สถานีคิดเลขที่ 12 : วัคซีนพิพาท

สถานีคิดเลขที่ 12 : วัคซีนพิพาท ด้วยความที่ วัคซีน เป็นอาวุธสำคัญที่จะใช้สู้

สถานีคิดเลขที่ 12 : วัคซีนพิพาท

ด้วยความที่ วัคซีน เป็นอาวุธสำคัญที่จะใช้สู้กับโรคโควิด-19 ประเด็นการจัดหาวัคซีนของแต่ละรัฐบาลจึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือด้วย

เมื่อเป็นการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล ย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามมาเป็นธรรมดา เช่น ทำไมรัฐจัดหาวัคซีนล่าช้า การตัดสินใจเลือกกลุ่มคนที่จะได้รับวัคซีนกลุ่มแรกๆ ถูกต้องแล้วหรือไม่ ฉีดให้ประชาชนทุกคนฟรีเท่าเทียมกันหรือไม่ ประเมินผลดีผลเสียวัคซีนที่สั่งมาจากบริษัทของประเทศนู้นประเทศนี้ดีหรือยัง ฯลฯ

รัฐบาลที่น่าจะถูกบ่นน้อยหน่อยคือ อิสราเอล เพราะขับเคลื่อนเรื่องวัคซีนเร็วมากเริ่มฉีดตั้งแต่ 19 ธ.ค.ปีที่แล้ว ขณะมียอดผู้ติดเชื้อในประเทศ 6 แสนคน เสียชีวิตแล้ว 4,478 ราย จากจำนวนประชากร 9 ล้านคน

ถึงวันนี้อิสราเอลฉีดวัคซีนโควิดของบริษัทไฟเซอร์-บิออนเทคไปแล้ว เข็มแรก 2.6 ล้านคน และฉีดครบ 2 เข็มแล้ว 1.2 ล้านคน

ผลการฉีดวัคซีนออกมาน่าพอใจว่า เปอร์เซ็นต์คนที่ฉีดวัคซีนไปแล้วติดเชื้อโควิด-19 มีน้อยกว่า 0.01% และจำนวนผู้สูงอายุก็ป่วยลดลง

งานนี้น่าจะทำให้อิสราเอลวางแผนฟื้นจากผลกระทบโควิดได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ และประชาชนจะอยู่อย่างสบายใจมากขึ้น

การจัดการของอิสราเอลทำได้เร็ว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่มีประชาชนน้อย เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา มีประชากร 328 ล้านคน นอกจากคนละไซซ์แล้ว ยังมีการเมืองเป็นตัวกำหนดนโยบายด้วย

ตอนนี้รัฐบาล โจ ไบเดน เพิ่งเข้ามาทำงานแทนรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ จึงทราบสถานการณ์ว่าอัตราการฉีดวัคซีนไม่ได้ราบรื่น หรือกระจายตัวอย่างที่คิด และต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ทันเป้าว่าจะฉีด 100 ล้านโดสภายใน 100 วันแรกของการบริหาร

ด้านอังกฤษ ฉีดเข็มแรกของไฟเซอร์ฯ ให้ประชาชนไปแล้วร้อยละ 10 แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องชะลอฉีดเข็มที่สอง จากเดิมต้องห่างจากเข็มแรก 21 วัน เลื่อนออกไปเป็น 12 สัปดาห์ เพราะเจ้าหน้าที่ สธ.เห็นควรให้ฉีดเข็มแรกครอบคลุมคนกลุ่มเสี่ยงให้กว้างไว้ก่อน แต่ผลเสียก็คือจะพบคนฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้วยังติดโควิดอยู่

ส่วนประเด็นวุ่นๆ ของสหภาพยุโรป หรืออียู เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันว่าฉีดวัคซีนล่าช้า ล่าสุดยังคุยไม่ลงตัวกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่สัญชาติอังกฤษ-สวีเดน เพราะเอกชนรายนี้แจ้งว่าผลิตวัคซีนให้ไม่ทันและต้องลดจำนวนวัคซีนลงจากที่เคยตกลงกันไว้ จึงเป็นเรื่องพิพาทย่อมๆ ระหว่างรัฐกับเอกชน

สำหรับแอสตร้าเซนเนก้าเป็นบริษัทที่คนไทยคุ้นหูมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดสัญญาจัดซื้อวัคซีนจากบริษัทนี้ ด้วยมีข้อสงสัยว่าบริหารจัดการโปร่งใส คุ้มค่าภาษี และทันการณ์หรือไม่

แต่ไปๆ มาๆ ประธานคณะก้าวหน้าถูกหน่วยงานรัฐไปแจ้งความกับ ปอท. เพื่อเอาผิดตามมาตรา 112

ความงงจึงบังเกิดขึ้น ว่าตกลงแล้วสังคมเราควรจะเถียงกันเรื่องจัดหาวัคซีนเหมือนกับประเทศอื่นๆ มิใช่หรือ

หรือความพลิกผันนี้อาจเกิดขึ้น เพราะประชาธิปไตยของเรายังไม่ได้รับวัคซีนก็เป็นได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ป่วยบ่อยๆ รวมถึงป่วยหนักจนเกิดรัฐประหารอยู่เนืองๆ

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้มือถือหาย ร้าย (แรง) กว่าที่คิด
บทความถัดไปคอฟฟี่เบรก : ขออีกครั้ง