ที่เห็นและเป็นไป : ‘ปลดชนวน’คือหน้าที่รัฐบาล โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ปลดชนวน’คือหน้าที่รัฐบาล โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ปลดชนวน’คือหน้าที่รัฐบาล โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

คําถาม “เราเรียกร้องให้หยุดคุกคามประชาชน แต่ทำไมยังปล่อยให้มีการคุกคามผู้ร่วมชุมนุม โดยจับไปดำเนินคดีเกิดขึ้นทุกวัน โดยผู้ร่วมชุมนุมไม่มีมาตรการใดๆ” เริ่มดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ “ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย”

สาระของคำถามเป็นอย่างเดียวกับที่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจเผด็จการใช้เป็นเหตุผลให้นำประชาชนมารวมตัวนอนค้างที่ “อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา” ในกิจกรรม “เราเพื่อนกัน นอนแคมป์ ไม่นอนคุก” ในคืนวันที่ 27 สิงหาคม เพื่อพากันไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.สำราญราษฎร์ ในเช้าวันที่ 28 สิงหาคม

เป็นสาระเดียวกับที่ ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ “แอมมี่เดอะบอททอมบลูส์” ศิลปินนักร้องวัยรุ่น ซึ่งเป็นผู้ร่วมชุมนุมคนหนึ่งใช้สีสาดใส่ตำรวจ ก่อนที่เพื่อนผู้ร่วมชุมนุมจะเฮโลเข้ายกแผงกั้นยกขบวนเข้าไปใน สน.สำราญราษฎร์

เป็นสาระเดียวกันกับที่โลกออนไลน์พากันแชร์เหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชนบ้าง ใช้กำลังเข้าควบคุมประชาชนบ้าง เพื่อชี้ให้เห็นว่า “การสาดกระสุนเข้าใส่ และการคุกคามประชาชนอื่นๆ ร้ายแรงกว่าเรื่องเสื้อตำรวจเปื้อนสี” กันกระหึ่มโซเชียลเน็ตเวิร์ก

และสาระนั้นถูกยืนยันว่าเพื่อทดสอบ หรือนำร่องการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งผู้จัดคือ “กลุ่มธรรมศาสตร์ และการชุมนุม” ตั้งใจว่าจะให้เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่โดยจะมีการประกาศเป้าหมายว่า “หากไม่ได้ตามข้อเรียกร้องจะไม่เลิก”

หมายถึงจะจัดให้เป็นการชุมนุมแบบยืดเยื้อ ไม่ใช่การมารวมตัวกันชั่วครั้ง ชั่วคราว แค่ชั่วครู่ก็ยุติอำลากันไป เหมือนที่ผ่านมา

และหนึ่งในเป้าหมายอันดับต้นคือ “หยุดคุกคามประชาชน”

วิธีการที่ทดลองกันอยู่คือ “เผชิญหน้าแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เมื่อเจ้าหน้าที่พร้อมจะใช้การคุกคาม ผู้ชุมนุมจะต่อต้านด้วยวิธีกดดันอย่างรุนแรงในระดับเดียวกัน

ตรงนี้เองที่เป็นความอ่อนไหวยิ่ง

เนื่องจากถึงวันนี้ดูเหมือนฝ่ายเจ้าหน้าที่จะเลือกใช้ทำให้ “แกนนำม็อบ” มีคดีติดตัว เพราะเชื่อว่าด้วยวิธีนี้จะสามารถสยบไม่ให้การชุมนุมขยายตัวจนเกินกว่าจะควบคุมได้

เชื่อว่า “การตั้งข้อหา ออกหมายจับ และจับกุม คือการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้น และส่งผลให้พลังของผู้ชุมนุมฝ่อลง”

ในระดับผู้บังคับบัญชานั้นถึงวันนี้ หากจะรักษาอำนาจไว้ ไม่มีทางอื่นเลย เพราะศรัทธา หรือความเชื่อถือดูจะเป็นเรื่องสายเกินกว่าที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อคุ้มครองตัวเองได้ เหลือแค่ “การใช้อำนาจควบคุมเพื่อสร้างความกลัว” เท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือให้รักษาตัวเองไว้ได้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมาถึงสถานการณ์ที่ผ่านต่อต้าน ยืนยันว่าจะ “ต่อต้านการคุกคามด้วยการตอบโต้ด้วยความรุนแรง” เพราะไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน

ในจุดที่ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าถอยไม่ได้อีกแล้ว

ต่างฝ่ายต่างเตรียมพร้อม และซ้อมที่จะใช้วิธีเผชิญหน้าเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องน่าห่วงใยว่า “ความรุนแรงจะเกิดขึ้น”

แน่อนว่า การปะทะกันด้วยความรุนแรง ฝ่ายที่มีอาวุธย่อมได้เปรียบ

แต่กระนั้นก็ตาม ฝ่ายต่อต้านถึงแม้ไม่มีพลังจากอาวุธ หากมีความพร้อมอกพร้อมใจและตัดสินใจสู้อย่างเด็ดขาด ก็ใช่ว่าฝ่ายที่มีอำนาจจะชนะง่ายๆ

จริงอยู่ที่ฝ่ายมีอาวุธเหนือกว่าย่อมชนะได้ไม่ยาก

แต่หากเป็นการต่อสู้ที่อีกฝ่ายหนึ่งใช้แค่มือเปล่า เคลื่อนด้วยพลังผลักดันของความเชื่อด้วยเสรีภาพ พร้อมจะเสียสละเพื่อร่วมสร้างการอยู่ร่วมกันในกติกาที่ให้ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างอนาคตที่ดีงาม เป็นความหวังให้กับประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจในความหมายของความเป็นชาติ

พลังแห่งจิตใจที่เสียสละเช่นนั้น ย่อมแกร่งกล้า และร้อนระอุ กระทั่งอำนาจที่ใช้อาวุธเข้ากดข่มจะรับรู้ถึงความไม่ง่ายที่จะเอาชนะ

การต่อสู้ที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าฝ่ายตัวมีวิธีที่จะเอาชนะ ย่อมเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดความเสียหายรุนแรง

ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่ควรจะเกิด

และถึงอย่างไร “รัฐบาล” ย่อมมีหน้าที่จะหาทางนำประเทศหลบเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรงเช่นนั้น

ไม่ว่าจะต้อง “เสียสละ” แค่ไหน

ก็ต้องยอมทำให้เกิดขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตาชั่งพันดาว โดย ก้าวสกัด
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร : เรือแจวเทียบท่าไหน