ทำไมจึงหาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจยุคนี้ยาก : โดย สมหมาย ภาษี

ทำไมจึงหาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจยุคนี้ยาก : โดย สมหมาย ภาษี

ทำไมจึงหาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจยุคนี้ยาก : โดย สมหมาย ภาษี

การลาออกตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของคุณปรีดี ดาวฉาย เมื่อวันที่ 1 กันยายน และมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ถัดมา ทั้งๆ ที่เข้ารับตําแหน่งได้เพียง 21 วันนั้น เป็นรัฐมนตรีคลังที่ทํางานในตําแหน่งแล้วลาออกที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดังนั้น วันนี้ผมจึงของดเขียนเรื่องเศรษฐกิจสักวัน

สาเหตุของการลาออกได้มีผู้ใกล้ชิดให้ข่าวว่าไม่ได้เป็นเรื่องขัดแย้งด้านการเมือง แต่เป็นเรื่องของสุขภาพที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับเส้นเลือดในสมองตีบซึ่งเคยมีอาการบ้างในอดีต แต่เมื่อเข้ารับตําแหน่งขุนคลังตอนนี้ก็เกิดอาการเครียดจนมีอาการแขนขาชามากกว่าที่เคยเป็นในอดีตถึงกับต้องไปปรึกษาแพทย์

ผมคิดว่าคําบอกเล่าดังกล่าวเป็นเรื่องจริงมากแต่ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลเดียวของการลาออก เพราะเท่าที่ทราบคุณปรีดีเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับงาน ทราบว่าก่อนตัดสินใจรับปากก็คิดอยู่นาน การทํางานอาชีพในภาคเอกชนที่มีสภาพแวดล้อมดีมีแนวทางการทํางานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกํากับดูแลกิจการที่ดีมีธรรมาภิบาลสูง และมีผู้บังคับบัญชาที่ปกครองและดูแลลูกน้องดีน่านับถือ นี่เป็นประสบการณ์มาตลอดชีวิตการทํางานจนถึงวันเกษียณในภาคเอกชน

ครั้นมีการเปลี่ยนบรรยากาศมาทํางานด้านการเมืองแบบกะทันหัน ก้าวแรกที่ย่างเข้ากระทรวงการคลังก็มีความประหวั่นพรั่นพรึงแล้ว ยิ่งไปยืนมองตัวเองที่หน้ากระจกก็รู้สึกตัวทันทีว่าตัวเองขาลอยนี่นา พอเปิดหน้าต่างดูทิวทัศน์ก็เจอลมแปลกๆ พัดวูบไปมาเริ่มต้นก็ต้องพบกับความฉงนที่ประดาเข้ามาเหมือนคลื่นที่น่ากลัว ความเครียดก็จะเกิดตามขึ้นมาทันที

การเข้าไปทํางานในตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น คนที่เคยผ่านงานนี้มาแล้วย่อมรู้ว่าตําแหน่งนี้ต้องมีงานที่ต้องคิดและต้องทําทุกวันไม่มีว่างเว้น ยิ่งคนที่ไม่เคยพบเคยคลุกคลีกับงานนี้มาเลย สิ่งที่ทําให้เกิดฟุ้งซ่านจากการได้เห็นและได้ฟังในระยะต้นของการทํางานจะยิ่งมีมากเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงหลีกหนีความเครียดสุดสุดไปไม่ได้น่าเห็นใจจริงๆ ครับ

อย่างไรก็ตาม การรับตําแหน่งรัฐมนตรีคลังแค่ 21 วัน แล้วลาออกของคุณปรีดีครั้งนี้ที่จริงรัฐมนตรีคลังที่อยู่ในตําแหน่งสั้นๆ แล้วลาออกไม่ใช่ไม่เคยมีอย่างเช่น ท่านโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ก็อยู่แค่ 21 วันเหมือนกันในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยํากุ้ง (24 ต.ค.2540-13 พ.ย.2540) แต่ท่านต้องออกเพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาล และยังมีรัฐมนตรีคลังท่านอื่นๆ ก่อนนั้นที่ทํางานในช่วงสั้นๆ เช่น ท่านเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อยู่ในตําแหน่งเพียง 18 วัน แต่ท่านก็ต้องออกเพราะการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่กรณีของคุณปรีดีนี้ต่างกับท่านอื่น เพราะลาออกเร็วทั้งๆ ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ดังนั้น ขอให้ท่านที่พยายามแสดงความเห็นทั้งหลายที่ไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพ ซึ่งก็คล้ายๆ กับผมเหมือนกัน เพราะได้ทราบว่าในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม หนึ่งวันก่อนมีการประชุม ครม. แล้วท่านก็ได้ยื่นหนังสือลาออกนั้น ท่านยังได้ประชุมเรื่องการบริหารหนี้สาธารณะกับหน่วยงานอย่างจริงจังถึงกว่า 2 ชั่วโมง ดังนั้นใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายจงคิดและวิเคราะห์ให้ลึกกว่านี้ทางที่ดีควรต้องไปมองที่ปัญหาการเมืองของไทยนั่นแหละ และอาจต้องมองถึงวุฒิภาวะของผู้นํารัฐบาลด้วยว่ามีการดูแลสมกับการมาอยู่ในโควต้าท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่

การเข้ารับตําแหน่งเสนาบดีด้านการคลังในช่วงจวนจะสิ้นปีงบประมาณในปลายเดือนสิงหาคมนี้ปกติก็ต้องเจอกับเรื่องการแต่งตั้งคนใหม่โดยเฉพาะในระดับอธิบดีไปนั่งตําแหน่งที่จะว่างลงหลายตําแหน่งเนื่องจากคนเก่าต้องเกษียณไป ปกติของข้าราชการไทยในทุกกระทรวงสิ่งที่ทราบกันดีก็คือการวิ่งเต้นก็เพราะตําแหน่งดีๆ ที่ว่างมีน้อย แต่คนอยากได้ที่ลิ้นห้อยมีมากจะวิ่งเต้นโดยวิธีไหนที่ถนัดก็ทํากันทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย

แล้วจู่ๆ มีรัฐมนตรีใหม่ถอดด้ามเข้ามา ไม่เคยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่เคยรู้ถึงความดีและความสามารถของใคร และไม่เคยรู้ถึงความชั่วของแต่ละคนที่อยากเป็นใหญ่ ว่าที่ผ่านมาได้ทําความชั่วใดๆ ไว้บ้าง ตัวอย่างเช่น การจัดเก็บภาษีของแต่ละกรมที่ไม่ได้เข้าเป้า ไม่ใช่เพราะโควิด-19 อย่างเดียว แต่ได้มีการปล่อยให้ภาษีรั่วไหลออกไปมากหรือน้อยแค่ไหน กรมไหนมีพฤติกรรมในการรีดภาษีและเก็บส่วยกันมีบ้างไหม ก็ไม่เคยรู้เห็นมาก่อนสําหรับรัฐมนตรีหน้าใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กัน สมัยที่มีรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง เรื่องแบบนี้ก็มีอยู่เป็นปกติ

ในด้านที่ไม่ใช่การเก็บภาษีก็ยังมีด้านการกํากับดูแลนโยบายที่สําคัญๆ ด้านเศรษฐกิจเช่น นโยบายเศรษฐกิจที่สําคัญๆ นโยบายการดูแลรัฐวิสาหกิจต่างๆ ตัวอย่างเช่น บริษัทการบินไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่โต แต่อยู่ๆ ก็ต้องล้มครืนลงมา คนที่รับผิดชอบกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจใช้ได้แค่ไหน รัฐมนตรีใหม่ก็ไม่เคยรู้

ยิ่งกรณีของกระทรวงการคลังในปีนี้ปลัดกระทรวงก็กําลังจะเกษียณอายุในเวลาไม่ถึง 1 เดือนข้างหน้า ท่านได้ทําดีหรือไม่ดีอย่างไร รัฐมนตรีใหม่ก็คงไม่สามารถรู้แม้แต่น้อย แต่ก็เชื่อได้ว่าเมื่อรัฐมนตรีใหม่เข้ามาในช่วงที่กําลังจะต้องทําการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตอนสิ้นปีปลัดกระทรวงที่อยู่มาเก่าก่อนก็อาจเห็นว่าจําเป็นต้องทําโผโยกย้ายระดับอธิบดีเสนอให้รัฐมนตรีหน้าใหม่พิจารณา หรือปลัดกระทรวงบางคนอาจเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ก็จะนิ่งเงียบ จะรอทําให้ก็ต่อเมื่อรัฐมนตรีใหม่ร้องขอ เป็นต้น

เรื่องนี้ในสมัยผมเข้าไปรับตําแหน่งรัฐมนตรีคลังในปลายเดือนสิงหาคม 2557 ก็ได้เจอกับโผโยกย้ายระดับอธิบดีของกระทรวงการคลัง แต่ไม่ใช่เป็นโผที่ปลัดกระทรวงสมัยนั้นเสนอให้ผม แต่เป็นโผที่ผู้ใหญ่ระดับบิ๊กยื่นให้ผม ซึ่งเข้าใจว่าเป็นโผที่มาจากปลัดกระทรวง กรณีนี้ถือว่าแปลกเพราะไม่เสนอมาตรง ซึ่งทําให้ผมต้องไปนั่งชี้แจงกับผู้ใหญ่ว่าบางคนรับได้บางคนรับไม่ได้เพราะพยายามเขย่งก้าวกระโดดข้ามหัวผู้อื่นหลายคน เป็นต้น โชคดีที่ผู้ใหญ่ฟังผมบ้าง เพราะท่านอาจรู้ว่าผมโตมาจากกระทรวงการคลัง นี่แหละพิษของข้าราชการชั้นสูงของไทย ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงการคลังแห่งเดียวที่อื่นก็คงมีคล้ายๆ กัน ยิ่งอยู่รับข้าราชการมานานเขี้ยวก็ยาวออกมาด้วยเป็นธรรมดา

การยอมเข้ามาช่วยรัฐบาลประยุทธ์ 2/2 ของคุณปรีดีถือว่ามีความตั้งใจเข้ามาช่วยประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนอื่นที่ถูกทาบทามมาก่อนไม่ยอมรับมีหลายคน แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคน เช่น เห็นว่าเศรษฐกิจไทยช่วงนี้มีแต่ขาลง ใครว่าเป็นตัวยูบ้าง เป็นรูปตราของรองเท้าดังไนกี้บ้าง หรืออาจเห็นว่าเป็นได้แบบงูคือหางลากยาวไปกับพื้นอีกเป็นปีหรือบางคนเห็นว่าการเมืองของไทยไม่ได้เรื่องมากยิ่งไปกว่าเดิม อาจเห็นว่ารัฐบาลขาดเอกภาพโดยมีสื่อบ่งบอกให้เห็นอยู่ทุกสัปดาห์ ยิ่งกว่านั้นอาจเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติสมัยนี้ออกไปปฏิบัติการแทนฝ่ายบริหารมากเกินเหตุและเกินขอบเขตจากกฎหมายเป็นที่น่ารําคาญมาก หรือบางคนอาจเห็นว่ากัปตันของรัฐนาวามีทีท่าเป๋ลงทุกวัน คงต้องหกคะเมนล้มลงสักวันในไม่ช้า พวกข้าราชการซึ่งเป็นบริวารและประชาชนจึงไม่เชื่อถือและเกรงกลัว

ความรู้สึกและความคิดเห็นต่างๆ นานาเหล่านี้ของคนนอก ล้วนเกิดขึ้นในยุคนี้มากจนไม่อยากจะกล่าวถึง สิ่งที่เห็นๆ กันต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ตอบคําถามเป็นอย่างดีว่า ทําไมคนนอกไม่อยากมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจในยุคนี้

ก่อนจบผมต้องขอชมเชยคุณปรีดี ดาวฉาย มาก ที่ยอมเสียสละความสุขและประโยนช์ส่วนตัวมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งๆ ที่ท่านรู้ว่าก่อนรับตำแหน่งท่านต้องลาออกจากการมีส่วนร่วมในบริษัทเอกชนที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้เข้ากับกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล และทั้งๆ ที่รู้ว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะอยู่ได้กี่วันก็ตาม หลังจากพ้นตำแหน่งไปแล้ว รัฐมนตรีคลังจะต้องว่างเว้นไม่เข้าไปรับงานที่มีค่าตอบแทนจากเอกชนรายใดในธุรกิจที่เกี่ยวกับการเงินการคลังได้เลยเป็นเวลา 2 ปี ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ

ติดตามบทความ สมหมาย ภาษี ที่เฟซบุ๊ก
Sommai Phasee — สมหมาย ภาษี

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พ่อเฒ่า 76 เลือดร้อน หนุ่มรุ่นหลานเมาแล้วปีนเกลียว คว้าเหล็กตีสวนท้ายทอยดับคาที่
บทความถัดไปผู้บริหาร 3BB ลงพื้นที่ เยี่ยมพนักงานพร้อมมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน