การเลือกตั้งในสหรัฐ : ผลกับไทย

การเลือกตั้งในสหรัฐ : ผลกับไทย

การเลือกตั้งในสหรัฐ : ผลกับไทย

ในขณะที่เขียนบทความนี้ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในสหรัฐอเมริกายังไม่ประกาศ แต่จากการติดตามข่าวสารของการเลือกตั้งในสหรัฐก็พอจะคาดเดาได้ว่า นายโจ ไบเดน น่าจะมีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ จากผลโพลการสำรวจล่าสุด ความนิยมของนายโจ ไบเดน ยังนำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ถึง 10% ซึ่งก็ต้องดูว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้อีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่เคยชนะนางฮิลลารี คลินตัน มาแล้ว ทั้งที่ป๊อปปูลาร์โหวต หรือมีประชาชนลงคะแนนให้กับนางฮิลลารี คลินตัน มากกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วถึงกว่า 2.86 ล้านเสียงเลย แต่ระบบเลือกตั้งสหรัฐเป็นแบบอิเล็กเทอรัลโหวต คือต้องเอาคะแนนจากตัวแทนของแต่ละรัฐที่ชนะมาโหวตเลือกประธานาธิบดี ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะไปในที่สุด

ถ้าหากจะให้วิเคราะห์สาเหตุในกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่น่าจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรงในสหรัฐจนมีผู้ติดแล้วเกิน 9 ล้านราย หรือเกือบ 3% ของประชากร และมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 229,700 ราย และถึงกระทั่งตอนนี้การระบาดของไวรัสยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก ยังมีประชาชนชาวสหรัฐติดเชื้อไวรัสกว่าแสนรายต่อวัน ซึ่งยังควบคุมการระบาดไม่ได้เลย นอกจากนี้ อุปนิสัยที่โผงผางและคาดการณ์ยากของเขาเองก็เป็นปัญหาที่คนสหรัฐเบื่อหน่าย แต่ก็มีจุดดีคือการที่เป็นนักธุรกิจมาก่อนจึงทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐเดินหน้าไปได้ด้วยดีมาหลายตลอดปีจนกระทั่งมาเจอวิกฤตไวรัสโควิด-19 นี้จึงทรุดหนัก แต่ล่าสุดเศรษฐกิจของสหรัฐก็ฟื้นขึ้นมาได้ดีทีเดียวในไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวได้ถึง 33.1% หลังจากที่ไตรมาสที่ 2 ทรุดหนักติดลบไปถึง 31.4% แต่ก็อาจจะไม่พอเพียงที่จะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

ทั้งนี้ หากเป็นไปตามโพล ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ นายโจ ไบเดน ท่านนี้เคยเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ทั้ง 2 สมัย และก่อนหน้าที่จะมาเป็นรองประธานาธิบดีก็เคยเป็นวุฒิสมาชิกของมลรัฐเดลาแวร์นานถึง 36 ปีติดต่อกัน ซึ่งมีประวัติการทำงานด้านการเมืองในสหรัฐมาอย่างยาวนาน และจะมีอายุถึง 78 ปี เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และจะมีอายุถึง 82 ปี หากดำรงตำแหน่งครบเทอมในสมัยแรก และจะทำให้นางกมลา แฮร์ริส วุฒิสภาชิกจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย อายุ 56 ปี จะได้เป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐ และยังเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและคนเชื้อสายเอเชียใต้ด้วย ในกรณีที่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่นายโจ ไบเดน ที่มีอายุค่อนข้างมากแล้วไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีได้ สหรัฐก็จะมีผู้หญิงผิวสีเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ

คำถามที่คนมักจะถามกันคือ ผลการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้จะมีผลต่อประเทศไทยแค่ไหน ซึ่งจะตอบคำถามนี้ให้ชัดเจนก็ควรจะมองความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐนี้ย้อนหลังไปในอดีตตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ซึ่งแม้รัฐบาลไทยในขณะนั้นจะดูเหมือนอยู่ข้างประเทศญี่ปุ่นและประเทศเยอรมันที่แพ้สงคราม แต่ประเทศไทยก็กลายเป็นประเทศชนะสงครามร่วมกับสหรัฐและฝ่ายพันธมิตร เพราะอ้างว่ามีเสรีไทยในประเทศสหรัฐ แต่ความจริงก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐจึงทำให้ไทยไม่เป็นประเทศที่แพ้สงคราม ซึ่งจะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล อีกทั้งต่อมาไม่นานประเทศไทยกลับได้อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากเพราะสหรัฐและพันธมิตรก็เห็นไทยเป็นพวกเดียวกัน ในขณะที่ญี่ปุ่นเองก็เห็นไทยเป็นพวกเดียวกัน ซึ่งต่อมาได้เข้ามาลงทุนกันมาก และประเทศเยอรมันเองก็เห็นไทยเป็นพวกเดียวกัน โดยในอดีตผมจำได้ดีว่า ในสมัยที่ผมยังอายุไม่มากนัก ผมมีโอกาสเดินทางไปประเทศเยอรมัน (ในขณะนั้นเป็นประเทศเยอรมันตะวันตก) หลายครั้ง ผมในฐานะคนไทยถือพาสปอร์ตไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศเยอรมันได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า แต่ต่อมาได้มีการยกเลิกการยกเว้นวีซ่านี้ไป

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐก็ดีมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงสงครามเวียดนามที่สหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพประเทศไทยหลายแห่ง เพื่อเป็นฐานในการต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีน โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม (สมัยนั้นเป็นประเทศเวียดนามใต้) และสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง ก็ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามเวียดนามนี้เพราะในสมัยนั้นสหรัฐได้ใช้สนามบินอู่ตะเภานี้เป็นฐานทัพอากาศในการบินไปทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม จนกระทั่งสหรัฐแพ้สงครามและถอนทหารกลับไป สนามบินอู่ตะเภาจึงถูกทิ้งร้างมานานจนกระทั่งประเทศไทยนำสนามบินอู่ตะเภากลับมาพัฒนาใหม่เพื่อใช้เป็นสนามบินพาณิชย์รองรับนักท่องเที่ยงจำนวนมากที่ขยายตัวตามการท่องเที่ยวของไทยที่พัฒนาไปอย่างมาก

หลังจากที่สหรัฐแพ้ในสงครามเวียดนามได้เกิดผลกระทบแบบโดมิโน ทำให้ลาวและกัมพูชากลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ไปด้วย ซึ่งประเทศไทยในขณะนั้นก็มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบแบบโดมิโนนี้ด้วย แต่เพราะความร่วมมือของรัฐบาลไทยในขณะนั้น สถาบันสูงสุดของไทยและสหรัฐร่วมมือกันสร้างภูมิต้านทานอย่างแข็งแรงทำให้ประเทศรอดพ้นจากการเป็นประเทศคอมมิวนิสต์มาได้ ซึ่งทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างมาก

การที่ประเทศไทยไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเกือบทั้งหมดเป็นคอมมิวนิสต์ ยกเว้นประเทศมาเลเซีย และด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับสหรัฐทำให้การค้าการลงทุนหลั่งไหลเข้าไทย ซึ่งทำให้ประเทศไทยพัฒนาล้ำหน้าไปกว่าเพื่อนบ้านมาก ซึ่งตรงข้ามกับปัจจุบันที่การค้าและการลงทุนหลั่งไหลเข้าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดโดยเฉพาะเวียดนาม แต่กลับไม่ลงทุนในไทย แม้กระทั่งนักลงทุนญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยมากยังลดการลงทุนอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะปัญหาการเมืองในประเทศของไทยและรัฐบาลที่สืบทอดจากระบอบเผด็จการจึงทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำที่สุดในภูมิภาคมาตลอดหลายปี และปีนี้จะติดลบมากที่สุดในภูมิภาคด้วย ดังนั้น หากไทยไม่เร่งแก้ไขภาพลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกเศรษฐกิจไทยจะทรุดลงไปอีกนาน

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ นโยบายของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เช่น เรื่องสงครามการค้ากับจีน ก็จะยังคงอยู่ ซึ่งประเทศไทยคงจะต้องเตรียมรับมือ และหาหนทางที่เป็นประโยชน์กับไทย เหมือนที่ประเทศเวียดนามได้ประโยชน์อย่างมาก

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับทราบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐที่แน่นแฟ้นที่สุดจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างทหารไทยและทหารสหรัฐเพราะมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีการฝึกรบร่วมกันในคอบร้าโกลด์ทุกปี

หลังจากไทยมีการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2557 สหรัฐและประเทศในโลกตะวันตกไม่สามารถมีความสัมพันธ์แบบปกติกับไทยได้ เพราะเป็นกฎหมายของประเทศที่จะไม่ยอมรับประเทศที่ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย และนี่คือสาเหตุหลักที่เศรษฐกิจไทยทรุดต่ำมาตลอดหลังการปฏิวัติรัฐประหาร โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจในขณะนั้น ยังเคยยอมรับเองว่าไทยไม่สามารถเจรจาการค้ากับประเทศในยุโรปได้เพราะเขาไม่เจรจากับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

แม้กระทั่งหลังการเลือกตั้งแล้ว สื่อหลักต่างประเทศแทบทุกสำนักก็ยังโจมตีรัฐบาลไทยอย่างมาก เพราะเห็นชัดว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์เป็นรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากระบอบเผด็จการโดยมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และมีวุฒิสมาชิกแต่งตั้งเองถึง 250 คน เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะสื่อหลักที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐอย่างเดอะวอชิงตันโพสต์ ถึงกับเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอย่าได้มีสัมพันธ์แบบปกติกับรัฐบาลไทย

ถึงกระนั้น พลเอกประยุทธ์ก็ยังได้มีโอกาสเข้าพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากการประสานงานเบื้องลึกของหลายฝ่าย และมีการตกลงการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐจำนวนมากในการพบครั้งนั้น รวมถึงการรับปากข้อตกลงกันอีกหลายเรื่องในฝั่งไทย ซึ่งทำให้พลเอกประยุทธ์หน้าบานออกมายืนยันความสัมพันธ์ที่สนิทแนบแน่นกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในสินค้าไทยกว่า 573 รายการ มูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท มีผลตั้งแต่ 25 เมษายนในต้นปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งเป็นเหมือนการหักหน้าพลเอกประยุทธ์อย่างรุนแรง หลังจากที่อ้างว่าสนิทสนมกันอย่างมากกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ในปัจจุบันที่การชุมนุมของประชาชนจำนวนมากที่ประกอบด้วย นักเรียนและนักศึกษาเป็นส่วนมาก ซึ่งได้แสดงความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของพลเอกประยุทธ์และต้องการให้พลเอกประยุทธ์ลาออกไป การปฏิบัติการข่าวสาร (ไอโอ) ของฝั่งรัฐบาลพยายามกล่าวหาว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลังและเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุม และพยายามสร้างความเกลียดชัง ขนาดมีมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลไปประท้วงที่หน้าสถานทูตสหรัฐหลายหน ซึ่งไม่น่าจะเป็นการกระทำที่ฉลาดนัก แม้ว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง และยืนยันจากการได้พูดคุยกับนักการทูตสหรัฐ แต่ถ้าหากเป็นจริงแล้วมีการทำปฏิบัติการข่าวสารแบบนี้จะเป็นการทำลายความมั่นคงของพลเอกประยุทธ์เอง เพราะพลเอกประยุทธ์จะไม่สามารถต่อสู้กับสหรัฐได้เลยไม่ว่าจะในด้านไหน เพราะขนาดประเทศจีนที่มีความแข็งแกร่งยังต้องวุ่นวายอย่างหนักในการรับมือกับสหรัฐในหลายรูปแบบ การปฏิบัติการข่าวสารดังกล่าวเหมือนเป็นการประกาศความเป็นศัตรูกลายๆ กับสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมากในการวางตำแหน่งที่เหมาะสมของประเทศไทย ซึ่งพลเอกประยุทธ์ควรจะต้องกลับไปทบทวนแนวคิดนี้ เพราะจะเป็นผลเสียต่อประเทศไทยอย่างมาก อย่าให้ประชาชนคิดกันได้ว่า พลเอกประยุทธ์เพียงเพื่อจะกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมและรักษาตัวรอด จึงเอาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจมาสุ่มเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลเสียกับประเทศไทยในระยะยาว

ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในสินค้าไทยอีก 231 รายการ มูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท โดยจะมีผลในวันที่ 30 ธันวาคมปีนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติระหว่างรัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลไทย

การที่ไทยโดนสหรัฐตัดจีเอสพีถึง 2 หนในปีเดียว จะยิ่งทำให้การส่งออกไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วโดยคาดว่าปีนี้อาจจะติดลบถึง -10% ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก นอกจากนี้ยังจะทำให้การลงทุนหายไปด้วย เพราะนักลงทุนจะไม่ลงทุนในการผลิตสินค้าที่ถูกตัดจีเอสพี เพราะจะต้องจ่ายภาษีศุลกากรซึ่งจะทำให้แข่งขันยาก และอาจห่วงว่าจะมีการตัดจีเอสพีในสินค้าอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นักลงทุนคงย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นที่เขามั่นใจมากกว่าว่าจะไม่โดนตัดจีเอสพีแน่

แม้จะอ้างเหตุผลต่างๆ นานาถึงสาเหตุที่สหรัฐตัดจีเอสพีไทย แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับคือรัฐบาลไทยไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีที่จะเจรจาต่อรองกับสหรัฐในเรื่องนี้ได้เลย และก็ต้องเชื่อได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะต้องมีความไม่พอใจรัฐบาลไทยในหลายเรื่อง ซึ่งอาจจะรวมถึงการสร้างความเกลียดชังสหรัฐให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยด้วย

ดังนั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะออกมาเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่หรือประธานาธิบดีคนเก่าที่จะชนะ หากสหรัฐเห็นว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์สร้างความเกลียดชังและเป็นภัยต่อประเทศสหรัฐ สหรัฐก็คงไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทยแน่ ตราบเท่าที่พลเอกประยุทธ์ยังคงเป็นผู้นำของประเทศนี้ ซึ่งจะทำให้การค้าการลงทุนของไทยที่แย่อยู่แล้วยิ่งจะแย่ลงไปอีก โดยไม่มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้เลย นี่ยิ่งสนับสนุนเหตุผลที่เคยบอกไว้แล้วว่า ยิ่งพลเอกประยุทธ์อยู่นาน ยิ่งจะถ่วงความเจริญของประเทศ

ถ้ารักประเทศจริงเหมือนที่ปากพูด ก็ลาออกเถอะครับ

พิชัย นริพทะพันธุ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หุ้นดีดทั่วโลก เดิมพันไบเดนนั่งทำเนียบขาว เดโมแครตคุม2สภา
บทความถัดไปรองผู้ว่าฯประจวบฯตั้งกก.สอบนายอำเภอทับสะแก เกียร์ว่างปล่อยต่างด้าวเข้าเมือง