สถานีคิดเลขที่ 12 : ปลดแอก ส.ส.

สถานีคิดเลขที่ 12 : ปลดแอก ส.ส. การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นมาตรการสูงสุด

สถานีคิดเลขที่ 12 : ปลดแอก ส.ส.

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นมาตรการสูงสุด ตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ในฝ่ายนิติบัญญัติ
แต่น่าเสียดายยิ่งที่สิ่งอันเป็นหัวใจคือ การลงมติ ว่า ส.ส.จะให้ความไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนั้น สามารถคาดการณ์ฟันธงผลได้
ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะที่ผ่านมา หรือแม้แต่ซักฟอกรัฐมนตรี 10 คน สัปดาห์นี้ก็ตาม

ทั้งนี้ เนื่องจากเกณฑ์การตัดสินตามรัฐธรรมนูญ
มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา
มือของฝ่ายค้าน มีไม่มากพอที่จะโหวตเกินครึ่ง เพื่อให้ญัตติไม่ไว้วางใจบรรลุผล
รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งต่อไปไม่ได้
เพราะเสียงของฝ่ายรัฐบาล เป็นเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลโหวตจึงไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์

ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีอีก 9 คน จะยังคงได้ดำรงตำแหน่งต่อไป
สภาโหวตไว้วางใจแน่นอนอย่างมิต้องสงสัย

Advertisement

ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล
นับแต่ 16 กุมภาฯ เป็นต้นมา
ได้อภิปราย ชี้ให้เห็นประเด็นต่างๆ อาทิ ไม่มีภาวะผู้นำ บริหารล้มเหลว ขาดเขลาเบาปัญญา ทุจริตฉ้อฉล เอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง

ในขณะที่รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา ได้ชี้แจง แสดงข้อมูล เพื่อหักล้าง อย่างเต็มที่
ใครถูก-ผิด
ชี้แจง เคลียร์ปมอภิปรายได้ชัดแจ้ง ฟังขึ้น ไม่ขึ้นเพียงใด
ประชาชนและฝ่ายต่างๆ ที่ได้ติดตามอภิปรายใกล้ชิด ตัดสินได้ระดับหนึ่งว่า ในบรรดารัฐมนตรีทั้ง 10 ท่านนี้
ใครสมควรได้รับความไว้วางใจ
ใครบ้างไม่สมควร

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า ส.ส.ได้ตัดสินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้ง 10 ได้ไปต่อ ไม่มีมลทิน ไฝฝ้าราคีแม้แต่น้อย
แพ้-ชนะกันตั้งแต่อยู่ในมุ้ง หากจะกล่าวว่าก่อนเปิดเวทีอภิปรายด้วยซ้ำ ก็คงไม่เกินเลยนัก
มิได้ตัดสินจากการชั่งน้ำหนัก ไตร่ตรอง ข้อมูลที่สองฝ่ายนำมาเสนออย่างถี่ถ้วน และโหวตออกเสียง ลงมติตามที่ควรจะเป็น
อย่างยุติธรรม
หากแต่เป็นการตัดสิน วัดกันที่จำนวนมือเสียบบัตรของแต่ละฝ่าย

ทั้งที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขียนชัด การลงมติ มิให้กระทำในวันเดียวกันกับที่การอภิปรายสิ้นสุด
แต่ต้องทอดเวลาออกไป ในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้สมาชิกได้มีเวลามากพอในการพิจารณาตัดสินใจ
ทั้งที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ส.ส.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์
แต่ก็เป็นแค่ตัวหนังสือ ไม่นำมาปฏิบัติจริง

จึงเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง ที่มีการละทิ้งหลักการสำคัญ
หันไปยึดเอาระบบอุปถัมภ์ ประเพณีลงคะแนนเสียง ชั่วดีอย่างไรก็ต้องอุ้มกระเตงโหวตให้ มาเป็นหลักยึด
ไม่คิดปกป้องมิให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กรณีคนหนึ่งคนใดที่ไม่สมควรแต่ได้ดำรงตำแหน่งต่อไป เนื่องจากพฤติการณ์การบริหารไม่น่าไว้วางใจที่ได้กระทำมา
หนทางเดียวที่จะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบบการตรวจสอบสูงสุดไว้ จึงต้องเลิกระบบอุปถัมภ์ ฉีกทิ้งประเพณีคร่ำครึ ไม่ดีงาม

โดยร่วมกันสร้างมิติใหม่ทางการเมือง
ร่วมกันยืนยันหลักการ การเมืองในระบบรัฐสภา เป็นที่พึ่งหวังได้
ส.ส.ตัดสินใจ อิสระ ไม่อยู่ภายใต้ระบบพรรค ระบบอุปถัมภ์
ผิดเป็นผิด ถูกเป็นผิด
หากเห็นสมควร ไม่ไว้วางใจ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลต้องให้ความเคารพข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำเสนอ โดยโหวตไม่ไว้วางใจ

เช่นเดียวกับฝ่ายค้าน ก็ชอบที่จะยกมือไว้วางใจได้ หากเห็นว่ารัฐมนตรีชี้แจงได้อย่างกระจ่างแจ้ง
อย่าได้คำนึงถึงกำแพง ความเป็นขั้วข้าง
ต้องปลดแอก ให้อิสระ ส.ส.
เพื่อดำรงรักษา กระบวนการควบคุม ตรวจสอบถ่วงดุล ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นที่สุด ของการตรวจสอบในระบบรัฐสภา
ไม่ใช่ เป็นเพียงพิธีกรรม กลายเป็น เครื่องหมาย การันตี ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าถูกต้อง ชอบธรรม
ไม่ต่างจากฟอกถ่าน

จำลอง ดอกปิก

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image