สุรชาติ บำรุงสุข : เมื่อรัฐบาลสลายไปในใจคน!

สถานการณ์ทางการเมืองเดินมาถึง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญ เพราะแรงต่อต้านรัฐบาลขยายตัวออกไปในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขณะเดียวกัน แรงกดดันต่อรัฐบาลอันเป็นผลของ “อภิมหาวิกฤต” ที่เกิดจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และปัญหาสืบเนื่องทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม ก็ทวีความหนักหน่วงมากขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตการเมืองในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผลเช่นนี้มีนัยสำคัญต่ออนาคตของรัฐบาลปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจในอีกมุมหนึ่งว่า ผู้นำรัฐบาลที่เป็นทหารมองสถานการณ์การเมืองเช่นนี้อย่างไร และเขาจะหาทางออกจากวิกฤตนี้อย่างไร แม้ในเบื้องต้น รัฐบาลจะแก้ปัญหาแรงกดดันทางการเมืองด้วยวิธี “สยบข่าวลือ” เรื่องการเปลี่ยนรัฐบาล และยืนยันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลจะอยู่ต่อไป “อีกปีครึ่ง” แต่ก็มีคำถามตามมาทันทีว่า รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพในสายตาประชาชนนั้น จะสามารถอยู่ได้นานต่อไปอีกถึงปีครึ่งจริงหรือ?

หากเปรียบเทียบกับวิชาทหารแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันเป็นภาวะ “สงคราม” ในอีกแบบหนึ่ง จึงทำให้เกิดคำถามว่า ผู้นำทหารได้คิดเตรียมแผนในการทำสงครามครั้งนี้เพียงใด และเตรียมที่จะถอนตัวออกจากสงครามครั้งนี้อย่างไร เพราะหลักการพื้นฐานของนักการทหารก็คือ จะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์การยุทธ์ที่จะเกิด และจัดเตรียมแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร และในสุดท้าย ถ้าเกิดการเพลี่ยงพล้ำแล้ว จะถอนตัวออกจากสนามรบอย่างไร

นักการทหารอาจจะเรียนหลักวิชาทหารทั้งหลายจากโรงเรียนเสนาธิการ หรือจากวิทยาลัยการทัพ แต่เมื่อผู้นำทหารตัดสินใจที่จะมีบทบาทในทางการเมืองแล้ว สงครามที่พวกเขาต้องเผชิญมีความแตกต่างจากสงครามที่ถูกสอนในโรงเรียนทหารอย่างมาก

แม้สงครามการเมืองและสงครามการทหารจะมีความแตกต่างกัน แต่หลักการพื้นฐานของการสงครามอาจจะไม่แตกต่าง และการคิดเพื่อเตรียมแผนยุทธการนั้น สิ่งแรกที่เป็นความต้องการในเบื้องต้นคือ การประเมินสถานการณ์เพื่อที่จะต้องตอบคำถามสำคัญว่า “จะรบต่อ” หรือ “จะถอยออก” … นักการทหารจะต้องตอบคำถามเช่นนี้ให้ได้ มิฉะนั้นแล้ว การทำสงครามจะเป็นหายนะในตัวเอง ผู้นำทหารจะต้องตระหนักเสมอว่า สถานการณ์เช่นไรที่เขาควรจะดำเนินการรบต่อไป หรือในสถานการณ์ใด ที่เขาควรจะถอนตัวออกจากสนามรบ ก่อนที่ตัวเขาและกำลังรบของเขาจะถูกทำลายทิ้งอย่างย่อยยับ

ในสถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ก็เช่นกัน การที่ผู้นำทหารที่มีอำนาจในรัฐบาลประเมินสถานการณ์เพื่อที่จะ “อยู่ต่อ” หรือจะ “ถอยออก” จึงไม่ต่างจากการประเมินสงครามทางการทหาร หรืออาจกล่าวเป็นข้อพิจารณาสำหรับผู้นำรัฐบาลปัจจุบันได้ว่า รัฐบาลเหลือทางเลือกเพียง 2 ประการ คือ “จะรบต่อไป” หรือ “จะถอยออกไป”

แม้สงครามการเมืองและสงครามการทหารอาจจะไม่แตกต่างกัน แต่การต่อสู้ในทางการเมืองมีความซับซ้อนในตัวเองอีกแบบ และอนาคตทางการเมืองของรัฐบาลมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก เนื่องจากการอยู่รอดของรัฐบาลขึ้นอยู่กับ “อารมณ์ทางการเมือง” ของประชาชนในสังคม เพราะหากรัฐบาลปราศจากการสนับสนุนของประชาชนส่วนใหญ่ และอยู่ท่ามกลาง “เสียงก่นด่าและคำสาปแช่ง” ของผู้คนในสังคมแล้ว โอกาสที่รัฐบาลจะอยู่รอดได้ในทางการเมืองมีน้อยมาก

ฉะนั้น การละเลยและไม่เข้าใจ “อารมณ์ทางการเมืองของสังคม” เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการสิ้นสุดของรัฐบาลเสมอ แม้ผู้นำรัฐบาลปัจจุบันอาจจะประเมินการเมืองว่า เขายังสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปได้ เพราะอาจจะคงพอเหลือฐานสนับสนุนบางส่วนอยู่บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยสนับสนุนการยึดอำนาจของผู้นำทหาร และกลุ่มการเมืองเหล่านี้มีส่วนอย่างสำคัญต่อการสร้าง “วาทกรรมขวาจัด” ในลักษณะของการต่อต้านระบอบประชาธิปไตยและปฎิเสธกระบวนการทางรัฐสภา แต่กลับเชื่อมั่นว่า รัฐประหารคือเครื่องมือของการแก้ปัญหาทางการเมือง และเชื่อแบบไม่ตั้งข้อสงสัยเลยว่า ผู้นำทหารจะเป็น “อัศวินม้าขาว” ในการแก้วิกฤตชาติได้

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ผู้นำทหารไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาของประเทศ และทั้งยังสร้างความล้มเหลวในด้านต่างๆ จนพาประเทศเข้าภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น 1) วิกฤตโรคระบาด 2) วิกฤตวัคซีน 3) วิกฤตเตียงผู้ป่วย 4) วิกฤตผู้เสียชีวิต 5) วิกฤตความยากจน 6) วิกฤตแรงงาน 7) วิกฤตเศรษฐกิจ 8)วิกฤตชีวิตของคนในสังคม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังก่อตัวเป็น “วิกฤตสังคม” ขนาดใหญ่ ซึ่งหากจะมองในมุมความมั่นคงก็คือ การขยายตัวของ “มหาวิกฤตความมั่นคงของมนุษย์” ที่สังคมไทยปัจจุบันต้องเผชิญ และยังมองไม่เห็นว่า ผู้นำทหารที่เป็นรัฐบาลจะเป็นผู้แก้วิกฤตนี้ได้อย่างไร แต่กลับเห็นชัดเจนถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และในแต่ละคน เราเห็นคนเสียชีวิตข้างถนน… เสียชีวิตในที่พักอย่างน่าเวทนา จนผู้คนในหลายภาคส่วนหลายอาชีพเริ่มเรียกร้องหารัฐบาลใหม่ และเสียงปฏิเสธผู้นำรัฐบาลดังไปทั่ว จนคำประกาศที่จะอยู่ต่อ “อีกปีครึ่ง” ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดแรงต้านมากขึ้น เพราะคนไม่ต้องการอยู่กับการบริหารของรัฐบาลนี้แล้ว

ฉะนั้น คงต้องยอมรับว่า ฐานเสียงที่สนับสนุนผู้นำทหารลดขนาดลงอย่างมาก ซึ่งถ้าผู้นำทหารประเมินสถานการณ์จริง เขาคงต้องตระหนักว่า การเมืองกำลังถึงจุดเปลี่ยน และรัฐบาลอาจจะไปต่อไม่ได้ อีกทั้งความพยายามที่จะดำรงความเป็นรัฐบาลต่อไป อาจเป็นเพียงการ “ประวิงเวลา” ด้วยความหวังว่าจะเป็นโอกาสให้ผู้นำทหารสามารถทำการรบต่อไปได้อีก ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้นำทหารคนนี้แพ้สงครามไปแล้ว… ไม่มีใครเชื่อมั่นในการนำทัพของเขาแล้ว แม้เขาจะออกมาประกาศครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อร้องหาเสียงสนับสนุนจากฐานเสียงเดิมว่า เขาจะอยู่ต่อไปเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ

วันนี้เสียงส่วนใหญ่ดังอย่างชัดเจนแล้วว่า ประชาชนไม่ต้องการรัฐบาลปัจจุบัน… ไม่ต้องการทิศทางการบริหารประเทศแบบปัจจุบัน แต่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ที่มีขีดความสามารถมากกว่าเข้ามาบริหารวิกฤตของประเทศไทย และที่สำคัญ ประชาชนอยากเห็นทิศทางใหม่ในการจัดการวิกฤตของประเทศ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้นำทหารที่เป็นรัฐบาลนั้น ประสบความล้มเหลวอย่างมากในการบริหารจัดการวิกฤตโควิด จนไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน เสียงเห็นต่างจึงเป็นสัญญาณของสังคมที่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล

เสียงดังที่ปรากฏในโลกออนไลน์จาก “ประชามติไซเบอร์” วันนี้ เห็นชัดว่า รัฐบาลปัจจุบันสิ้นสภาพไปจากความรู้สึกของประชาชน จนกล่าวได้ว่า รัฐบาลนี้ล้มไปแล้วในใจประชาชน และการเมือง “ยุคหลังประยุทธ์” กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เยาวชนปลดแอกนัดชุมนุม 7 สิงหา ลั่นหมดเวลาของ ‘ประยุทธ์’ แล้ว
บทความถัดไปรพ.พระนั่งเกล้า แจ้งปชช. เข้าวัคซีนรับเข็มแรก 3 ส.ค.นี้ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วาน