น.ร.เลว-ภาคีน.ร. เสียงก้อง สะท้อนปัญหาใน ‘ร.ร.’

น.ร.เลว-ภาคีน.ร. เสียงก้อง สะท้อนปัญหาใน ‘ร.ร.’

ม็อบกลุ่มนักเรียนเลวผนึกกับกลุ่มภาคีโรงเรียนอื่นๆ เคลื่อนไหวบุกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อสะท้อนปัญหาของระบบการศึกษา พร้อมมอบรายชื่อโรงเรียนที่คุกคามนักเรียน ซึ่งมีมากกว่า 170 โรง โดยในจำนวนดังกล่าวมี 109 โรง ที่ปรากฏรายชื่อโรงเรียนชัดเจน

ล่าสุด กลุ่มนักเรียนเลวได้บุก ศธ.อีกครั้งเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มภาคีนักเรียนประกาศจะบุก ศธ.ในวันที่ 9 กันยายนนี้

การเคลื่อนไหวของนักเรียน ทำให้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. สั่งการให้โรงเรียนทั่วประเทศผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ให้เปิดพื้นที่ให้นักเรียนทำกิจกรรมภายในโรงเรียน

พร้อมทั้งให้เปิดรับฟังข้อเสนอแนะของนักเรียนถึงปัญหาระบบการศึกษา ขณะเดียวกันก็เปิดเว็บไซต์รับฟังปัญหาของนักเรียนด้วย

ปัญหาที่เด็กร้องเรียน อาทิ เรื่องทรงผม เรื่องเครื่องแบบนักเรียนที่ไม่ต้องสวมได้หรือไม่ เรื่องรถติดซึ่งทำให้ไม่อยากมาโรงเรียน เรื่องครูไม่เห็นหัวนักเรียน ครูคุกคามนักเรียนที่ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง

อาทิ ดุด่านักเรียนที่ชู 3 นิ้ว ผูกโบ เป็นต้น และล่าสุด ลุกลามมาถึงการเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลาออก

ขณะที่เจ้ากระทรวงอย่างณัฏฐพลประกาศว่า ข้อร้องเรียนตลอดจนข้อเสนอแนะของนักเรียนหลายเรื่องเป็นประโยชน์ และตรงกับมุมมองของตนเอง แต่บางเรื่องก็ยอมรับว่ายังทำไม่ได้ เช่น เรื่องยกเลิกการสวมเครื่องแบบนักเรียน เป็นต้น

เพราะเครื่องแบบช่วยในเรื่องความปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำ ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มองว่าเป็นเรื่องคุกคาม

น.ส.ภวรัญชน์ จิตรัตนโสภณ หรือน้องบิ้ว ปัจจุบันสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของสหรัฐอเมริกา หรือ General Educational Development หรือ GED ในฐานะเลขานุการประสานงานประจำ Uncommon International Group และประชาสัมพันธ์ประจำภาคีนักเรียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนักเรียน

ทั้งนี้ ภาคีนักเรียนไม่ได้มีการจัดกิจกรรมแสดงออกในเรื่องใด แต่เป็นตัวแทนนักเรียนรับฟังปัญหาเพื่อเป็นตัวกลางประสาน ศธ. เนื่องจากมองว่า การที่นักเรียนออกมาเรียกร้องและแสดงออกทางการเมืองถือเป็นสิทธิ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

โดยเฉพาะข้อเรียกร้องทางการศึกษา ก็เพื่อให้มีการปรับระบบ แต่การแสดงออกของนักเรียนอาจทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าเป็นความก้าวร้าว ดังนั้น ทางภาคีจึงอยากเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานกับ ศธ. เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างรับฟังซึ่งกันและกัน นำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม

“ส่วนตัวคิดว่า การที่นักเรียนออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ถือเป็นสิทธิ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะการศึกษาเป็นอนาคตของนักเรียน แต่ก็อยากให้เพื่อนๆ ลองเปิดใจ เพราะการที่นักเรียนออกมาแสดงออกทำให้ผู้ใหญ่บางส่วนคิดว่าเราก้าวร้าว ถ้าลองลดระดับ เข้ามาพูดคุย เล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง ก็อาจมีแนวทางหรือมาตรการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ที่สำคัญ ศธ.ต้องหามาตรการป้องกันไม่ให้เด็กที่ออกมาเคลื่อนไหวถูกคุกคาม ที่ผ่านมาทางภาคีได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ทั้งการบูลลี่ ทำร้ายร่างกาย หรือกระทั่งการจดชื่อ ทำให้เด็กรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัย เพราะสิ่งที่ชัดเจนคือ การบูลลี่และการคุกคามเด็กส่วนใหญ่เริ่มต้นที่โรงเรียน ดังนั้นอยากให้เรื่องเหล่านี้หมดไป ส่วนตัวเองก็เคยถูกบูลลี่ และรู้สึกมาตลอดว่าไม่ใช่เรื่องสนุก หรือเรื่องปกติที่ยอมรับได้” น.ส.ภวรัญชน์กล่าว

น.ส.เตย ครูสอนวิชาสังคมในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน จ.ลำปาง กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกทางความคิด แต่ต้องอยู่ในขอบเขต ที่นักเรียนออกมาเรียกร้องไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง หรือการเรียกร้องเรื่องทรงผมและการแต่งกายนั้น เป็นสิทธิของนักเรียนที่สามารถเรียกร้องในสิ่งที่ตนเห็นว่าไม่ถูกต้องได้

เรื่องเหล่านี้ไม่ขอออกความเห็น ขณะนี้ภายในโรงเรียนที่สอนอยู่นั้นยังไม่มีนักเรียนจัดชุมนุม หรือเรียกร้องอะไร อาจจะเป็นเพราะโรงเรียนตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมาก นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กในชุมชนจึงไม่มีการบูลลี่กันระหว่างนักเรียนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

“แม้ไม่มีการเรียกร้อง หรือชุมนุมในโรงเรียน แต่มีนักเรียนบางคนที่ผูกโบ หรือชู 3 นิ้วตอนเคารพธงชาติบ้าง ซึ่งครูหรือผู้อำนวยการไม่ได้ห้าม หรือลงโทษ ส่วนตัวถ้ามีการชุมนุมที่ จ.ลำปาง อีกก็อยากไปร่วมชุมนุมด้วย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ที่ จ.ลำปาง ได้จัดชุมนุมอยู่ แต่ไปไม่ได้เพราะติดงาน หรือถ้าไปก็อาจไม่ได้โพสต์ภาพทางโซเชียลมีเดีย ที่อยากเข้าร่วมชุมนุมเพราะอยากรับฟังความคิดของทุกๆ ฝ่าย ทั้งนี้ ไม่เคยคุยกับครูคนอื่นในประเด็นนี้ เพราะโรงเรียนมีครูจำนวนมาก ได้แต่พูดคุยกันในกลุ่มครูรุ่นเดียวกันเท่านั้นว่าวันนี้มีชุมนุมที่จังหวัดไหนบ้าง” ครูคนเดิมกล่าว

น้องส้มโอ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ตนมองว่าการเมืองในขณะนี้นิ่งจนตนรู้สึกว่าแย่มาก

ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่มีคนตกงานจำนวนมาก จึงรู้สึกว่าการที่คนออกมาเรียกร้องเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านหรือสนับสนุนรัฐบาล ถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้

และการที่นักเรียนออกมาเรียกร้องเรื่องต่างๆ กับ ศธ. ไม่ว่าจะเป็นทรงผม เครื่องแต่งกาย ที่อาจจะขัดกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่นักเรียนควรได้รับ นักเรียนก็มีสิทธิที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้อง และการที่นักเรียนลุกขึ้นมาเรียกร้องเรื่องต่างๆ ถือเป็นการสะท้อนว่าการศึกษา หรือกฎระเบียบต่างๆ ของ ศธ.นั้นกดขี่ หรือสร้างความไม่เป็นธรรมกับนักเรียนหรือไม่

และการที่นักเรียนลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ หรือแสดงออกทางการเมือง กลับถูกผู้ใหญ่มองว่านักเรียนถูกชักจูง มีคนอยู่เบื้องหลังนั้น ปัจจุบันเด็ก นักเรียน นักศึกษาได้รับข้อมูลมาหลากหลายช่องทาง ตนมองว่านักเรียนสามารถคิดเองได้ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ตนได้รับมาได้ และผู้ใหญ่ที่ตั้งคำถามเช่นนี้กำลังดูถูกความคิดของเด็ก และนักศึกษาที่จะเป็นอนาคตของชาติ ถือเป็นการดูถูกอนาคตของประเทศด้วย จึงอยากให้ผู้ใหญ่เปิดใจรับฟังความคิดของนักเรียนด้วย

น้องส้มโอกล่าวต่อว่า การที่นักศึกษาออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาลนั้น ตนมองว่านักศึกษาเหล่านี้กำลังเสียสละตนเอง กล้าที่จะลุกขึ้นมา แม้ว่าตัวเองอาจจะเสี่ยงอันตรายก็ตาม

ทั้งนี้ ตนเคยเข้าร่วมชุมนุมที่ จ.สมุทรปราการ เพราะอยากไปฟังการปราศรัยและแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนๆ ซึ่งตนไม่ได้บอกครอบครัวว่าไปร่วมชุมนุมด้วย แต่ทางครอบครัวก็ไม่ได้กดดันเรื่องนี้ ทั้งนี้ ก็อยากให้ ศธ.ปรับเปลี่ยนกฎใหม่ ไม่ควรบังคับนักเรียนในเรื่องของการแต่งกายและทรงผม และอยากให้สอนนักเรียนทั้งชายและหญิงเรื่องการป้องกันตนเองจากการถูกคุกคามทางเพศ

“ส่วนที่โรงเรียนเคยประกาศว่าถ้าจะแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นการผูกโบ หรือชู 3 นิ้ว หรือแสดงออกทางความคิด ให้ไปแสดงออกที่อื่นนั้น โรงเรียนต้องเป็นกลาง ช่วงแรกๆ ก็มีบ้างที่นักเรียนผูกโบขาวก็ถูกยึด หรือเมื่อนักเรียนนัดชู 3 นิ้วหลังเคารพธงชาติ โรงเรียนกลับประกาศว่าไม่ให้นักเรียนเข้าแถวหน้าเสาธงแล้ว เป็นต้น แต่หลังจากที่ ศธ.ออกประกาศให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ก็ไม่เห็นโรงเรียนเปิดพื้นที่รับฟังความคิด ส่วนจะมีการบูลลี่กันระหว่างนักเรียนที่เห็นต่างหรือไม่นั้น เท่าที่สังเกตยังไม่มี” น้องส้มโอกล่าว

ต้องจับตามองนายณัฏฐพลว่าจะรับมือและเคลียร์กับม็อบนักเรียนอย่างไร ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ ม็อบนักเรียนคงยกระดับเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นอาจเป็นปัญหาลุกลามสะเทือนเก้าอี้รัฐมนตรีก็เป็นได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ไพรินทร์” สั่งก.อุตผุดซอฟท์โลนช่วยหาบเร่-เลิกรถนั่งเครื่องยนต์สันดาปใน10-15ปี
บทความถัดไปตูเร่ขอโทษ ปมส่งคลิปสาวเปลือย-เสนอจ้างหญิงบริการ 19 คนให้เพื่อนทีมบอลกุศล