สถานีคิดเลขที่ 12 : กอบกู้ศักดิ์ศรีสภา

สถานีคิดเลขที่ 12 : กอบกู้ศักดิ์ศรีสภา

พรรคฝ่ายค้าน เปิดหัวรายการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ
ด้วยการประเดิมซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปพร้อมๆ กับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ประเด็นกล่าวหา เป็นบุคคลไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล

จากผลงานความล้มเหลวแก้ปัญหาโควิดระบาด ผิดพลาดทั้งในทางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการจัดหาวัคซีน และยังเกิดการทุจริตในขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อ กระจายวัคซีน ส่งผลเศรษฐกิจประเทศหายนะ ดิ่งเหว
ขณะที่นายกฯ และรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านอภิปราย ลุกขึ้นชี้แจงข้อกล่าวหา ทีมงาน ส.ส. องครักษ์นอกสภา ช่วยหักล้าง เพิ่มค่าอีกทาง
ฝ่ายค้านตัดไม้ข่มนาม ก่อนการอภิปรายเริ่ม
มั่นใจน็อกคว่ำรัฐบาล ลงได้อย่างแน่นอน
ตามแผนโหมโรงเรียกคนดู

แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ดูไม่สนใจศึกครั้งนี้เท่าใดนัก
บรรยากาศก่อนวันอภิปรายดูเหงาๆ
แม้แต่ชั่วโมงเช้าของวัน ก่อนเปิดเวที ก็ไม่คึกคักเท่าที่ควร
สื่อออนไลน์ที่วัดความสนใจ ที่มีต่อข้อมูล ข่าวสารได้แบบเรียลไทม์ ข่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ติดอันดับในอุตสาหกรรมสื่อ
เรื่องสัพเพเหระ มีคนสนใจอ่านมากกว่าด้วยซ้ำ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

ที่ประชาชนสนใจ ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจในระดับต่ำ อาจเนื่องจากการอภิปรายเป็นเหมือนพิธีกรรมเท่านั้น
ไม่มีผลอันใดทั้งสิ้น นอกจากช่วยฟอกรัฐมนตรีผู้ถูกตรวจสอบ ให้มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป
ประการสำคัญที่สุดก็คือ เป็นไปได้ว่าประชาชน ตัดสิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียบร้อยแล้ว

ตัดสินจากความจริงอันปรากฏชัด ณ เบื้องหน้า ตัวเลขคนเจ็บป่วย ล้มตาย หายนะเศรษฐกิจ
ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ไม่ใช่เรื่องการเมือง
ความจริงมันก้าวล้ำ เป็นเครื่องยืนยัน ความล้มเหลวนั้นสำเร็จยิ่ง

อย่างที่นักวิชาการ อย่างที่ใครต่อใคร พูดกันว่าถ้าเป็นรัฐบาลปกติแล้ว อยู่ไม่ได้แน่นอน
ไม่ต้องอภิปราย ไม่ต้องยื่นญัตติอะไรด้วยซ้ำ
เมื่อมีการยื่นญัตติ มีการอภิปราย ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีร่วมคณะ ความสนใจที่มีต่อกระบวนการตรวจสอบจึงลดน้อยถอยลง
จากเรตติ้งสมรภูมิการเมืองใหญ่ที่เคยยืนอยู่ระดับสูง ก็วูบ-ตกต่ำ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลายเป็นกิจกรรมของการต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ข่าวคราวการฮั้วระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านบางพรรค การเดินเกมฉกฉวยสถานการณ์ โชว์พาว บีบเอาตำแหน่งในหมู่บรรดารัฐมนตรี
ต่างล้วนทำให้ผู้คนเอือมระอา ไม่สนใจ ไม่ให้ค่ากับกระบวนการตรวจสอบ
ภายใต้ชื่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ญัตติใหญ่ที่ถือวัด ตัดสินกันด้วยจำนวนเสียงของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ เกณฑ์คือ ผู้ที่จะหลุดพ้นจากเก้าอี้ ไม่ได้ไปต่อในตำแหน่งรัฐมนตรี เสียงโหวต ไม่ไว้วางใจ ของสภาผู้แทนราษฎร ต้องเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนเสียงสมาชิกที่มีอยู่
เมื่อฝ่ายรัฐบาล คือฝ่ายกุมเสียงข้างมากในสภา
อภิปรายอย่างไร ก็ย่อมไม่มีผล

หนทางเดียวที่จะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ ในมาตรการตรวจสอบการทำงานฝ่ายรัฐบาลสูงสุด ของฝ่ายนิติบัญญัติเอาไว้ได้
คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม
ต้องกล้าหาญ ให้สมกับฐานะการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มิใช่ตัวแทนปากเสียงของพรรคการเมือง ขั้วข้างแต่ละฝ่าย

แต่โหวตออกเสียง ตัดสินใจตรงไปตรงมา โดยยืนอยู่บนข้อมูล หลักฐานเป็นหลัก ที่ฝ่ายค้านนำเสนอนั้น รัฐมนตรีผู้ถูกอภิปราย ชี้แจงหักล้าง ฟังขึ้นหรือไม่
หากปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่ทบทวนแก้ไข ย่อมไม่เป็นผลดีต่อระบบ
ต่อการเป็นที่จบ ที่พึ่งหวัง แก้ปัญหาการเมืองบ้านเมืองได้ด้วยวิถีทางรัฐสภา

จำลอง ดอกปิก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้AIS ต้อนรับแชมป์ชนแชมป์ชวนคอบอลไทยชมฟรีทุกเครือข่ายผ่าน AIS PLAY ทุกช่องทาง
บทความถัดไปบทสรุปการเสริมทัพนักเตะ 20 ทีมแห่งศึกพรีเมียร์ลีก ลุยศึกฤดูกาล 2021/2022