ที่เห็นและเป็นไป : ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ และ ‘ความกล้าหาญที่แท้จริง’

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ และ ‘ความกล้าหาญที่แท้จริง’

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ และ ‘ความกล้าหาญที่แท้จริง’

สถานการณ์การเมืองช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกครอบคลุมด้วยบรรยากาศตึงเครียดอย่างถึงที่สุดอีกครั้ง

ความคิด 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างท้าทาย ต่างประกาศพร้อมแตกหักใส่กัน แบบไม่มีการลดราวาศอก ก่อความกังวลอย่างสูงยิ่งต่อผู้ไม่ปรารถนาให้เกิดความรุนแรงจนหนีไม่พ้นความสูญเสีย ซึ่งหวั่นว่าจะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่กว่าครั้งไหนของสังคมไทย

ทว่าถึงแม้จะหวั่นวิตกแค่ไหนก็ตาม นักวิชาการที่ศึกษาสะสมความรู้มาจนแตกฉานในการวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมทั้งมีประสบการณ์ผ่านเหตุการณ์เฝ้ามองเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ที่เคยเกิดขึ้นทั้งที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และหลายครั้งในประเทศไทยเราเอง หลายคนต่างเห็นค่อนข้างไปในทางเดียวกันว่า ความขัดแย้งแตกแยกของคนไทยเกินจุดที่จะประนีประนอมเพื่อกลับมาอยู่ร่วมกันโดยไม่เกิดการปะทะกันรุนแรงได้อีกแล้ว

เหตุผลที่ยกมาชี้ให้เห็นว่าหลีกพ้นความรุนแรงได้ยาก เพราะความไม่พอใจถูกบีบคั้น กดดัน ด้วยความเดือดร้อน วิตก ทุกข์ทน และสิ้นหวังในชีวิตท่ามกลางโรคระบาดร้ายแรง ที่ก่อความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ให้ป่วย ให้ตายกันอย่างอนาถา ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยังใช้ชีวิตอยู่ในความสนุกสนานรื่นรมย์ ซ้ำแสดงออกด้วยท่าทีที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจชีวิตที่ไม่มีทางออก

คนที่เดือดเนื้อร้อนใจ ประสบหายนะในชีวิตที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การบริหารจัดการประเทศไม่ให้ความรู้สึกว่ามีความหวังอะไรรออยู่ในอนาคต

นักวิชาการหลายท่านชี้ให้เห็น ความอึดอัด ความวิตกกังวลที่ค่อยๆ กลายเป็นความกลัว และแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเริ่มเกิดขึ้นทั่วไป

เมื่อการจัดการไม่เห็นผลว่าแนวโน้มจะเกิดความหวังในการเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้น ที่เป็นไปกลับคือเงื่อนไขที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง และทำให้สถานการณ์ส่อเค้าว่าจะเลวร้ายลงอีกเสียมากกว่า

คำเตือนจึงคือระวัง “ฟางเส้นสุดท้าย”

อันมาจากคำพังเพยที่ว่า “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” อันหมายถึงน้ำหนักที่แบกรับไม่ไหวแล้ว แม้จะเพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิดเท่าน้ำหนักของฟางหญ้าเส้นเดียว แต่เกินว่าที่ลาตัวนั้นจะแบกรับได้

ที่จะเกิดขึ้นหลัง “จุดสิ้นสุดความอดทน” ถูกทำลายลง ย่อมเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา

ผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ เตือนไว้ว่า ฟางเส้นสุดท้ายนั้นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ ที่ลงไปจุดให้พลังโกรธแค้นที่ความอดทนกดทับไว้ระเบิดขึ้นมา

และนั่นหมายถึงการตอบโต้ที่รุนแรงจะเกิดขึ้น

ที่น่าประหวั่นพรั่นใจขึ้นไปอีกคือ ความอดทนที่ว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” นั้นไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ความอดทนของอีกฝ่ายหนึ่งดูเหมือนจะรอ “ฟางเส้นสุดท้าย” อยู่เช่นกัน

และ “ฟางเส้นสุดท้าย” ของฝ่ายหนึ่งที่ระเบิดขึ้น จะคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

ไม่ต้องคิดคงคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในความอดทนของแต่ละฝ่ายถึงเวลาที่จะระเบิดใส่กัน

ย่อมเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางสกัด ตัด หรือดับชนวนระเบิดนั้น

แน่นอนว่าผู้มีหน้าที่หยุดยั้งความรุนแรงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น ผู้มีหน้าที่บริหารจัดการประเทศ

เพียงแต่ความหวังว่าจะเป็นการบริหารที่ทำให้เกิดผลในทางที่ถูกต้อง เหมาะควรและนำความสงบมาสู่ประเทศ จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ มีศิลปะของการบริหารจัดการ

อย่างน้อยต้องไม่ทำตัวเป็นผู้ขัดแย้ง เป็นชนวนระเบิดเสียเอง เพราะหากเป็นเช่นนั้น เท่ากับหนทางคลี่คลายความรุนแรงจะถูกปิด

หากรู้ตัวว่าเป็นชนวน เป็นจุดระเบิดของความขัดแย้ง ควรจะปลดด้วยการถอยออกไป

เพื่อให้บทบาทกับคนอื่นที่มีสถานะที่ไม่เป็นชนวนระเบิด และเป็นผู้ที่พอเห็นว่ามีความสามารถ มีศิลปะที่จะคลี่คลายสถานการณ์ปลดชนวนระเบิด ดึง “ฟางเส้นสุดท้าย” ออกจาก “หลังลา” ได้

หาก “รักชาติ และประชาชน” จริง ต้องกล้าหาญในการเสียสละตัวเอง เพื่อเปิดทางให้ประเทศมีทางออก

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon