2564 หยุดอำนาจนิยม ประเทศไทยไปต่อ

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสองจะจบลงเมื่อไหร่ กลางปี 2564 หลังเดือนเมษายน หรือลากยาวต่อไปตลอดทั้งปี เงื่อนไขอยู่ที่การปฏิบัติตัวและความร่วมไม้ร่วมมือของประชาชนคนไทยด้วยกันเองเป็นหลัก กับประสิทธิภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งได้รับการยกย่องถึงผลสำเร็จของการแก้สถานการณ์ครั้งแรกไปทั่วโลก

ระลอกที่สองนี่แหละจะเป็นเครื่องบ่งชี้พิสูจน์ว่าคำชื่นชมทั้งหลายนั้นไม่เกินความจริง หาก
พี่น้องไทยสามารถระงับการแพร่ระบาดได้ในเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไป

ครับ เป็นแชมป์ว่ายากแล้ว รักษาแชมป์ยิ่งยากกว่า

ยิ่งมาเจอความจริง ขบวนการหากินกับการลักลอบขนแรงงานเถื่อนข้ามชาติ อาการเน่าใน เป็นสาเหตุทำให้เกิดความหย่อนยาน ประมาทเลินเล่อ หรือผลประโยชน์แอบแฝงก็ตาม ยิ่งต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏ

โควิด-19 รอบสองค่อยๆ ส่งผลให้เกิดความหวั่นไหวว่าจะกระทบทุกภาคส่วน เกิดความชะงักงันโดยเฉพาะเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มมีทีท่าจะกระเตื้องขึ้น กลับต้องปรับตัวเลขลดเป้าหมายการขยายตัวลง

การเดินหน้าไปตามแนวทางเดิมอาศัยการส่งออก และการท่องเที่ยวเป็นตัวเร่ง ไม่เป็นไปตามการคาดหมายเสียแล้ว ขณะที่การลงทุนภายในประเทศยังรอดูสถานการณ์ ไม่ขยายกำลังการผลิต เพิ่มการจ้างงาน มีแต่รอปิดกิจการ จึงพึ่งได้ก็แต่ภาคลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐซึ่งดำเนินมาตลอด พร้อมกับตัวเลขการกู้หนี้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

การเดินหน้าประเทศไทยในสถานการณ์ที่ยังไม่นิ่ง หาความแน่นอนไม่ได้เช่นนี้ นักคิดนักวิชาการเสนอว่าควรหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายที่ส่งผลในระยะยาวมากขึ้นเพราะก่อให้เกิดความยั่งยืน โดยเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างความเข้มแข็งของทรัพยากรมนุษย์ กับเพิ่มอัตราเร่งของการปฏิรูปการศึกษาและยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงาน

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขทางการเมืองก็ไม่อาจละเลยได้โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองและการบริหารราชการต้องทำให้เป็นจริง เกิดผลเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ด้วยการสร้างบรรยากาศประนีประนอม สมานฉันท์ เปิดเวทีประชาธิปไตย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การเกิดขึ้นของขบวนการคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ ผู้เป็นอนาคตของชาติ ซึ่งถูกตำหนิว่าล้ำเส้น เลยธงไป ต้องบริหารจัดการให้ผ่านไปด้วยดีสันติวิธีให้ได้ เป็นความท้าทาย ไม่ใช่แค่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ใหญ่ในสังคมไทยทั้งหมดจะช่วยกันอย่างไร

ไ ม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลและองคาพยพคณะนี้ก็ตาม หากเริ่มนับวันเวลาจากการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ตราบใดที่การเมืองในสภา นอกสภา ไม่สามารถกดดันให้พ้นจากอำนาจไปได้ ก็ต้องอดทนกับประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ว่ากันต่อไปอีกกว่าสองปีนับจากนี้จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2566

การให้ความสำคัญโดยดำเนินการจริงจังกับแนวทางนโยบาย และโครงการที่เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ควรเห็นความชัดเจนในปี 2564

เฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งตั้งธงเรื่องจำเป็นต้องทำทันที ได้แก่ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21

การสร้างระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและระบบอื่นๆ ที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การจ้างงานและการสร้างงาน การปฏิรูปบทบาทการวิจัยและระบบธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศออกจากกับดัก
รายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

ขณะที่กลไกหรือเครื่องมือรองรับ คือร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … กฎหมายฉบับหลักต้องเร่งออกมาให้ได้ ในเมื่อ
ประเด็นที่เกิดการคัดค้านเรื่องการรื้อฟื้นตำแหน่งครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ เลิกผู้อำนวยการ
ข่าวล่าสุดจากสภาการศึกษาเสนอตัดเรื่องนี้ รวมทั้งการเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เปลี่ยนเป็นใบรับรองประสบการณ์ความเป็นครูอีกเช่นกัน

ที่ผ่านมา ทิศทางที่จะเดินไปกับจุดเน้นเรื่องที่ต้องเร่งปฏิบัติเขียนไว้ชัดว่า ควรทำอะไร ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับเรื่องเหล่านี้

ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่ จะทำอย่างไรและทำเมื่อไหร่ต่างหาก

2564 จะเป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลง ย่ำอยู่กับที่ หรือเลวร้ายยิ่งกว่าที่ผ่านมา ปัจจัยหลักอยู่ที่ตัวผู้บริหารสูงสุด ต้องมุ่งโทษตัวเองเป็นหลักมากกว่าโทษคนอื่น

ภายใต้วัฒนธรรม กระบวนการบริหารจัดการและระบบราชการอำนาจนิยม มุ่งรับคำสั่งการจากส่วนบนเช่นเดิม ไม่เพิ่มความเข้มข้นของการรับฟังและทำตามคนข้างล่างให้มากขึ้น จึงมีแต่ทางตัน

ปีใหม่หากจะไปต่อ สิ่งที่น่าคิดและยืนยันทางออกก็คือ แนวคิดและข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนเลวกับนักวิชาการธนาคารโลก พูดเรื่องเดียวกัน พูดตรงกัน ขอให้หยุดอำนาจนิยม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้การ์ตูนอรุณ วัชระสวัสดิ์
บทความถัดไปชวน ให้คำมั่น จะรักษาความเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ ปี63 ส.ส.ให้ความร่วมมือดี