‘ลัทธิขงจื๊อ’วัฒนธรรมจีน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ยุคใหม่จีน เพชรเม็ดงาม

‘ลัทธิขงจื๊อ’วัฒนธรรมจีน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ยุคใหม่จีน เพชรเม็ดงาม

‘ลัทธิขงจื๊อ’วัฒนธรรมจีน
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ยุคใหม่จีน เพชรเม็ดงาม

ก็เพราะประเทศจีนทำการต่อต้านโรคระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้สำเร็จ

จึงถือเป็นเกียรติประวัติของจีน

ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2020 จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตระหว่างจีนกับสหรัฐคือ

1 สหรัฐมีผู้ติดเชื้อกว่า 15 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3 แสนคน

1 จีนมีผู้ติดเชื้อกว่า 8 หมื่นคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 4 พันคน

ตัวเลขทิ้งกันชนิดมองไม่เห็นฝุ่น

ทั้งนี้ เนื่องจากจีนมีการจัดตั้งองค์กรที่มีระเบียบวินัยอันสูงยิ่ง บวกกับวัฒนธรรมขงจื๊ออันเป็นพื้นฐานทางสังคม ทำงานอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก จึงเป็นผลกระทบถึงสหรัฐ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าลัทธิฝ่ายเดียวสุดขั้ว

เกินความสามารถในการควบคุม

ปัจจุบัน เป็นห้วงเวลาที่มีการผนึกกำลังในสังคมที่เข้มแข็งที่สุดของจีน

ในขณะที่สหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะความแตกของสังคมที่รุนแรงสุดยิ่ง และดูเหมือนกำลังเจริญรอย “สงครามกลางเมือง” (American Civil War) ที่เกิดขึ้นในปี 1861-1865

จึงไม่แปลกที่นักการทูตสิงคโปร์นาม Kishore Mahbubani พรรณนาว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เปลี่ยนเป็น “พรรคอารยธรรมจีน” ไปนานแล้ว (CCP=Chinese Civilization Party)

คนจีนมีความสำนึกในหน้าที่อันเกี่ยวกับศักดิ์ศรีในการฟื้นฟูอารยธรรมของจีน

อนึ่ง ประเทศที่ดำรงอยู่ในลัทธิขงจื๊อ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์

ล้วนมีผลงานในการต่อต้านโรคระบาดดีกว่าประเทศยุโรปและสหรัฐ

ปี 2020 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์โลกใหญ่ที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่เหนือกว่า

โรคระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แห่งศตวรรษ

การระบาดได้เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2019 ภายในระยะเวลาครึ่งปีได้ระบาดทั่วโลก

ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่เกิดโรคระบาด และก็เป็นประเทศแรกที่หยุดการระบาด

ย่อมหมายถึงการต่อต้านโรคได้รับความสำเร็จ

ประเทศจีนมีประชากร 1.400 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดเพียง 4 พันกว่าคน

สหรัฐถือเป็น “ประภาคาร” ที่ศิวิไลซ์ของโลก มีประชากร 300 กว่าล้านคน แต่มีผู้เสียชีวิตจากโรคไวรัสครั้งนี้ถึง 2.9 แสนกว่าคน

เป็นความระทึกในดวงหทัยของคนทั้งโลก

งานการต่อต้านและป้องกันโรคระบาดครั้งนี้เป็นการทดสอบความสามารถการบริหารงานของรัฐบาล และเป็น “มาตร” ที่ทำการวัดคุณภาพของคนในประเทศนั้นๆ ด้วย

จุดเด่นของจีนคือ คราใดที่มีทุกข์ คนจีนร่วมมือร่วมใจกันระดมคนช่วยเหลือ โดยมีความสามารถและระบบในการจัดตั้งที่เป็นเลิศ กอปรกับพื้นฐานของสังคมอันเปี่ยมด้วยวัฒนธรรมแห่งลัทธิขงจื๊อเป็นหลัก ตลอดจนคุณธรรมน้ำมิตร และเคารพระเบียบวินัย

ประเทศจีนจึงกลายเป็นประเทศที่ฟื้นฟูสถานการณ์ได้เร็วที่สุดในโลก

ตัวเลขการส่งออกสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 ไม่ว่าเมืองใหญ่เมืองเล็ก คลาคล่ำไปด้วยฝูงชน พลุกพล่านแออัดยัดเยียด ในขณะที่สหรัฐยังถอนตัวไม่ขึ้นจากภัยระบาดไวรัส เศรษฐกิจซบเซา

เมื่อเทียบกับจีนความต่างราวฟ้ากับดิน

จึงพูดกันว่าเป็น “โอกาสของจีน” สะท้อนความคิดน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสะท้อนภาพลักษณ์ของสหรัฐในการเจริญรอยสงครามกลางเมืองในอดีต

ถือเป็นความแตกแยกของสังคมอเมริกันที่ร้ายแรงที่สุดครั้งแรกหลังจากสงครามกลางเมือง

นับวันมีนักวิชาการมากขึ้นพบว่า พื้นฐานวัฒนธรรมของรัฐบาลจีนก็คือ “ลัทธิขงจื๊อ” โดยให้ความสำคัญแก่สังคมในประเด็นสมานฉันท์ โดยประชาชนยินดีสละสิทธิบางอย่าง ซึ่งตรงกันข้ามกับตะวันตกที่ใช้ลัทธิฝ่ายเดียวสุดขั้ว เรียกร้องเสรีภาพส่วนตน ครอบงำสันติสุขของสังคม

อเมริกันคนส่วนหนึ่งคัดค้านการใส่หน้ากากอนามัยและรักษาระยะห่างทางสังคมท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดรุนแรง เพราะมองเป็นพฤติกรรมที่ลิดรอนเสรีภาพ จึงกลายเป็นมหันตภัย

“Kishore Mahbubani” นักการทูตสิงคโปร์อรรถาธิบายว่า ผู้นำสหรัฐและผู้ลากมากดีในประเทศถือว่าคู่แข่งของพวกเขาคือพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ผู้นำปักกิ่งได้เปลี่ยนลักษณะเป็น “พรรคอารยธรรมจีน” มานานแล้ว (CCP=Chinese Civilization Party)

ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูเกียรติศักดิ์แห่งอารยธรรมจีน และเป็นการสื่อความหมายในเชิงสัญลักษณ์

เจ้าของนิพนธ์ ได้อธิบายในหนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อว่า “ประเทศจีนชนะแล้วหรือ?” (Has China Won?) โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “วิญญาณของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมิได้ฝังรากฝังหัวในคตินิยมอันเกี่ยวกับลัทธิเลนิน หากเป็นอารยธรรมของจีน”

รากแห่งอารยธรรมเอเชียตะวันออกได้ยึดติดกับวัฒนธรรมขงจื๊อ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในการอันต่อต้านโรคระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แห่งเอเชียตะวันออกโดยสมบูรณ์แล้ว

ทั้งนี้ หมายความรวมถึงรายนามประเทศที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ล้วนมีปฏิบัติการเหนือกว่ายุโรปและสหรัฐอันเกี่ยวกับการต่อต้านโรคระบาดไวรัสในครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาล้วนได้ธำรงไว้ซึ่งประเพณีแห่งลัทธิขงจื๊อ กล่าวคือเป็นการยืนยันถึงซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของมนุษย์ที่มีต่อสังคม ตลอดจนการธำรงไว้ซึ่งวินัยของสังคม

จากนิตยสารสหรัฐชื่อ “ธุรกรรมการทูต” ถึง นิตยสาร “ไทม์” รายสัปดาห์ได้เปิดเผยในประเด็นเดียวกันคือ “ผู้ลากมากดีสหรัฐมีความกังวลในดวงหทัยเกี่ยวกับการแจ้งเกิดของจีน ตลอดจนปัญหาที่สหรัฐจะครอบครองวินัยสากลต่อไปได้อย่างไร”

บัดนี้ ดูประหนึ่งว่าสหรัฐได้ตกอยู่ในอุโมงค์ที่มืดสนิท ในขณะที่จีนกำลังเข้าสู่ “วาระไฮไลต์” ซึ่งมิเคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์รอบร้อยปี

ปฏิเสธมิได้ว่า จีน-สหรัฐมีความห่างในความก้าวหน้า ดูได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีนนำหน้าสหรัฐเป็นประจักษ์ และประเด็นที่สังคมเป็นห่วงที่สุดก็คือ เมื่อ 30 ปีก่อน พลันที่สงครามเย็นยุติ ได้กล่าวกันถึงประเด็นต้องรังสรรค์ระบอบประชาธิปไตยทั่วทั้งแผ่นดิน บัดนี้ ความฝันเช่นว่าได้ลอยไปในลมบนเช่นเดียวกับเพลง Gone with the wind

ย้อนอดีตสักนิด นักวิชาการสหรัฐระบือนาม Francis Fukuyama ได้เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับ “การอวสานแห่งประวัติศาสตร์” บัดนี้ได้อวสานลงแล้วตามความคาดหมาย

เขากล่าวว่าประเทศจีน มีกาบริหารที่เป็นธรรมาภิบาล (Good Governance) เปี่ยมด้วยประสบการณ์ การบริหารงานท่ามกลางภาวะวิกฤตโรคระบาดของจีนในครั้งนี้ นั้น

เขายืนยันว่า “ตรรกะดีมีเหตุผล”

“วาระไฮไลต์ของจีน” เป็นเรื่องที่มิได้เกินความคาดหมาย

นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษเรืองนาม Arnold Toynbee ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของคนจีน” และหลังปี 2008 กีฬาโอลิมปิกปักกิ่ง เศรษฐกิจสึนามิ อันนิพนธ์เกี่ยวกับ “ประเทศจีนแจ้งเกิด” นั้น ได้ทยอยกันตีพิมพ์ออกมาราวกับดอกเห็ด

เวลา 12 ปีผ่านไป ปัจจุบัน 2020 โคโรนาไวรัสระบาดทั่วโลก เป็นเหตุให้การฟื้นฟูอารยธรรมจีนกลายเป็น Talk of the world

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2020 นิตยสาร The Economist ได้พาดหัวตัวไม้หน้าปกว่า “Is China Winning” (ประเทศจีนอยู่ท่ามกลางชัยชนะแล้วหรือ?) สอดคล้องกับนิพนธ์ของนักการทูตสิงคโปร์เรื่อง “Has China Won?” อันหมายถึงรูปแบบการเป็นผู้นำของประเทศจีน เป็นการท้าทายที่ทรงพลังต่ออำนาจป่าเถื่อนของสหรัฐ

“วาระไฮไลต์จีน” ประเด็นสำคัญอยู่ที่คุณค่าแห่งอารยธรรมจีนกับคุณค่าแห่งเสรีประชาธิปไตยเชื่อมต่อกันได้ สามารถรังสรรค์ระบบใหม่ขึ้นมาได้

บัดนี้ โลกสีฟ้าเป็นสิ่งท้าทายกับคุณค่าแห่งอารยธรรมจีนที่หนักหน่วงสุดยิ่ง และเป็นการทดสอบปัญญาของคนจีนว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างระบบคุณค่าวิถีใหม่ขึ้นมา โดยอาศัยวัฒนธรรมขงจื๊อเป็นฐานราก ซึ่งเป็นฐานรากเดียวกับที่ใช้ในการต่อต้านโรคระบาดได้สำเร็จครั้งนี้ โดยสร้างวีรกรรมขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง เพื่อแสดงออกถึงความสามารถในการจัดระเบียบสากล

เป็นการวัดรอยเท้ากับสหรัฐ

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon