จากรัฐประหารในมาลี ถึงข่าวลือรัฐประหารในไทย โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวการทำรัฐประหารในประเทศมาลี พร้อมๆ กับข่าวลือรัฐประหารในประเทศไทย

มาลีเป็นประเทศในแอฟริกาที่มีการทำรัฐประหารบ่อยครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ.2012 หรือแปดปีที่แล้ว ซึ่งจะเทียบแล้วก็ไล่เลี่ยกับการทำรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อ ค.ศ.2014 นั่นแหละครับ

การทำรัฐประหารในมาลีในรอบนี้ก็ประสบความสำเร็จเช่นเคย คือ ประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจ แต่ถ้าจะถามว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการเปลี่ยนผ่านสังคมตามที่คณะรัฐประหารกล่าวอ้างหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การทำรัฐประหารในมาลีรอบนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม เมื่อคณะทหารกลุ่มหนึ่งเข้ายึดฐานทัพในเมืองคาติ และมีการปะทะกันของทหาร จากนั้นก็มีการบุกเข้าเมืองหลวงคือ บามาโก มีการจับตัวคณะรัฐมนตรีบางคนที่มีความสำคัญเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างปรเทศ และประธานาธิบดีไคตา ต่อมาประธานาธิบดีประกาศลาออก และยุบคณะรัฐมนตรี ส่วนคณะรัฐประหารก็ประกาศว่าเข้ามาเพื่อรักษาความสงบ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งในเวลาที่เหมาะสม

Advertisement

อะไรคือความไม่สงบในมาลี? อธิบายง่ายๆ ก็คือ มีการชุมนุมประท้วงประธานาธิบดีไคตา มาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน จากปัญหาหลายประการ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ข้อหาคอร์รัปชั่นของรัฐบาล ปัญหาเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนซึ่งเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งปัญหาด้านศาสนาและชาติพันธุ์ รวมไปถึงการจัดการปัญหาโควิด-19 ต่อมาประธานาธิบดีก็ประกาศให้มีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งก็เต็มไปด้วยข้อครหาของการโกง ตัวพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านเองก็เป็นส่วนหนึ่งของแกนนำในการออกมาต่อต้านรัฐบาล

และก็เป็นที่คาดเดาได้ว่า เมื่อมีการยึดอำนาจเสร็จ ฝ่ายค้านก็ประกาศยินดีเมื่อประธานาธิบดีลาออก!!

ส่วนองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลกก็ประณามการทำรัฐประหารในมาลี ไล่เรียงมาตั้งแต่สหประชาชาติ ประเทศต่างๆ ไม่ว่าสหรัฐอเมริกาที่ตัดการช่วยเหลือทางการทหาร ฝรั่งเศสอดีตประเทศอาณานิคม แคนาดา สหภาพแอฟริกา รวมถึงกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก ถึงระดับการระงับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและระงับสถานะสมาชิกของมาลี

Advertisement

สิ่งที่ปรากฏเสมอๆ ก็คือ แม้ว่าทัศนคติของแอฟริกาเรื่องการทำรัฐประหารจะเปลี่ยนไปและการทำรัฐประหารนั้นเป็นที่รังเกียจในสังคมนานาชาติ แต่การทำรัฐประหารก็ยังเกิดขึ้นเสมอๆ ทั้งในแอฟริกาและในประเทศ/ทวีปอื่นในโลก

เอาเข้าจริงแม้ว่านานาชาติจะประณามการทำรัฐประหาร แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นคณะรัฐประหารและบรรดาผู้สนับสนุนนั้นก็มิได้แคร์กับสายตานานาชาติเท่าไหร่ พวกเขามักจะเชื่อ (และทำให้คนในประเทศ) เชื่อเสมอว่าการทำรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเกิดจากความวุ่นวายในประเทศ ยิ่งสมัยนี้การทำรัฐประหารไม่ใช่แค่เรื่องของการเข้ามารักษาความสงบ ปกป้องประชาชน และระงับความแตกแยก

แต่จะพบว่าโครงเรื่องเล่าในการทำรัฐประหารได้เพิ่มเรื่องของ “การเปลี่ยนผ่าน” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

ไม่ว่าการทำรัฐประหารในมาลีจะนำไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นหรือไม่ก็ตาม การเกิดรัฐประหารในมาลีและการเกิดรัฐประหารหลายๆ ที่ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ก็ยังทำให้เราต้องมาขบคิดกันเสมอว่าการทำรัฐประหารนั้นยังเป็นหนึ่งในหนทางของการเปลี่ยนผ่านสังคมซึ่งมักจบลงที่ระบอบประชาธิปไตยที่ไร้เสถียรภาพ ระบอบลูกผสม และการดำรงอยู่อันยาวนานของระบอบเผด็จการ ท่ามกลางคำอธิบายทางทฤษฎีและประวัติศาสตร์ว่ามีหลายครั้งเช่นเดียวกันที่การทำรัฐประหารนั้นอาจจะเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่แท้จริงเหมือนโปรตุเกสเมื่อ ค.ศ.1974

ข่าวคราวการทำรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็กลายเป็นเรื่องที่ซักถามกันให้วุ่นว่าจริงไหม ทั้งจากการปะติดปะต่อเรื่องราว การอธิบายผ่านทฤษฎีสมคบคิดที่พยายามแยกแยะตัวแปรมากมาย รวมไปถึงทฤษฎีสมคบคิดที่ฝ่ายต่อต้านบทบาทของทหารในทางการเมืองนั้นอาจจะปล่อยออกมาเองก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน

สิ่งที่พึงพิจารณานั้นไม่ใช่จะมีแต่เรื่องของความเป็นไปได้ในการทำรัฐประหาร แต่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยว่าสถานการณ์ในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นอาจส่งผลทำให้เกิดการทำรัฐประหารได้ไหม

ในการพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำรัฐประหารในประเทศไทยในช่วงนี้อาจจะต้องพิจารณาหลายๆ ปัจจัยเป็นองค์ประกอบ

1.การทำรัฐประหารในประเทศไทยซึ่งมีนับครั้งไม่ถ้วน (ทั้งที่ทำสำเร็จ และความพยายามจะทำในแบบที่พิสูจน์ได้และข่าวลือ) ถึงกับติดอันดับ 4 ของโลก (เฉพาะที่สำเร็จ) ดังนั้น การทำความเข้าใจการทำรัฐประหารจึงจำต้องแยกแยะประเภทให้ดี เพราะการทำรัฐประหารนั้นเกิดทั้งจากกลุ่มคนที่อยู่ในอำนาจเอง จากความขัดแย้งของกลุ่มคนในอำนาจ หรือจากคนที่อยู่นอกวงอำนาจหลัก

อธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำรัฐประหารนั้นมีทั้งที่เป็นการทำ “รัฐประหารซ้ำ” คือคนที่อยู่ในอำนาจเก่าทำเอง “รัฐประหารซ้อน” คือพวกเดียวกันแต่แตกแยกกัน หรือ “รัฐประหาร” เฉยๆ ที่คนนอกกลุ่มตัวเอง คือหน้าใหม่ไม่เอากลุ่มเดิมเลยเข้ามาทำก็ได้

2.ในการทำรัฐประหารในประเทศไทยนั้น โดยเฉพาะส่วนมากที่ประสบความสำเร็จ มักไม่ได้เกี่ยวข้องกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเหตุจูงใจในการทำรัฐประหาร

ถ้าพิจารณาเรื่องนี้เพิ่มขึ้นจะพบว่า ในช่วงหลังนั้นการทำรัฐประหารในประเทศไทยมีความน่าสนใจในระดับนานาชาติไม่ใช่เพราะเราเป็นประเทศในกลุ่มประเทศแอฟริกา แต่ประเทศไทยมีความน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะการทำรัฐประหารในประเทศไทยนั้นเป็นตัวอย่างของการทำรัฐประหารในประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่พอลืมตาอ้าปาก และความ (ที่เคย) เชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดีนั้นทหารไทยบางส่วนจะไม่ทำรัฐประหารนั้นดูจะไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ก็เลยทำให้ต้องมาคิดว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ทหารไทยบางส่วนนั้นจะคิดทำรัฐประหารไหม หรือว่าพวกเขาไม่เคยเอาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเข้ามาพิจารณาอย่างจริงจังอยู่ดี ไม่นับรวมเรื่องแรงกดดันจากนานาชาติซึ่งก็ไม่ได้แคร์มาก และอาเซียนซึ่งไม่เคยจะมีอยู่แล้ว

3.การศึกษาเรื่องการทำรัฐประหารในทางทฤษฎีมักสนใจการศึกษาบทบาทของกองทัพในการเมือง ทั้งจากอดีตสู่ปัจจุบัน ความขัดแย้งภายในกองทัพ ผลประโยชน์ของกองทัพ ลักษณะทางชนชั้นและประชากรของกองทัพ รวมทั้งแนวโน้มในมิติด้านจิตวิทยาของพฤติกรรมของทหารในกองทัพเมื่อมีการวางแผนรัฐประหารว่าจะเข้าร่วมการทำรัฐประหารหรือไม่ และยังรวมถึงลักษณะการถอยออกของกองทัพจากการเมือง

แต่สิ่งที่ไม่ค่อยพิจารณากันก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและกลุ่มแนวร่วม โดยเฉพาะลักษณะของการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อ ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ รวมไปถึงบทบาทของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีต่อการลดความชอบธรรมของรัฐบาล

ที่ผ่านมาในสังคมไทย เราเคยพบตั้งแต่การทำรัฐประหารในแบบที่กลุ่มคนที่ชุมนุมประท้วงรัฐบาลนั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับกองทัพหรือนายทหารบางส่วน ไปจนถึงการค้นพบหลักฐานการติดต่อระหว่างผู้นำคณะรัฐประหารกับแกนนำผู้ชุมนุม

นอกจากนี้ เรายังพบว่าหลังการทำรัฐประหารนั้น คณะรัฐประหารอาจมีแนวโน้มที่จะปูนบำเหน็จให้กับกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากการทำรัฐประหารในหลายครั้งในบ้านเรา และในต่างประเทศที่คู่ขัดแย้งนั้นไม่ได้ประโยชน์จากการทำรัฐประหาร เพราะคณะรัฐประหารอ้างถึงความเป็นกลางในการเข้ามารักษาความสงบและรักษาดุลอำนาจในการเปลี่ยนผ่าน

4.บทบาทของพรรคฝ่ายค้านในการทำรัฐประหารนั้นมีทั้งที่ได้ประโยชน์จากการทำรัฐประหาร รวมไปถึงเข้ามาขับเคลื่อนการชุมนุมเองทั้งทางตรงและในแง่ของการส่งบุคลากรบางส่วนมาชุมนุม และจัดตั้ง/เข้าร่วมกับขบวนการโค่นล้มรัฐบาล ที่สุดท้ายกลายเป็นการเชื้อเชิญให้เกิดการทำรัฐประหารเสียเอง

5.ภาคประชาสังคมเองอาจมิใช่ความหวังของสังคมในการต่อต้านรัฐประหาร แต่อาจจะมีบางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในแง่การผลักดันให้สถานการณ์ไปสู่การทำรัฐประหาร และบางส่วนยังได้รับการปูนบำเหน็จในการถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองใหม่ภายหลังการทำรัฐประหาร

6.สื่อมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่ในการยับยั้งการทำรัฐประหาร ไม่แม้กระทั่งการประณามการทำรัฐประหาร บางส่วนเข้าร่วมอย่างแข็งขันในการโจมตีรัฐบาลซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ผิดวิสัยของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่สื่อไม่ได้รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งรายงานข่าวของทั้งสองฝ่าย และมีสื่อหลายคนที่ถูกเชื้อเชิญเข้าไปสู่ระบอบรัฐประหารอย่างเต็มอกเต็มใจด้วยการอธิบายว่า ต้องเข้าไปช่วยกันทำให้บ้านเมืองดีขึ้น หรือถ้าไม่เข้าไปช่วยอาจจะแย่กว่านี้

7.การทำรัฐประหารในประเทศไทยเกี่ยวพันกับสถาบันตุลาการ เพราะมีการอ้างอิงถึงคำพิพากษาสมัย 2496 (อันเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร 2490) ที่อธิบายว่าการทำรัฐประหารนั้นแม้ในเบื้องแรกนั้นจะผิดทั้งกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อคณะรัฐประหาร “ยึดอำนาจเป็นผลสำเร็จ” และกลายเป็น “องค์อธิปัตย์” แล้ว การทำรัฐประหารและคณะรัฐประหารจึงไม่ผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำยังสามารถออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองได้ด้วย

ดังจะเห็นได้ว่า การอ้างอิงคำพิพากษา หรือหลักการนี้มักนำมาใช้บ่อยๆ ในการอธิบาย หรือปกป้องการฟ้องร้องการทำรัฐประหารทั้งที่ีระบบกฎหมายไทยไม่ได้ระบุว่าการพิพากษานั้นจะต้องอิงกับคำพิพากษาเก่า

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามกันมาตลอดว่าอะไรคือขอบเขต ความหมาย นัยยะ และคำจำกัดความของคำว่าการยึดอำนาจรัฐเป็นผลสำเร็จตามที่เข้าใจกันในสังคมไทย

8.อีกทฤษฎีที่ถกเถียงกันเสมอในเรื่องของการยึดอำนาจเป็นผลสำเร็จก็คือ การกลับไปตั้งหลักข้อถกเถียงถึงสภาวะทางอำนาจอธิปัตย์ในทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร ว่าอะไรคือขอบเขต ความหมาย นัยยะ และคำจำกัดความของการฉีกรัฐธรรมนูญ และทำให้ต้องกลับไปคิดเรื่อง “ปรัชญาประวัติศาสตร์การเมือง” ในประเทศของเราว่าจุดตั้งต้นและจุดสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญนั้นเอาเข้าจริงแล้วทำให้เราถอยกลับไปตั้งต้นที่จุดไหนกันแน่ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าทุกครั้งจะย้อนกลับไปที่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะมองว่าย้อนกลับไปที่การสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกฉีก

9.สำหรับประเด็นร่วมสมัยในปัจจุบันนั้น สิ่งที่ท้าทายการทำรัฐประหารก็คือ ตัว พล.อ.ประยุทธ์เองนั้นไม่มีสถานะทางกฎหมายที่จะทำรัฐประหารได้เอง แม้ว่าจะยังมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นัยยะของการอธิบายก็คือ พล.อ.ประยุทธ์และระบอบรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์นั้นมีความหมกมุ่นกับความถูกต้องทางกฎหมายมาอย่างสม่ำเสมอ นับตั้งแต่การทำรัฐประหารมาจนถึงการปกครองของเขา โดยการชอบอ้างถึง “ความถูกต้องทางกฎหมาย” อย่างสม่ำเสมอ

จะเห็นได้ว่าการทำรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 นั้นไม่ได้มีลักษณะของการทำรัฐประหารในแบบที่แยกขาดจากกระบวนการกฎหมาย แต่เป็นการทำรัฐประหารที่เชื่อมโยงกับการพยายามอ้างอิงกฎหมายในการทำรัฐประหารในระยะเริ่มแรก โดยไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เมื่อมีสถานการณ์การชุมนุมที่ยืดเยื้อและมีข่าวว่าฝ่ายที่ปกป้องรัฐบาลพร้อมที่จะออกมาแสดงพลังเช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ก็อาศัยอำนาจทางกฎหมายในการประกาศกฎอัยการศึก และนำไปสู่การเรียกฝ่ายต่างๆ มาประชุมจนนำมาซึ่งการประกาศการทำรัฐประหาร

โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ การประกาศกฎอัยการศึกที่ผ่านมานั้นมีทั้งในแบบที่ประกาศในภาวะสงครามเพื่อรักษาความสงบ การประกาศบางพื้นที่เช่นกรณีปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ (กล่าวคือทั้งสองแบบนี้มีการประกาศโดยรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ) และมีการประกาศหลังการทำรัฐประหารแล้วฝ่ายคณะรัฐประหารอ้างใช้ในการควบคุมสถานการณ์หลังการทำรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมในการยึดอำนาจในประเทศไทย

แต่การทำรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 นั้นมีการใช้อำนาจของผู้บัญชาการทหารบกในการประกาศกฎอัยการศึกเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2557 การประกาศกฎอัยการศึกแบบนี้แม้จะมีการถกเถียงกันว่าทำได้หรือไม่เพราะกว้างขวางครอบคลุมทั้งประเทศ ไม่ได้เจาะจงไปในแต่ละจุด และไม่ได้ปรึกษาหารือกับรัฐบาลมาก่อน แต่จะพบว่าการทำรัฐประหารในครั้งนี้มีลักษณะการใช้กฎหมายเข้ามารองรับกระบวนการยึดอำนาจอย่างเป็นระบบ และหลังจากการทำรัฐประหารแล้ว ก็ยังสร้างกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจคณะรัฐประหารอย่างกว้างขวางแทบจะไร้ขอบเขต อาทิ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และการนิรโทษกรรมตนเอง

ดังนั้น หากเราพยายามหาความเชื่อมโยงในเรื่องการทำรัฐประหารในรอบที่แล้วของ พล.อ.ประยุทธ์กับข่าวลือรัฐประหารนั้น เราคงจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามิติทางกฎหมายด้านใดจะถูกนำมาปรับใช้ในการให้อำนาจและสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารในรอบนี้ เพราะตัว พล.อ.ประยุทธ์ในวันนี้เป็นเพียงทหารนอกประจำการที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรี การใช้กฎหมายน่าจะทำได้แค่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ในวันนี้ก็ยังเว้นเรื่องการชุมนุมทางการเมือง และการชุมนุมในสถานศึกษาเอาไว้

ส่วนตัวผู้บัญชาการทหารบกก็อาจจะพิจารณาใช้กฎอัยการศึกทั้งในแบบที่ปรึกษากับรัฐบาล หรือไม่ปรึกษารัฐบาล ซึ่งก็ทำให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างรัฐบาลกับกองทัพที่ชัดเจนขึ้น

และหากการทำรัฐประหารในรอบนี้เกิดขึ้น ก็ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องกลับไปตั้งต้นการตั้งคำถามในข้อ 8 อีกครั้ง

10.การทำรัฐประหารในรอบนี้มีความซับซ้อนกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะการปะทะของมวลชนหรือแนวโน้มของการปะทะยังไม่เกิด และยังมีเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กำลังมีการรณรงค์ในการแก้ และมีตัวแสดงทางการเมืองใหม่ๆ จากขั้วความขัดแย้งเดิมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ในรอบนี้การเชื่อมโยงของกลุ่มที่ประท้วงรัฐบาลกับนายทหารบางส่วนนั้นไม่มี ในแง่นี้ความชอบธรรมของรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพมากกว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาความเป็นไปได้ และต้นทุนในการทำรัฐประหาร

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มคนที่ยังสนับสนุนการทำรัฐประหารก็มีไม่น้อย เหมือนในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาทั้งก่อนการทำรัฐประหาร และกระบวนการแสวงหาพันธมิตรในการรักษาอำนาจที่จะเกิดขึ้นภายหลังการทำรัฐประหารแล้ว

11.การทำรัฐประหารก็คือการทำรัฐประหาร เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันก็เกิดขึ้นแล้ว การทำนายและอธิบายความ มักไม่มีความหมายกับตัวผู้ที่ตัดสินใจมากนัก แม้ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image