัง”

ความคิดว่า “อนาคตไม่ใช่แค่ไม่มีโอกาสที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ชีวิตตัวเอง” แต่กระทั่ง “จะหางานทำเพื่อเลี้ยงชีวิตยังแทบจะเป็นไปไม่ได้”

ข่าวเรื่องธุรกิจเจ๊ง โรงงานปิด ตัวเลขคนตกงานสูงขึ้น เรียนจบแล้วยากจะหางานทำ สังคมเสื่อมทรุด คนหนุ่มคนสาวต้องทำมาหากินในมุมมืด อเน็จอนาถกับชีวิตที่ดำเนินไป

เรื่องราวเหล่านี้ลามจากการรับรู้ของคนหนุ่มสาวสู่ความรู้สึกนึกคิดของเยาวชน “เด็กๆ มัธยม” เกิดความเคลื่อนไหวแสดงออกเพื่อเรียกร้องอนาคตที่ดีให้ตัวเอง

ข้อมูลเรื่องความเลวร้ายของโครงสร้างอำนาจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการไล่ล้างทำลายฝ่ายตรงกันข้ามของอำนาจผูกขาด

กติกาและการปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันมีเรื่องราวที่เกิดให้เห็นมากมายไม่เว้นแต่ละวันว่า “พิลึกพิลั่น เหลือเชื่อ” ว่าจะเกิดกับประเทศที่ประกาศว่า “ปกครองด้วยกฎหมาย” อันหมายถึงต้องมีระบบและการปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียม

ความแปลกประหลาดอันน่าเศร้า และเกินกว่าจิตของคนปกติจะรับไหว กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรับผิดชอบในการทำให้ดีขึ้น

ความวิตกด้วยความเป็นห่วงสภาพของประเทศในอนาคตเกิดขึ้นท่วมท้นในใจของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องมีชีวิตอยู่ในอนาคต เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เรื่องโครงสร้างอำนาจการเมือง

ในโลกยุคใหม่ที่เนื้อหาความรู้มีให้ศึกษาได้ไม่ยาก ด้วยในโลกออนไลน์เป็นตัวเกื้อหนุนให้เรียนรู้

เมื่อรับรู้แล้ว ความเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้คนทั่วไปเข้าไปมีส่วนในการกำหนดโครงสร้างอำนาจ แทนที่จะผูกขาดไว้กับคนบางกลุ่มบางพวกจึงเกิดขึ้น

ขณะที่ฝ่ายกุมอำนาจพยายามใช้ข้อได้เปรียบทุกอย่างกดข่มให้สยบยอม

แต่สถานการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า ยิ่งกดข่มมากเท่าไร ปฏิกิริยาต้านยิ่งแรง ด้วยการเปิดประเด็นความขัดแย้งที่แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น

ไม่ว่าใครก็ตาม แม้ไม่มีประสบการณ์อะไรมากนักต่อการประเมินสถานการณ์ย่อมมองเห็นได้ไม่ยากว่า “การใช้อำนาจเข้าข่ม รังแต่จะขยายความรุนแรงให้เกิดขึ้นในประเทศ”

ดังนั้น ย่อมเป็นความประหลาดใจว่าไฉน “ผู้กุมอำนาจ” ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือและกลไกที่จะทำงานด้านข่าวกรองอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมนักวิเคราะห์ข่าวที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งควรจะเห็นได้ไม่ยากว่า “การใช้อำนาจเข้าข่ม จะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นกับการอยู่ร่วมกันของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ รุ่นลูก รุ่นหลาน”

จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยในเจตนาอย่างยิ่งว่า “ทำไมการจัดการจึงยังเป็นไปในทางใช้อำนาจเข้ากดข่ม” ด้วยเป็นไปไม่ได้ว่าผู้มีหน้าที่เหล่านี้จะไม่รู้ว่ารังแต่จะทำให้สถานการณ์ทวีความขัดแย้ง และเกิดการต่อต้านรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหา

ความสงสัยในการบริหารจัดการสถานการณ์ที่ดูจะกระตุ้นให้เกิดการปะทะรุนแรงทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่เป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองอดคิดไม่ได้ว่า “ผู้มีอำนาจ” ต้องการอะไรกันแน่

การแก้ปัญหาที่จะนำประชาชนในประเทศกลับสู่ความสุขสงบ และอย่างมีความหวังให้อนาคตของเยาวชน อันควรจะเป็นเป้าหมายสำคัญ

ทำไมมีการทำในทางตรงกันข้าม

หรือว่าภารกิจการบริหารจัดการประเทศ ไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่ “การอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ โดยเยาวชนมีโอกาสพัฒนาอนาคตของตัวเองไปสู่ความรุ่งเรือง”

อ่านข่าว : โรดแมป‘แก้ รธน.’ ปลดแอก พุ่งเป้า ส.ว. ลามไหม้ รบ.บิ๊กตู่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โรดแมป‘แก้ รธน.’ ปลดแอก พุ่งเป้า ส.ว. ลามไหม้ รบ.บิ๊กตู่
บทความถัดไป“สมศักดิ์ บุญทอง””โพสต์สบายใจดีหลังลาออกปธ.สอบ ”เนตร”แนะกก.ชุดใหม่ต้องคนกลางมีอำนาจสอบทุกประเด็น