ย้อนคิดลัทธิ ‘คิสซิงเจอร์’ ครบรอบ 50 ปี ผู้เปลี่ยนจีน-สหรัฐจากศัตรูกลายเป็นมิตร กังวล ‘Armageddon-like’ มาเยือน

ย้อนคิดลัทธิ ‘คิสซิงเจอร์’ ครบรอบ 50 ปี ผู้เปลี่ยนจีน-สหรัฐจากศัตรูกลายเป็นมิตร กังวล ‘Armageddon-like’ มาเยือน

ย้อนคิดลัทธิ ‘คิสซิงเจอร์’ ครบรอบ 50 ปี
ผู้เปลี่ยนจีน-สหรัฐจากศัตรูกลายเป็นมิตร
กังวล ‘Armageddon-like’ มาเยือน

ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า “การปะทะกันระหว่างจีนกับสหรัฐด้วยปัญญาประดิษฐ์ และอาวุธนิวเคลียร์เจือสมกันนั้น

จะต้องเป็นเหตุไปสู่ “วันสิ้นสุดของโลก” (Armageddon-like)

เป็นอมตะวาจาของ “ดร.คิสซิงเจอร์” ที่กล่าวในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งลัทธิ “คิสซิงเจอร์” เสมอเสียงนาฬิกาปลุกในเชิงสัญลักษณ์ที่ทำการปลุก และเตือนสติอเมริกันชนเกี่ยวกับความฝัน “America First” อันเป็นการย้อนแย้งกับตรรกะการบริหารประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน การสถาปนาทางการทูตระหว่างประเทศจีนกับสหรัฐ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้วางแผน “ลับเฉพาะ” ในการเดินทางไปปักกิ่ง เพื่อพบกับ “โจว เอินหลาย” นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปสู่สภาพปกติ โดยประการทำให้จีนและสหรัฐซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนเปลี่ยนแปลงสถานภาพจาก “ศัตรู” มาเป็น “มิตร”

เป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของโลก

เมื่อไม่นานมานี้ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ ในวัยใกล้ 100 ได้ให้สัมภาษณ์สื่ออันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐ โดยประการตักเตือนทั้งสองประเทศว่า ในสมัยปัญญาประดิษฐ์ หากทั้งจีน และสหรัฐ ยังมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการยับยั้งชั่งใจ ในที่สุดต้องนำมาซึ่งผลแห่งการทำลายตนเอง

อันเป็นเหตุการณ์ที่อันตรายกว่าสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับโซเวียต ในสมัยนั้นมีเพียงอาวุธนิวเคลียร์อย่างเดียว แต่สมัยนี้คือปัญญาประดิษฐ์ และอาวุธนิวเคลียร์ จึงง่ายต่อการทำลายซึ่งกัน ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็ต้องพังทลายกันหมด ไม่มีผู้ใดชนะ

ดร.คิสซิงเตอร์ชี้ว่า วันนี้อันตรายที่เกิดจากการแก่งแย่งชิงดีระหว่างจีนกับสหรัฐ

มันได้เกินขอบเขตสงครามเย็นสหรัฐกับโซเวียตไปแล้ว เพราะสมัยนั้นโซเวียตเป็นเพียงประเทศที่มีกำลังทหารแข็งแกร่งเท่านั้น หากมิใช่ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่

วันนี้จีนเป็นประเทศที่มีทั้งกำลังทหารแข็งแกร่งและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะความก้าวหน้าในทางปัญญาประดิษฐ์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสหรัฐ และยังมีบางส่วนเหนือกว่าสหรัฐ ฉะนั้น ถ้าหากจีน-สหรัฐไม่สามารถร่วมมือกันได้ ในที่สุดก็ต้องเกิดการปะทะกัน และจะต้องดำเนินไปสู่การสิ้นสุดของโลกอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ดร.คิสซิงเจอร์อธิบายว่า ความเลวร้ายในการแข่งขันกันของอาวุธนิวเคลียร์บวกกับปัญญาประดิษฐ์ระหว่างจีน-สหรัฐ หากสงครามเกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติที่สามารถทำลายตนเองในเวลาอันจำกัด

เป็นคำเตือนที่เคร่งครัดต่อทำเนียบขาว

เป็นคำเตือนของบิดาทางการทูตสหรัฐ

แม้ ดร.คิสซิงเจอร์เป็นคนของพรรครีพับลิกันก็ตาม แต่ก็เป็นที่หมางเมินของ “โดนัลด์ ทรัมป์” มาโดยตลอด และแม้ตำแหน่งในเชิงสัญลักษณ์อันเป็นกรรมาธิการด้านกลาโหม ก็ถูก “ทรัมป์” ลบออกโดยไม่ไว้หน้ากันแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ดร.คิสซิงเจอร์ คือ ปูชนียบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือจากนักการเมืองระดับหัวแถวของทั้งสองพรรคใหญ่

ก็เพราะมีพื้นฐานการวิจัยเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกทางการทูต อีกทั้งโลดแล่นอยู่บนเส้นทางการทูตมาเป็นเวลายาวนาน เปี่ยมด้วยประสบการณ์ และความรู้เรืองรองด้านต่างประเทศ

มีวุฒิภาวะพอที่จะเป็นครูของนักการเมืองทั้งเก่าและใหม่

มีคุณสมบัติเกินเลยที่จะเป็นครูของนายกรัฐมนตรีในแถบนี้

ตัดกลับไปที่สงครามเวียดนาม ดร.คิสซิงเจอร์สามารถใช้ความเจนจัดทางการทูต โดยทำให้สหรัฐถอนตัวออกจากสมรภูมิ แก้ปัญหาความสูญเสียทางกองทัพและเศรษฐกิจ ตลอดจนการใช้ชั้นเชิงทางการทูต โดยการใช้ประเทศจีนเป็นเบี้ยตัวหนึ่งไปสลายการคุกคามของโซเวียต เพื่อเป็นการปูทางให้แก่ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในสมัยต่อมาที่ทำให้โซเวียตล่มสลาย

แก่นแท้ของ “ลัทธิคิสซิงเจอร์” เป็นที่เข้าใจเด่นชัดว่า ระงับการสู้รบคือประเด็นสำคัญ เพื่อป้องกันมิให้ทำลายล้างซึ่งกัน จึงได้วางแผนสัจนิยมแห่งการทูต และรวบรวมบรรดาสรรพกำลัง เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการคุกคามของประเทศใหญ่ และเป็นการช่วงชิงให้ได้มา ซึ่งผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ประเทศของตน

แต่หลีกเลี่ยงการสูญเสียทำนอง lose-lose ซึ่งสาหัสกว่า Zero-sum Game เป็นทวีคูณ

กรณีมีส่วนคล้ายคลึงกับ “จั้นกั๋ว” ในสมัยที่เกิดความปั่นป่วน ซึ่งประกอบด้วย ฉี ฉู่ เอี้ยน หัง จ้าว อุ้ย ฉิง รวมเป็น 7 ก๊ก (齊 楚 燕 韓 趙 魏 秦) ต่อมาเกิดเหตุการณ์ก๊กใหญ่ทำการคุกคามและเปิดศึกกับก๊กเล็กอย่างไม่ขาดสาย และในสมัยกลางของจั้นกั๋ว “ ฉีและฉิง” กลายเป็นก๊กที่แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ที่สุด จึงเกิดการแบ่งขั้วเป็นตะวันออกกับตกต้องเผชิญหน้ากัน ส่วนอีก 5 ก๊กได้รวมพลัง เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ด้านหนึ่งได้พัฒนาความสามารถของตน อีกด้านหนึ่งเจริญไมตรีกับสองก๊กใหญ่ ซึ่งมีทั้งความร่วมมือ มีทั้งการแก่งแย่งชิงดีสลับกันไป

ดร.คิสซิงเจอร์ นอกจากเป็นนักทฤษฎีการเมือง ยังเป็นนักสันติภาพของโลก ปัญญาเรืองรอง อุดมด้วยประสบการณ์อันขจัดปัญหาอันเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ระหว่างประเทศ

เมื่อ 50 ปีก่อน ครั้งแรกที่ไปเจรจา “ลับเฉพาะ” กับนายกรัฐมนตรีโจว เอินหลาย วัตถุประสงค์หลักก็คือ ขจัดมโนคติอันเป็นรากฐานของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง กล่าวคือ ลบล้างความอาฆาตพยาบาทระหว่างจีน-สหรัฐ อันเกิดจากสงครามเกาหลีเหนือ และสงครามเวียดนามให้หมดไปก่อนการเจรจาความเมือง คือ เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร

ในปีนั้นจีน และสหรัฐ ร่วมกันสกัดความเป็นเจ้าโลกของโซเวียต สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสองประเทศ และถือเป็นลาภงอกของจีนที่ได้เรียนรู้จากสหรัฐในการพัฒนาประเทศหลังจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรม และก็ไม่เลียนแบบจากโซเวียตอีกต่อไป

เมื่อจีนมีการปฏิรูปเปิดประเทศในปี 1978 จีนได้ส่งนักเรียนไปศึกษาที่สหรัฐอย่างต่อเนื่อง จวบจนบัดนี้ นักศึกษาจีนที่ไปเรียนในสหรัฐเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน คนจีนสมัยใหม่มีความเข้าใจอเมริกันชนมากขึ้น เพราะพวกเขาไม่ทันกับเหตุการณ์สงครามเกาหลีเหนือ และเวียดนาม และนับวันมีความสนิทสนมมากขึ้น มีความเข้าใจคนอเมริกันมากขึ้น ต่างมีความเอื้ออารีและไมตรีต่อกัน ไม่มีปัญหาเรื่องเหยียดสีผิว ชายจีนบางคนได้เปลี่ยนสภาพเป็นลูกเขยอเมริกัน หญิงจีนบางคนได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นสะใภ้ฝรั่ง

แม้อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้มาตรการสกัดจีน และแม้ปัจจุบันประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ประกาศใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อจีน

แต่ธุรกิจที่วอลสตรีทของคนจีนก็ยังรุ่งโรจน์โดดเด่น ทำสถิตินิวไฮอย่างต่อเนื่อง

แม้ท่ามกลางวิกฤตไวรัสระบาด และสถานการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวายเจือสมกัน

แต่นักศึกษาจีนก็ยังมานะพรากเพียรเรียนรู้ในสถานศึกษาตามปกติ มิได้ว่างเว้น เพื่อแสวงหา American Dream อย่างที่พวกเขาตั้งใจไว้อย่างมิเสื่อมคลาย

ในทำนองเดียวกัน คนอเมริกันก็มีความเข้าใจจีนมากขึ้นตามลำดับ บรรดาเศรษฐีอเมริกาก็ได้พยายามเรียนภาษาจีน แม้กระทั่งผู้ที่สกัดจีนเต็มที่อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ก็ส่งหลานตาไปเรียนที่ประเทศจีน บุตรชายบุตรสาวของบิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ และบุตรสาวของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อด เจ้าพ่อสื่อยักษ์ National Geographic เป็นต้น ล้วนไปเรียนที่ประเทศจีน และบัดนี้พูดภาษาจีนกลางได้มาตรฐาน ชัดถ้อยชัดคำ

นักศึกษาอเมริกันในจีนนับวันมากขึ้น รวมทั้งคนดังในวงการอินเตอร์เน็ตอเมริกันด้วย ไม่ว่าฟัง พูด อ่าน เขียน ล้วนมีความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ความพยายามของพวกเขา ทำให้มีความสามารถใช้ภาษาจีนกลางใน Youtube เสนอข่าวเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของจีน

นักศึกษาอเมริกันส่วนหนึ่ง อยู่นานเข้าจนลืมบ้านเกิด ตั้งหลักปักฐานที่จีน ใช้ชีวิตแบบจีน เลื่อมใสวัฒนธรรมจีน เป็นต้น ว่าการกินอาหารด้วยตะเกียบแทนการใช้ช้อนส้อมแบบฝรั่ง ชายอเมริกันและหญิงปักกิ่ง แม้คนหนึ่งมาจากทางตะวันตก อีกคนหนึ่งอยู่ทางตะวันออก แต่เนื่องจากต่างมีความเข้าใจ และยอมรับในวัฒนธรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกทั้งเข้าทำนองสำนวนจีน “เรือนหอที่อยู่ใกล้น้ำย่อมเห็นพระจันทร์ก่อน” ในที่สุดก็ engage

เป็นการอันสะท้อนให้เห็นว่า รักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา

แม้ที่เมืองจีนไม่มีละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส”

แต่ก็ประสาทความรักภิรมย์

เหตุการณ์อันภิรมย์เรื่อยมานั้น ได้ดำรงมาอย่างต่อเนื่อง และจะดำรงต่อไปอย่างเป็นนิรันดร์

แม้ว่าความสัมพันธ์จีน-สหรัฐคุ้มดีคุ้มร้าย ศรศิลป์ไม่กินกัน ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็ตาม แต่นักศึกษาอเมริกันกับจีนก็ยังรักกันอยู่ร่ำไป มิเสื่อมคลายกลับมากขึ้นตามลำดับ

ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า “ลัทธิคิสซิงเจอร์” เป็นส่วนหนึ่งที่บันดาลให้คนจีนและอเมริกันชนรักกัน และเป็นการสร้างโอกาสให้สังคมอเมริกันและจีนได้มีโอกาสกระชับความสัมพันธ์ ต่างมีความเข้าใจกันในเชิงลึก ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์หลีกเลี่ยงการปะทะกันที่ไม่มีความจำเป็น

ดร.คิสซิงเจอร์ยืนยันว่า การแจ้งเกิดของจีนเป็นเรื่องปกติ และไม่เกินความคาดหมาย เพราะว่าหลายพันปีก่อนประเทศจีนก็คือ ประเทศที่ใหญ่ หากสหรัฐใช้มาตรการแข็งกร้าวทำการสกัด เป็นเรื่องที่เปลืองแรงโดยเปล่าประโยชน์ ฉะนั้น จึงควรจะเรียนรู้ในประเด็นว่าจะร่วมมือกับจีนอย่างไร เช่น ปัญหาวิกฤตภูมิอากาศ ถ้าปราศจากความร่วมมือของจีนและสหรัฐ

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นมิได้

แม้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน สังกัดพรรคเดโมแครต แต่ได้ให้ความเคารพนับถือแก่ ดร.คิสซิงเจอร์ ซึ่งอยู่พรรครีพับลิกันมาโดยตลอด ส่วนเนติบริกรของโจไบเดนก็ได้เติบโตมาด้วยตำราของ “คิสซิงเจอร์” ทั้งนั้น และแน่นอนพวกเขาก็ย่อมเข้าใจดีอันเกี่ยวกับน้ำหนักคำเตือนล่าสุด ล้วนเพื่อผลประโยชน์แก่สหรัฐโดยแท้ จึงมิได้วางมาดแบบฝ่ายเหยี่ยวมาทำงานการทูต

อย่างไรก็ตาม ดร.คิสซิงเจอร์เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงนโยบายที่มีต่อจีนของไบเดน ก็เพื่อการบริโภคในประเทศ อันเป็นการตอบสนองต่อกระแสประชานิยมที่กำลังมาแรงเท่านั้น แต่ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจในทำเนียบขาวย่อมทราบดีว่า หากทำสงครามกับจีน ก็รังแต่จะต้องได้รับความเสียหายทั้งสองประเทศ ในที่สุดไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะ และต้องนำมาซึ่งวันสิ้นสุดของโลก

การย้อนคิดเกี่ยวกับ “เยือนจีนลับเฉพาะ” ของ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ เมื่อ 50 ปีก่อน ถือกันว่าเป็น “ลัทธิคิสซิงเจอร์” ที่ทรงคุณค่าและไม่มีวันสูญสิ้น เสมอนาฬิกาปลุกให้ตื่นจากความฝัน

America First !

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘โฆษกเพื่อไทย’ จวก รบ.กลับไปกลับมาปมฉีดวัคซีน ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้วอล์กอินทำได้ แนะใช้เขต ลต.
บทความถัดไป‘พิจารณ์’ อัด กองทัพพรางงบ ‘ลวงว่าลด แต่ไม่ได้ลด’ สร้างงบผูกพันซื้ออาวุธ 2 หมื่นล้าน