สถานีคิดเลขที่ 12 : เดินสวนทาง โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

เหมือนจะเป็นที่รู้กันแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในประเด็นสำคัญๆ อย่างอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ คงจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ

และจะมีการเลือกตั้งตามกติกาเดิมนี้ อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า คือ ปี 2565

มีสัญญาณยืนยันแนวโน้มดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2565 ระหว่างการพิจารณา พ.ร.ก. 5 แสนล้าน

รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของ ส.ส. และโดยเฉพาะจากตัวนายกรัฐมนตรีเอง

อีกสัญญาณที่สอดคล้องกัน คือ ข่าวหนาหู เกี่ยวกับการตั้งพรรคใหม่มากมายหลายพรรค ที่วางเป้าหมายไว้ระดับ 10-20-30 ที่นั่ง เพื่อให้รับกับกติกา ที่เป็นมิตรอย่างมากกับพรรคเล็กพรรคน้อย

ส่วนพรรคใหญ่ หรือพรรคหลัก ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านนั้นไม่พลาด ต้องเตรียมเลือกตั้งกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังเชื่อว่า ข่าวยุบสภาที่ว่านี้ น่าจะเป็นเพียงการขู่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ให้ล้ำเส้นมากเกินไป

ในพรรคร่วมอาจจะมีรายการขบเขี้ยวจนเกิดเสียงดังออกมาถึงสังคมภายนอก

แต่ลึกๆ ยังพอประสานประโยชน์กันไปได้

ที่สำคัญ การจับมือกอดคอกันต่อไป ก็เป็นโอกาสในการหาเสียงกันไปเรื่อยๆแบบวิน-วิน

แต่ถ้าการยุบสภาฯ เปลี่ยนสภาพจากคำขู่ กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา มองความพร้อมและโอกาสที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ความได้เปรียบอยู่ที่พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย

เป็นความได้เปรียบจากกฎกติกา ที่มี 250 ส.ว. ตุนในกระเป๋า สภาผู้แทนฯ ยุบก็ยุบไป ส.ว.ยังอยู่ และพร้อมโหวตให้นายกฯ คนเดิมกลับมาอีกครั้ง

กติกาข้อนี้ ยังช่วยดึงดูดให้นักการเมืองเต็งๆ วิ่งเข้าไปพรรคแกนนำรัฐบาล หรือพรรคที่มีนโยบายหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

มองจากวันนี้ การเมืองประเทศไทย คงจะเดินไปแบบที่ว่านี้

แต่ทุกฝ่ายควรคิดกันให้ดีๆ ว่าหากการเมืองไทยเดินไปแบบเดิมๆ เหมือนหลังเลือกตั้ง 2562 ผลเสียผลดีจะเป็นอย่างไร

จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงกฎกติกาให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรฐานที่ถูกต้อง

ให้อำนาจกำหนดตัวนายกฯ กลับคืนมาอยู่ในมือของประชาชน ซึ่งเลือกตัวแทนไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร

อันเป็นหลักการในการคัดเลือกตัวนายกฯ ที่เราใช้กันมาตลอด เพิ่งมาเปลี่ยนให้ ส.ว.ร่วมลงมติด้วย ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 นี่เอง

มองไกลออกไป โควิดดึงเอาการเปลี่ยนแปลงมาจ่ออยู่หน้าประตูบ้านแล้ว

การวิ่งให้ทัน และเร็วกว่าความเปลี่ยนแปลง เป็นโจทย์ใหญ่มาก

จะให้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวมากำหนดเหมือนที่ผ่านๆ มา ไม่เป็นที่ยอมรับมาตั้งแต่ต้น และจะเห็นชัดมากขึ้น

ต้องให้ประชาชน ซึ่งรับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกตั้ง

หากไม่เลือกหนทางนี้ การปะทะและสวนทางกัน ระหว่างการเมืองตามกติกาล้าสมัยกับสังคมประเทศและโลกที่วิ่งข้างหน้าจะหลีกเลี่ยงได้ยาก

และความเสียหายจะยิ่งกว่าที่ผ่านๆ มา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ประวิตร’ ยันอยู่ครบเทอม 4 ปี โยนสื่อเขียนเองเรื่องยุบสภา-ประชุมพรรค ย้ำไม่มีไปดูดใคร
บทความถัดไปเสนาโตสวนกระแสโควิด Q1 ฟันกำไรกว่า 200 ล. เล็งปรับพอร์ตลุยคอนโดต่ำล้านเจาะแหล่งงานประเดิมย่านลาดกระบัง