สถานีคิดเลขที่ 12 : ถุงดำ-ด้านมืดตำรวจ

สถานีคิดเลขที่ 12 : ถุงดำ-ด้านมืดตำรวจ แม้ว่าถุงดำจะเป็นสินค้าที่มีขายอยู่ทั่วไป

แม้ว่าถุงดำจะเป็นสินค้าที่มีขายอยู่ทั่วไป ใช้กันแพร่หลาย มีอยู่หลากหลายยี่ห้อ แต่โดยส่วนใหญ่เขาจะมีคำอธิบายไว้บนถุงว่า มีคุณสมบัติสำหรับใส่ขยะทั่วไป พร้อมกับมีคำเตือนว่า อากาศไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ห้ามนำไปคลุมศีรษะ หรือห้ามนำไปสวมศีรษะเล่น

สงสัยว่า พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ “ผู้กำกับโจ้” ที่กำลังเป็นข่าวโด่งดัง ไม่ได้อ่านคำเตือนนี้

หรือว่าอ่านแล้วยิ่งปิ๊งไอเดีย จึงเอามาคลุมหัวผู้ต้องหาคดียาเสพติด เพื่อทำทารุณบังคับขู่เข็ญ จนกระทั่งเหยื่อขาดใจตายทุรน กลายเป็นเรื่องใหญ่

ปิดฉากชีวิตนายตำรวจหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง ร่ำรวยหรูหรา กลายเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย แถมเป็นการทำให้ตายด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ และกระทำในโรงพัก สถานที่ราชการอีกด้วย

งานนี้กระเทือนไปทั้งวงการตำรวจ

เพราะคลิปจากกล้องวงจรปิด เห็นภาพนาทีที่ผู้กำกับโจ้ลงมือเอาถุงดำคลุมหัว โดยมีลูกน้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ

จะเป็นกระบวนการสอบเค้นเพื่อหาของกลางเพิ่มเติม หรือเพื่อข่มขู่รีดเงิน หรืออะไรก็ตามที

แต่กลายเป็นคลิปที่เปิดเผยด้านมืดของวงการตำรวจอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง เป็นภาพจริง

ก่อนหน้านี้ที่พูดๆ กันมาตลอดว่า ตำรวจซ้อมผู้ต้องหา ตำรวจทารุณอย่างนั้นอย่างดีพอเป็นเรื่องเป็นราวก็อาจจะได้เห็นเพียงบาดแผลบนร่างกายของเหยื่อ พร้อมคำบอกเล่าอธิบาย

แต่คราวนี้เป็นภาพหลักฐานที่ยืนยันแบบของจริง ลงมือกันจริงๆ ไม่ใช่แค่บอกเล่าเท่านั้น

จึงกลายเป็นคำถามและข้อสงสัยว่า แล้วยังมีตำรวจที่ทำกันแบบนี้อีกมากน้อยเพียงใด ยังมีประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อการสอบสวนนอกลู่นอกทางเช่นนี้อีกหรือไม่ ลุกลามไปถึงการปฏิรูปองค์กรตำรวจระบบตำรวจ อะไรต่อมิอะไร

แน่นอนว่า ยังมีตำรวจลุแก่อำนาจ ชอบลงไม้ลงมือกับผู้ต้องหา หรือกับคนที่ถูกควบคุมตัวมาสอบสวน ด้วยวิธีโบราณอยู่อีกแน่ๆ

แต่ในขณะที่โลกพัฒนาก้าวหน้าไปมาก เทคโนโลยีต่างๆ ก้าวล้ำไปเยอะ และระบบตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม กระแสด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น

ทำให้วงการตำรวจต้องพัฒนาตัวเอง ในการสืบสวนสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน

ตำรวจจำนวนหนึ่งก็เข้าสู่ยุคใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์พยานหลักฐาน มากกว่ากระบวนการใช้เท้าใช้หมัด

เพราะเอาเข้าจริงๆ การซ้อมทรมานจนผู้ต้องหายอมรับสารภาพนั้น พอส่งตัวขึ้นศาลจำนวนมากกลับคำปฏิเสธ พร้อมกับร้องเรียนว่าที่รับไปก่อนหน้านี้เพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว

เป็นบทเรียนความล้มเหลวในกระบวนการดำเนินคดี จนทำให้ตำรวจเองก็ต้องเรียนรู้ และปรับเปลี่ยน

คดีผู้กำกับโจ้ไม่เพียงทำให้ตำรวจกลุ่มนี้หมดสิ้นอนาคต และยังส่งผลสะท้านไปทั้งวงการตำรวจ โดนสังคมเรียกร้องให้ตรวจสอบครั้งใหญ่

แต่ก็ดังที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. กล่าวเอาไว้ว่า คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับตำรวจทุกคนดูไว้เป็นตัวอย่าง ทำอะไรไว้ไม่ดี ไม่มีทางหนีพ้นไปได้

คงเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะสุดท้ายกล้องวงจรปิดและตำรวจที่ไม่ขอร่วมรับผิดด้วยกับเรื่องเลวร้าย จึงนำมาสู่การบันทึกภาพหลักฐานและเปิดโปงร้องเรียน

จากนี้ไปทุกหน่วยทุกโรงพัก ต้องห้ามเด็ดขาดวิธีป่าเถื่อนโบราณ และใช้ถุงดำให้ถูกกับงานด้วย

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ไทยรั้งท้าย หล่นอันดับ 49 จาก 53 ประเทศฟื้นตัวจากโควิด 
บทความถัดไปโควิดทำพิษ! ไม่สามารถจัดติว ‘รัฐมนตรี’ ถูกซักฟอกได้