ปรากฏการณ์ม็อบ กับกระแสการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย

ปรากฏการณ์ม็อบ กับกระแสการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย

ปรากฏการณ์ม็อบ
กับกระแสการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย

ภายหลังม็อบคนรุ่นใหม่ได้ก่อตัวทั้งในสถานศึกษาและเคลื่อนพลลงบนถนนเป็นที่น่าจับตาต่อกระแสการเรียกร้องที่ส่งผ่านไปยังรัฐบาลในมิติที่หลากหลายซึ่งหนึ่งในประเด็นของการเรียกร้องที่ดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมไทยคงจะหนีไม่พ้นเรื่องก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง

และจากการเรียกร้องเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสถาบันเบื้องสูงนี้เองทำให้สังคมโดยเฉพาะคนรุ่นเก่าซึ่งต่างซึมซับกับความเป็นมา ความเป็นอยู่ โดยเฉพาะวัฒนธรรม จารีตประเพณีของสังคมไทยมาอย่างยาวนานต่างเริ่มมีคำถามและการบ้านให้ตนเองต้องขบคิดว่าว่าปรากฏการณ์การเรียกร้องต่อกรณีดังกล่าวมีต้นสายปลายเหตุมาจากการณ์ใด หรือมีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง

ที่น่าสนใจจะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้สมาชิกในครอบครัวต่างรับรู้และได้สัมผัสกับการเรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์จากวิชาประวัติศาสตร์มาเกือบทั้งสิ้น แต่เหตุใดเมื่อวันเวลาผ่านเข้าสู่ยุคกระแสของโลกข่าวสารหรือโซเชียลมีเดียจึงทำให้แนวความคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป

การที่คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากสาระวิชาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการผ่านการถ่ายทอดของครูในทุกช่วงชั้นจึงเป็นคำถามที่น่ากังขาว่าการดำเนินการลักษณะดังกล่าวประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แต่อย่างไรก็ตามหากมองในมิติของด้านบวกจะพบว่ากระแสการเรียกร้องในครั้งนี้หากเปรียบเทียบกับความรู้สึกและความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักรไทยคงจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทุกคนจะคล้อยตามกับประเด็นที่มีการเรียกร้องหรือไม่

วันนี้เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ตามเริ่มมีปฏิกิริยาแสดงออกที่คนรุ่นเก่าไม่คาดคิดและถือได้ว่ากรณีดังกล่าวนี้เป็นหนึ่งในมิติที่กระตุกหรือกระตุ้นให้ผู้บริหารประเทศหรือผู้ใหญ่ในสังคมต้องหันมากระชับวงล้อมปันความคิดร่วมกันว่าจะทำอย่างไรที่อนาคตของประเทศหรือทุนมนุษย์ที่ทรงคุณค่าสำหรับการนำสังคมและประเทศชาติไปสู่การพัฒนาแห่งอนาคตจะได้มีองค์ความรู้และแนวคิดที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง

แน่นอนด้วยกระแสแห่งความร้อนแรงของโลกสังคมข่าวสารหรือที่เรียกว่าโซเชียลมีเดียได้แพร่และผ่านการรับรู้ของคนยุคใหม่อย่างไม่มีข้อจำกัดและต่อเนื่องนั้น วันนี้ถือได้ว่าการบริโภคข่าวสารไม่ว่าจะจริงหรือเท็จล้วนแล้วแต่มีให้เลือกเสพกันอย่างหลากหลาย และกระแสแห่งความเชื่อนอกจากข่าวสารทั่วไปแล้วคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาในรั้วสถาบันมักจะเชื่อและคล้อยตามไอดอลหรือบุคคลต้นแบบที่ตนเองนิยมชมชอบมาสู่การปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงความดีงามของสังคมไทยที่ผ่านการถ่ายทอดของบุคคลจากรุ่นต่อรุ่นหรือการเรียนรู้จากหลักสูตรในวิชาประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีความเป็นเลิศในมิติที่หลากหลาย ซึ่งต่างชาติในหลายๆ ประเทศไม่มี และยิ่งเมื่อกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณอันเนื่องมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยแล้วคนไทยต่างรับทราบและสำนึกกันถ้วนหน้าที่ได้รับคุณูปการมาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน

และจากปรากฏการณ์การเรียกร้องของม็อบที่เชื่อมโยงไปสู่การปฏิรูปสถาบันจึงทำให้สังคมเริ่มมีคำถามและเรียกร้องว่าถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการตลอดจนกระทรวง อว.จะได้หันมาให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์กันอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้เห็นและตระหนักในความเป็นไทย

ที่น่าสนใจหากจะให้การเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ประสบความสำเร็จและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีองค์ความรู้ตลอดจนทัศนคติที่ดีงามได้อย่างแท้จริงผู้ออกแบบหลักสูตร หรือสาระการเรียนรู้จะต้องเป็นผู้ที่รู้ลึกรู้จริงและเข้าใจในบริบทของประวัติศาสตร์ที่เป็นเหตุเป็นผล และนอกเหนือจากนั้นหัวใจแห่งความสำเร็จที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือครู อาจารย์ หรือบุคลากรที่จะมาถ่ายทอดต้องเป็นผู้ที่พร้อมและมีคุณภาพ โดยผนวกเอาสื่อยุคดิจิทัลมาเสริมเติมเต็มเพื่อสร้างสีสันให้วิชาประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในวิชาที่มีคุณค่าต่อการสร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นไทย มิใช่เรียนในลักษณะท่องจำหรือเรียนไปเพื่อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงกว่าไปเท่านั้น

เมื่อกล่าวถึงการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์แล้วหาใช่ผู้คนในสังคมจะเรียนรู้จากตำราหรือกระบวนการถ่ายทอดในห้องเรียนเท่านั้น การเรียนรู้ผ่านรูปแบบของความบันเทิงซึ่งสามารถเข้าถึงสังคมได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ สื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมได้ทั้งสิ้น ต่อกรณีนี้มีการพิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่าสื่อบันเทิงที่หยิบยกเอาเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรมของบางประเทศดังชาติในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ก็ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หรือละครโทรทัศน์สำหรับการนำประวัติศาสตร์ ประเพณีศิลปะและวัฒนธรรมถ่ายทอดผ่านสื่อแขนงต่างๆ ไปยังนานาประเทศจนสามารถนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างน่าชื่นชมยิ่ง ซึ่งต่อกรณีนี้หากจะย้อนกลับไปเมื่อสองสามปีที่ผ่านมาสังคมไทย ณ ห้วงเวลานั้นกระแสของปรากฏการณ์จากละคร “บุพเพสันนิวาส” เป็นหนึ่งในมิติแห่งวงการบันเทิงที่ส่งผลให้สังคมตื่นตัว สนใจและติดตามประวัติศาสตร์ ประเพณี ศิลปะวัฒนธรรมไทยกันอย่างหลากหลายจนกลายเป็นกระแสของความเป็นไทยได้ในระดับหนึ่งแพร่ไปหลายพื้นที่

ซึ่งจากกระแสดังกล่าวนั้นเองรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี (บางท่าน) รวมทั้ง รมว.วัฒนธรรมในขณะนั้น ต่างขานรับและพร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และโทรทัศน์สำหรับการผลิตหนังหรือละครที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งจากดำริดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการต่างปลื้มไปตามๆ กัน แต่วันนี้ไม่ทราบว่าความปลื้มเหล่านั้นยังคงอยู่หรือจางหายไปกับสายลม ดังหลายๆ เหตุการณ์ที่สังคมต่างประสบพบเห็น

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงปรากฏการณ์ของละคร “บุพเพสันนิวาส” ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชาติไทยในหลากหลายมิติที่ทรงคุณค่าสำหรับนำไปขยายต่อที่จะเชื่อมโยงกับการสร้างการเรียนรู้ผ่านวิชาประวัติศาสตร์คงจะต้องส่งต่อไปยังกระทรวงศึกษาธิการในฐานะองค์กรหลักสำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศเพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างชาติแห่งอนาคต โดยเฉพาะการวางรากฐานด้านการศึกษาให้กับเยาวชนด้วยการเรียนในรายวิชาและกลุ่มสาระต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในอดีตวิชาประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในวิชาที่มีความสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้เป็นรายวิชาเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับนักเรียนในการที่จะได้เรียนรู้สาระสำคัญในอดีตของชาติ แต่มาระยะหลังด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคของการแข่งขันตลอดจนปัจจัยต่างๆ จึงทำให้ผู้บริหารการศึกษาหรือนักวิชาการที่มีบทบาทหน้าที่ในการยกร่างหลักสูตรมักจะนำรูปแบบหรือแนวคิดจากต่างประเทศมาเป็นแนวทางในการสร้างสาระการเรียนรู้ สาระสำคัญทางสังคมศาสตร์โดยเฉพาะประวัติศาสตร์จึงลดน้อยถอยลงอย่างน่าเสียดาย

ความสำคัญที่มีต่อวิชาประวัติศาสตร์สำหรับเยาวชนไทยในสถานศึกษามักจะมีการถกเถียงและกล่าวขานกันมาพอสมควรแต่เสียงในเวทีดังกล่าวอาจจะไม่มีพลังหรือมีน้ำหนักพอที่จะสะท้อนไปถึงผู้เกี่ยวข้องให้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อวิชาประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำรัสในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 76 พรรษา ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยความตอนหนึ่งว่า

“ประเทศไทยบรรพบุรุษของเราสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินมาด้วยเลือดเนื้อด้วยชีวิต แต่เสียดายตอนนี้ท่านนายกฯเขาไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์แล้วนะ ฉันก็ไม่เข้าใจเพราะตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ก็แสนไม่มีประวัติศาสตร์อะไรเท่าไร แต่เราต้องเรียนประวัติศาสตร์ของสวิส แต่เมืองไทยนี่โอ้โหบรรพบุรุษเลือดทาแผ่นดิน กว่าจะมาถึงที่ให้พวกเราอยู่ นั่งอยู่กันสบาย มีประเทศชาติเนี่ย เรากลับไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าใครมาจากไหน เอ๊ะ เป็นความคิดที่แปลกประหลาด” ฯลฯ (ไทยโพสต์ 12 สิงหาคม 2551)

จากการที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยต่อการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นวิชาที่บ่มเพาะให้ลูกหลานไทยได้รู้จักเข้าใจและภาคภูมิใจถึงรากเหง้าและความยากลำบากของบรรพบุรุษที่เสียเลือดเนื้อสร้างชาติสร้างแผ่นดินกว่าจะมาเป็นประเทศไทยในวันนี้นั้น ซึ่งจากพระราชกระแสดังกล่าวรัฐบาล ณ เวลานั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงศึกษาธิการได้มีการหารือกับคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อยกเครื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในสถานศึกษาเป็นกรณีเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามเมื่อวันเวลาผ่านรมว.กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนตลอดจนเลขาธิการ สพฐ. เปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบวิชาประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนในสถานศึกษาก็ไม่ได้รับการสานต่อ แต่ก็น่าดีใจได้ระดับหนึ่งเมื่อ สพฐ. ยุคนายกมล รอดคล้าย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ว่าด้วยการให้ความสำคัญกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ก็กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งหนึ่งเมื่อ สพฐ. จัดกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติพระราชินี ในปี 2558 ด้วยการประกาศให้เดือนสิงหาคมเป็นเดือนแห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามแนวพระราชดำริ โดยมอบให้เขตพื้นที่ 225 เขต และโรงเรียนจัดกิจกรรมเน้นเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาในชุมชน สร้างสำนึกให้เด็กรักชาติ รวมทั้งคัดโรงเรียนแกนนำเขตละ 5 โรงเรียน รวม 1,125 โรงเรียน จัดทำสรุปการเรียนรู้เสนอให้ สพฐ.

สาระสำคัญที่ สพฐ. ยุคนั้นดำเนินการเพื่อสืบสานการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ซึ่งเลขาธิการได้กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมเปิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ความตอนหนึ่งว่า

“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยโดยเฉพาะทรงห่วงเยาวชนรุ่นหลังที่ไม่ให้ความสนใจวิชาประวัติศาสตร์เพราะเป็นศาสตร์พื้นฐานสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ของประเทศเช่นเดียวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศให้ความสำคัญกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์เป็นอันดับแรกๆ รวมกับหน้าที่พลเมืองค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์”

สำหรับการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยนั้นถ้าหากย้อนกลับไปเพื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงกันอย่างชัดเจนจะเห็นได้ว่าเดิมทีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์แยกออกมาเป็นรายวิชาต่างหาก จนกระทั่งมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2554 จึงมีการแบ่งการเรียนการสอนเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี สุขศึกษาและพลศึกษา

ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้น และถึงแม้ว่าสาระการเรียนรู้ยังคงมุ่งให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจในความเป็นมาของความเป็นชาติไทยมีการจัดทำหนังสือและสื่อการเรียนการสอนแยกเฉพาะออกมาต่างหากตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พร้อมทั้งจัดทำเป็นวิชาเลือกเสรีให้เด็กได้ศึกษาเรียนรู้ตามความต้องการ

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์ผู้ที่สนใจและตระหนักต่อประเด็นนี้ได้แสดงท่าทีห่วงใยมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเสียงทักท้วงและติติงจากหลายภาคส่วนต่างๆของสังคมที่ห่วงใยต่อลูกหลานไทยในปัจจุบันและอนาคตที่นับวันจะกลายเป็นผู้ที่ไม่ลึกซึ้งในฐานรากไม่รู้จักกระทั่งที่มาที่ไปของบรรพบุรุษตลอดจนความเป็นมาของชนชาติไทยมากนัก

เสียงติติงดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการยุค 4.0 ต้องตระหนักและนำไปพิจารณาโดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า การจัดการเรียนการสอนที่ครูส่วนหนึ่งยังให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองและเพียงเพื่อจุดประสงค์ในการสอบส่งผลให้เด็กเบื่อหน่ายในการเรียน และยิ่งกว่านั้นยังมีปัญหาที่น่าสนใจตามมาคือครูสอนไม่ได้เรียนจบด้านประวัติศาสตร์มาโดยตรงและบางสถานศึกษากลับใช้ผู้สอนที่ผ่านการเรียนมาจากสายสังคมศาสตร์ซึ่งไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สอนหรือผู้ถ่ายทอดจึงสอนได้แค่ผิวเผินแต่ขาดซึ่งจิตวิญญาณและความรู้สึกร่วมที่เข้าถึงแก่นแท้ในเชิงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

อีกประเด็นของปัญหาที่นำมาซึ่งความน่าหนักใจคือทั้งครูและนักเรียนมองว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่สำคัญจึงมุ่งไปที่กลุ่มสาระหลักสำหรับใช้เพื่อสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษามากกว่า วิชาประวัติศาสตร์จึงเปรียบเสมือนตัวสำรองที่ผู้เรียนเรียนกันแบบขอไปทีเพียงเพื่อให้มีคะแนนผ่านไปเท่านั้นและที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อเป็นการสร้างนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดจนการสร้างความตระหนักที่มีต่อความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์สำหรับเยาวชนผู้ที่จะกำหนดอนาคตของชาติในวันข้างหน้า การจัดการเรียนแค่เพียงระดับประถมและมัธยมศึกษาคงจะไม่เพียงพอการถ่ายทอดเพื่อส่งต่อแห่งความสำคัญการจัดการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาก็ไม่ควรจะมองข้ามเช่นเดียวกัน

วันนี้ถึงแม้ว่าม็อบคนรุ่นใหม่จะส่งสัญญาณแห่งการเรียกร้องที่มีต่อการเปลี่ยนผ่านในบางมิติก็ตามหากผู้มีอำนาจบริหารจัดการบ้านเมืองตลอดจนทุกภาคส่วนของสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยการฟังความรอบด้านและนำไปสู่การปฏิบัติในประเด็นที่ดำเนินการและไม่กระทบต่อสังคมโดยรวมก็ถือได้ว่าผู้ใหญ่ในยุคนิว นอร์มอลใจกว้างและพร้อมที่จะก้าวและเดินไปด้วยกัน

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อคนรุ่นใหม่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำหรับอนาคตของชาติการบ่มเพาะให้เขาเหล่านั้นมีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตเป็นคนไทยที่มีคุณภาพมีความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างปกติทันต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน การส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมอันเชิงลึกตลอดจนการมีจิตสาธารณะ มีความรักชาติ (ชาตินิยม)

สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็น DNA ของทุนมนุษย์ที่สำคัญซึ่งรัฐบาลไทยและสังคมจะต้องตระหนักและเร่งปลูกฝังเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติซึ่งจะส่งผลดีต่อสังคมและประเทศชาติโดยรวมได้อย่างแท้จริง

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สหรัฐตัดจีเอสพีไทยอีก 231 รายการ พณ.แจงกระทบแค่ 600 ล้าน
บทความถัดไปแคนโต้โปสการ์ด วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563