ที่เห็นและเป็นไป : หนทางสู่‘การเริ่มต้นใหม่’

ที่เห็นและเป็นไป : หนทางสู่‘การเริ่มต้นใหม่’

ภาพของประเทศที่เห็นผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างชัดจนถูกนำเสนอว่า “เสื่อมทรุดไปทุกอย่าง”

ผลของการอภิปราย 4 วัน 4 คืนที่ผ่านมา กระตุ้นให้ผู้คนตระหนักว่าประเทศเรามีรัฐบาลแทบไม่เหลืออะไรที่พอจะดำรงสถานะเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้อีกแล้ว

7 ปีที่ผ่านมาทุกอย่างที่มีอยู่ในประเทศไทยเราตกต่ำ เสียหาย มองเห็นความสิ้นสภาพไปหมด มองไม่เห็นความหวังว่าการเมือง เศรษฐกิจ ภาวะสังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละคนจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่โอกาสที่จะพัฒนา แต่กระทั่งจะหนีพ้นจากหายนะ และสิ้นหวังยังมองไม่เห็น

หากเป็นเมื่อก่อนที่ถึงอย่างไรประชาชนก็ยังมีสิทธิมีเสียงที่จะเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง รัฐบาลแบบนี้อยู่ไม่ได้แล้ว นายกรัฐมนตรีแบบนี้ไม่มีหน้ามาเสนอให้ประชาชนเห็นอยู่ในทำเนียบรัฐบาลอีกแล้ว

รัฐบาลแบบนี้ไม่ใช่หมายถึง “รัฐบาลชุดนี้” นายกรัฐมนตรีแบบนี้ไม่ใช่แค่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะนั่นเป็นแค่ผลผลิตของระบบ

เพราะบทเรียนที่ได้จาก 7 ปีที่ผ่านมา “รัฐบาลชุดนี้” และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแค่ตัวแสดงของ “ระบบแบบนี้” ที่เป็นต้นทางที่แท้จริงของสาเหตุความเสื่อมของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในประเทศ และนำพาประชาชนสู่ความสิ้นหวัง

เป็นระบบที่สืบทอดมาจาก “รัฐประหาร” เข้ามาจัดการโครงสร้างอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ การจัดตั้งกลไกตามรัฐธรรมนูญ และแต่งตั้งมือไม้เข้าไปควบคุมให้ผู้มีอำนาจจัดการประเทศไปในทิศทางที่ต้องการให้อย่างที่ตั้งใจไว้

ระบบเช่นนี้ที่ทำให้ประเทศได้รัฐบาลที่ไม่มีความจำเป็นต้องฟังเสียงประชาชน โดยมีรัฐสภาที่ควบคุมความเป็นไปสนับสนุนรับใช้ที่แต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องผู้มีอำนาจ และขัดขวางการทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน

ซึ่งถึงวันนี้เวลาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นระบบที่ไม่ส่งผลดีต่ออะไร แม้จะอำนวยให้คนบางกลุ่ม บางพวกได้เสวยอำนาจได้อย่างสะดวกสบายไร้อุปสรรค หรือนักธุรกิจนายทุน บางคน บางตระกูลสร้างความร่ำรวยได้มหาศาลขึ้นจากโอกาสที่เอื้อให้อย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่ก็เป็นการมีอำนาจ และร่ำรวยอยู่ในความชิงชังของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องเผชิญการถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ สิ้นหวังในอนาคต จากความเหลื่อมล้ำที่ถ่างขยายช่องว่างห่างขึ้นของคนในสังคมในสภาพที่คนส่วนใหญ่ถูกผลักไสให้มาอยู่ในฝั่งที่ด้อยโอกาส มีส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่เชิดหน้า ชูคอ หัวเราะรื่นรมย์อยู่ในฝั่งที่โอกาสเปิดให้อย่างไม่จำกัดได้

เสียงหัวเราะท่ามกลางเสียงสาปแช่งที่สุดย่อมไม่ใช่ความสำเร็จที่นำความสุขที่ถาวรมาให้เช่นกัน

และนั่นคือข้อสรุปว่า ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกสิ่งอย่าง ทุกความเป็นไปในประเทศเราเสียหายยับเยินจากผลของโครงสร้างอำนาจที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนองการเอื้อโอกาสให้คนกลุ่มหนึ่งอยู่อย่างฉาบฉวยได้มากกว่าคนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เพียงแต่ว่าแม้จะเสื่อมทรุดอย่างไร ตกต่ำไปอีกแค่ไหน ความพยายามที่จะพลิกกลับให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ แทบมองไม่เห็นว่ามีอยู่เลย

ทั้งนี้เพราะ “โครงสร้างอำนาจสร้างความเลวร้าย” นั้นถูกออกแบบระบบป้องกันไว้แข็งแกร่งมาก หนทางที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงแทบไม่มีเลย

แม้ในที่สุด วันนี้ วันหน้า หรือสักวันหนึ่ง ประเทศจะพ้นไปจากการควบคุมของคนใน “รัฐบาลชุดนี้” หรือหยุดจากการมี “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นผู้นำ

แต่ “รัฐบาล” และ “ผู้นำ” คนใหม่ ที่ผลุดออกมาจากระบบเช่นนี้ ย่อมไม่แตกต่างกัน เพราะจะยังเป็น “ระบบที่ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชน-ระบบผู้นำที่ไร้ความสามารถในประสิทธิภาพยังอยู่ได้อย่างโอหัง” ใช้อำนาจได้อย่างไม่ต้องแคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศได้เหมือนเดิม

การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และตัวผู้นำหากเกิดขึ้นก็เป็นเพียงภาพที่แค่ดูเหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลง แต่ลึกลงไปในเนื้อแท้แล้ว ที่สุดทุกอย่างจะค่อยๆ คืนสภาพไปสู่การบริหารจัดการที่ไม่จำเป็นต้องทำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อคลี่คลายความเสื่อมทรามที่เกิดขี้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ยังคงดำเนินไปเหมือน 7 ปีที่ดำเนินมาได้อย่างราบรื่น ไม่มีใครทำอะไรได้ ท่ามกลางความเสื่อมทรุดของประเทศ และความเดือดร้อนสิ้นหวังของประชาชนโดยเฉพาะรุ่นหลังๆ อยู่เหมือนเดิม

หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่า มีความหวังมากกว่าคือ จัดการให้เกิดโครงสร้างอำนาจใหม่

ให้เกิด “โครงสร้างอำนาจที่ถูกออกแบบมาให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน” เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการประเทศที่คำนึงถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ความสุข ความสะดวก สบายของประชาชน แทนที่จะเป็นระบบที่เห็น “คนไม่เท่ากัน” สร้างโอกาสที่เหนือกว่าให้อภิสิทธิ์ชนเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ทำอย่างไรจะแก้ไข เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจเช่นนี้

จึงจะเป็นการเริ่มต้นที่มีความหวังได้บ้าง

ทำอย่างไรให้เริ่มต้นได้ ท่ามกลางระบบป้องกันที่แข็งแกร่งที่คุ้มครองระบบของโครงสร้างอำนาจปัจจุบันดูจะเป็นหนทางที่ยากเย็นยิ่ง แทบมองไม่เห็นเลยว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อที่สุดแล้วสัญชาตญาณ หรือพลังจิตเหนือสำนึกของ “มนุษย์” ย่อมนำสู่อิสรภาพของชีวิต เสรีภาพของวิญญาณเสมอ

ระบบจากโครงสร้างอำนาจที่กักขังความฝันของผู้คนไว้ในความสิ้นหวัง ย่อมเป็นความท้าทาย

เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อให้เปิดทางเปลี่ยนแปลง

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon