ที่เห็นและเป็นไป : อำนาจแข็ง-ศรัทธาอ่อน

ที่เห็นและเป็นไป : อำนาจแข็ง-ศรัทธาอ่อน

ที่เห็นและเป็นไป : อำนาจแข็ง-ศรัทธาอ่อน

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะตอบคำถามเรื่อง “รัฐบาลจะอยู่อีกปีเดียวหรือไม่” โดยถามกลับว่า “เหลือวาระอีกกี่ปี” ทำให้ตีความกันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่จนครบวาระอีก 2 ปี คือพฤษภาคม 2566 โน่น

แต่ทั้งที่เชื่อมั่นถึงเพียงนั้น ยังต้องออกตัวในทำนองขึ้นอยู่กับสถานการณ์

แล้วสถานการณ์เป็นอย่างไร

เสถียรภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์วันนี้ต้องมองแบบแบ่งความมั่นคงเป็น 2 ด้าน คือด้านที่ส่งเสริม และด้านที่บั่นทอน

ส่งเสริมนั้นนับว่ายังแข็งแกร่ง กฎหมายทุกฉบับตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา แนวโน้มที่จะแก้ไขบทบัญญัติที่ทำให้สามารถสืบทอดได้ยาวนานอย่างที่คิดยังไม่มีสัญญาณว่าจะเป็นไปได้ ยังเป็น “กฎหมายที่เขียนเพื่อคุ้มครองการสืบทอด” ได้หนักแน่นและได้ผล

พร้อมๆ กับกลไก หรือองค์กรที่คอยเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กค้ำจุนอำนาจ ยังคงอิทธิพลล้นเหลือ เนรมิตให้มีการขจัดปัดเป่าทุกอย่างที่จะก่อปัญหาให้มลายไป พร้อมๆ กับจัดการทุกคนทุกฝ่ายที่ทำตัวเป็นอุปสรรคบั่นทอนให้ต้องรับชะตากรรมอันเลวร้ายได้แบบเห็นกันชัดๆ

กลไกสนับสนุนยังแข็งแกร่ง เป็นเอกภาพอย่างทรงพลัง

จนเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเดือดร้อนได้

แต่กระนั้นก็ตาม อีกด้านหนึ่งคือสภาวะบั่นทอน ยิ่งนับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวของพลังมวลชนนอกสภา แม้ว่า “ม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่” ต้องล่าถอยไป ด้วยทั้งชะตากรรมของแกนนำที่หนักหนาสาหัส และสถานการณ์โควิด-19 ไม่เป็นใจ แต่ “ขบวนการไทยไม่ทน” ที่มี จตุพร พรหมพันธุ์ เดินนำหน้าเคลื่อนไหวคึกคัก และกำหนดยุทธศาสตร์ที่เอาเรื่องอยู่ ด้วยบุกไปพบทุกฝ่ายที่นึกขึ้นได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาล ให้หยุดสนับสนุน ที่น่าสนใจอยู่ที่คนที่ขึ้นเวทีร่วมกับ “จตุพร” หลายคนเป็น “บิ๊กเนม” ที่คนติดตามข่าวเชิงลึกย่อมรับรู้ว่ามีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา และอาจจะประเมินถึงพลังที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังได้ไม่ยาก ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นพลังที่มองข้ามไม่ได้เลย เป็น “ขบวนการที่ชน”เดินหน้าชน “พล.อ.ประยุทธ์” แบบไม่มีปรานีปราศรัยอีกแล้ว เป้าหมายทุกการกดดันชัดเจนว่าเพื่อให้ “พล.อ.ประยุทธ์” พ้นไปจากการเป็นผู้นำรัฐบาล

อีกทั้งในด้านบั่นทอนนี้ ยังมีบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรในวาระของสภาที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าดำเนินไปในทิศทางเดียวกับการกดดันนอกสภา คือมุ่งที่ “ประยุทธ์ออกไป”

เนื้อหาการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ และ พ.ร.ก.กู้เงินฯที่เป็นการโจมตีหนักหน่วง โดยไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ ส.ส.รัฐบาลยังร่วมผสมโรงอย่างคึกคักเช่นกัน ไม่ใช่การต่อต้าน คัดค้านญัตติของรัฐบาล แต่เป็นการพุ่งเป้าไปที่ความรู้ ความสามารถ ท่าทีต่อการบริหารจัดการประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์โดยตรง

การชี้ให้เห็นความสิ้นหวังที่เกิดจากประเทศมีนายกรัฐมนตรีแบบ พล.อ.ประยุทธ์จะถี่ และด้วยคำที่แรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเชื่อกันว่านับจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นญัตติอะไร หากเปิดให้มีการอภิปราย เนื้อหาจะมุ่งไป และโยงไปเพื่อโจมตี พล.อ.ประยุทธ์เป็นหลัก และหากประธานสภา หรือวิปพยายามหาทางปิดกั้นจะยิ่งเป็นแรงกดดันให้มีการใช้ท่าทีที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาพว่าเป็นสภาที่มีแต่ความวุ่นวาย

หากว่าความวุ่นวายนั้นถูกมองว่าเกิดจาก “ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล” ไม่ใช่เกิดจากฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่เสนอข้อเท็จจริงในผลงานรัฐบาล จะยิ่งทำให้กระแส “ประยุทธ์ออกไป” ถูกขับให้เด่นชัดขึ้น และได้รับการขานรับมากขึ้นเรื่อยๆ

ผลการปะทะระหว่างกลไกโอบอุ้มอันหมายถึงกฎหมายและองค์กรค้ำจุนทั้งหลายกับกระแสสิ้นศรัทธาจะออกมาในทางไหน

ที่สุดแล้วต้องให้น้ำหนักที่ ประชาชนจะตัดสินอย่างไร

กฎหมายและกลไกที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับศรัทธาของประชาชน จะส่งผลต่อประเทศชาติแบบไหน

น่าจะได้เห็นกันอีกไม่นาน

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ยุทธพงศ์’ อัดนายกฯสอบตกปมแจง พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ไม่ได้แจงรายละเอียดแต่มาข่มขู่ ส.ส.
บทความถัดไปหนุ่มแก้ผ้าสติไม่ดีไล่ปล้ำสาว ตำรวจต้องเอาไปสงบสติอารมณ์